ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 246 สวีหยวนเซียงล้มป่วย
บทที่ 246 สวีหยวนเซียงล้มป่วย
หลังจากการหมั้นหมาย หวังชีพาเถียนเสี่ยวชุ่ยกลับไปที่อำเภอหยางหมิง เพื่อเคารพหลุมศพมารดา ทว่าไม่ได้แนะนำให้ทุกคนได้รู้จักภรรยาของตน เขาออกจากบ้านตั้งแต่เด็กพร้อมกับพ่อแม่ หลังจากการกระโดดน้ำฆ่าตัวตายครั้งนั้นของนางหวัง ครอบครัวของเขาก็เอาใจออกห่างจากคนตระกูลหวัง หลังจากทำความเคารพแล้วชายหนุ่มก็พาเถียนเสี่ยวชุ่ยไปที่เมืองถงอัน เพื่อกลับเมืองหลวงด้วยกัน
หลิวเหิงคิดว่าอีกนานกว่าเขาจะได้กลับบ้านเกิด จึงถือโอกาสนี้กลับมาสร้างสุสานให้หลิวต้าลี่และนางหวัง
หลังจากที่หลิวต้าลี่และนางหวังถูกฝังร่วมกัน สุสานเดิมก็ยังคงเป็นเนินดินเล็ก ๆ เท่านั้น ตอนนี้หลิวเหิงได้รับตำแหน่งขุนนางขั้นหกแล้ว ทุกคนต่างนับหน้าถือตาเขา ดังนั้นหลุมศพของหลิวต้าหลี่และนางหวังจึงถูกถมจนสูง
เนินดินสูงและสุสานก็มีป้ายแปดอักษร สิ่งนี้ดูมีเกียรติเป็นอย่างยิ่ง โดดเด่นท่ามกลางหลุมศพของคนอื่น ๆ ในตระกูล
เหยียนซีตามหลิวเหิงมา เด็กสาวคุกเข่าลงอย่างสงบ ค้อมศีรษะมองดูคำว่า ‘นางหวังตระกูลหลิว’ ที่สลักอยู่บนป้ายหลุมศพตรงหน้าตนเอง
หลิวเหิงลงดินด้วยมือตนเอง เธอยกชายกระโปรงขึ้นเดินไปข้างหน้าไม่กี่ก้าว คุกเข่าลงที่หน้าหลุมศพ เอื้อมมือไปสัมผัสอักษรสีดำที่สลักไว้บนแผ่นหิน คนที่รักที่สุดในโลกนี้กลายเป็นเพียงตัวอักษรสีดำไม่กี่ตัวที่หน้าหลุมศพเสียแล้ว
หลายปีที่ผ่านมาเธอคิดถึงหมู่บ้านหยางซานเป็นครั้งคราว และมักจะคิดอยู่เสมอว่าหากวันหนึ่งตนได้กลับไปที่บ้าน เดินผ่านประตูหน้าเข้าไปในลานบ้านตระกูลหลิว จะยังคงได้ยินเสียงทอผ้าดังออกมา จากนั้นนางหวังผู้ใจดีและอ่อนโยนก็จะเดินออกมาจากห้องโถง ยิ้มและเอ่ยทักทายนางว่า ‘ซีเอ๋อร์ กลับมาแล้วหรือ’
เหยียนซีอดไม่ได้ที่จะแนบศีรษะลงบนหน้าหลุมศพ น้ำตาหลั่งรินราวกับลูกปัดใส จากนั้นไม่นานก็เงยหน้าขึ้นอีกครั้งด้วยดวงตาแดงก่ำ อธิษฐานในใจว่า ‘ท่านป้า ซีเอ๋อร์กลับมาแล้วเจ้าค่ะ ความแค้นของท่านได้รับการชำระไปครึ่งหนึ่งแล้ว ท่านไม่ต้องเป็นห่วงนะเจ้าคะ ตราบใดที่ข้ายังมีชีวิตอยู่ เว่ยหวนและสวีอวี้หรงจะไม่มีทางอยู่อย่างสงบสุขแน่นอน พี่เอ้อร์หลางและข้าหมั้นกันแล้ว จากนี้ข้าสามารถเรียกท่านว่าท่านแม่ได้แล้วนะเจ้าคะ’
หลิวเหิงเห็นว่านางโศกเศร้ามากจึงไม่อาจควบคุมตนเองได้ เขาคุกเข่าลงข้างเด็กสาวที่หน้าหลุมศพแล้วกระซิบขึ้น “ท่านแม่ ไม่ต้องเป็นห่วงนะขอรับ ลูก ๆ จะจำคำสอนและความปรารถนาของท่านแม่ใส่ใจไว้เสมอ ข้ากับซีเอ๋อร์จะเกื้อกูลกันต่อไป เราจะดูแลกันและกันให้ดีที่สุด …หลังจากนี้ใช้ชีวิตร่วมกันให้ดีเถอะนะ มาคำนับท่านพ่อท่านแม่ของพวกเรากันเถอะ”
เหยียนซีคำนับสามครั้งพร้อมกับหลิวเหิง ก่อนที่จะเดินทางกลับไปที่หมู่บ้านหยางซานหลังจากได้ยินเสียงเรียกของคนอื่น ๆ
ไม่กี่วันถัดมา ขุนนางจากพื้นที่ใกล้เคียงก็เดินทางมาเยี่ยมเยือน เพราะตอนนี้หลิวเหิงเป็นขุนนางขั้นหกแล้ว นับได้ว่าเป็นขุนนางระดับสูงที่สุดในบริเวณนี้ หลังจากที่ได้รับอักษรอวยพรจากถงอัน หลิวเหิงและเหยียนซีคุยกันว่าจะกลับเมืองหลวงก่อนกำหนด
หากยังรั้งรออยู่นานเกินไปจะมีผู้คนมากมายมาเยี่ยมเยือน และจะดูไม่ดีหากปฏิเสธพวกเขา
แน่นอนว่าการกลับเมืองหลวงครั้งนี้พวกเขาวางแผนจะพาคนสองสามคนจากหมู่บ้านไปยังโรงน้ำชาอวี่เซิ่นที่เปิดใหม่ในเมือง พร้อมทั้งสหายเก่าอย่างหลิวชุนหนิวและหลิวจิ้นเป่า
เว่ยเฉิงกล่าวว่าต้องการจะเปิดโรงน้ำชาเพิ่มอีกสองสามแห่ง การพาพวกเขาไปจะมีประโยชน์มากกว่าเพราะเดินทางสะดวก
ตอนนี้หลิวจิ้นเป่าและหลิวชุนหนิวมีบุตรไปแล้วหลายคน เหยียนซีคิดว่าการพรากสามีภรรยาเป็นเรื่องไม่ดี แต่คนโบราณเชื่อว่าลูกสะใภ้ต้องอยู่บ้านกับพ่อแม่เพื่อแสดงความกตัญญู เธอจึงไม่สามารถออกความเห็นอะไรได้
ท่านอาสามกำชับกับหลิวจิ้นเป่าว่า “เจ้าต้องรักษาหน้าตาของเอ้อร์หลางให้ดี ทำงานอย่างตั้งใจ ทำทุกอย่างตามคำแนะนำของเขา หากมีปัญหาให้ปรึกษาซีเอ๋อร์และเอ้อร์หลาง อย่าผลีผลามตัดสินใจด้วยตนเอง”
หลิวจิ้นเป่าพยักหน้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่ว่าอย่างไรก็ยังเป็นหลานที่เชื่อฟังคำพูดของปู่อยู่เสมอ
ระหว่างทางเหยียนซีได้ซื้อของขึ้นชื่อของท้องถิ่นไปด้วย และไปพบหวังชีที่เมืองถงอัน ก่อนจะเดินทางกลับเมืองหลวง
ในเวลานี้จวนตระกูลสวีกำลังตกอยู่ในความวุ่นวาย
ประการแรก คดีของสวีเฉิงกานได้รับการตัดสินแล้ว เนื่องจากคนของจวนที่ลงมือยอมรับสารภาพออกมา ว่าเขาเป็นคนลงมือฆ่าเฮ่อจื้อเฉิงด้วยความคิดของตนเองเพียงคนเดียว หลังจากนั้นก็ปลิดชีพตนเพราะกลัวความผิด เมื่อไร้หลักฐานว่ามีส่วนเกี่ยวข้อง สวีเฉิงกานก็พ้นจากคดี แต่จักรพรรดิทรงกริ้วมากที่พวกเขาประมาทและไม่ดูแลบ่าวไพร่ให้ดี จึงรับสั่งให้เขาไปทบทวนตนเองอย่างหนักก่อนที่จะเข้ารับราชการ และพักตำแหน่งของเขาโดยตรง
แม้ว่าสวีเฉิงกานจะไม่ถูกลงโทษ แต่ก็ผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากมากในคุกมา ร่างกายผ่ายผอมจนยากจะดูเป็นคน
ใต้เท้าสวีไม่สามารถทำสิ่งใดได้นอกจากปลอบใจเขาด้วยคำพูด และให้เขาพักอยู่ที่บ้านไปก่อน เรื่องนั้นทำให้ฮูหยินรองรู้สึกไม่พอใจ มองว่าพ่อสามีไม่ยุติธรรม ปล่อยให้สามีของนางทำแต่งานยุ่งยาก และคิดว่าเพราะสวีเฉิงผิงเป็นบุตรชายคนโตจึงได้รับสิ่งดี ๆ มากกว่า
นางต้องใช้ความอดทนไม่น้อยเมื่อแต่งงานกับสวีเฉิงกาน ก่อนหน้านี้เขามีตำแหน่งทางราชการ นางจึงถูกเรียกว่าเป็นฮูหยินของใต้เท้าได้ แต่ตอนนี้กลับเป็นเพียงฮูหยินรองของตระกูลสวีเท่านั้น จะไม่ให้รู้สึกโกรธเคืองได้อย่างไร
ระหว่างที่คับแค้นใจอยู่นั้นก็พบกับสวีหยวนเซียงที่สวน จึงเยาะเย้ยถากถางว่านางเป็นดอกไม้ที่ไม่มีวันได้เบ่งบานเสียแล้ว ต่อไปคงไม่อาจหาสามีที่ดีได้อีก สวีหยวนเซียงกังวลใจมากอยู่แล้วนับตั้งแต่อาหญิงของนางสร้างเรื่องขายหน้า หญิงสาวเริ่มกระสับกระส่ายมากขึ้นเรื่อย ๆ เริ่มนอนไม่หลับในตอนกลางคืน และหลังจากนั้นสองเดือนก็ล้มป่วย
ตระกูลสวีเชิญหมอมาที่จวนเพื่อตรวจวินิจฉัยและหาทางรักษานาง แต่หมอบอกว่านางเป็นทุกข์และป่วยที่ใจ
สาเหตุของอาการป่วยที่ใจของบุตรสาวเป็นจะมีอะไรได้อีก
ฮูหยินสวีคิดถึงคำพูดของฮูหยินรองแล้วก็ร้องไห้ขณะที่โอบกอดบุตรสาวไว้ในอ้อมแขน คร่ำครวญถึงชะตากรรมของบุตรสาวว่าเหตุใดจึงต้องพบเจอแต่เรื่องยากลำบาก อีกทั้งครอบครัวก็ยังกลายมาเป็นแรงกดหนักอึ้งในชีวิตของนาง
สวีเฉิงผิงเองก็ไม่อาจทำสิ่งใดได้ ตัวเลือกที่เหมาะสมในเมืองหลวงมีน้อยเกินไป ส่วนการจะหาคนจากนอกเมืองหลวงนั้น สวีหยวนเซียงก็มีอายุมากเกินไปเล็กน้อย เป็นเรื่องยากที่จะค่อย ๆ หาไปเรื่อย ๆ เช่นนี้
สวีเฉิงผิงไม่รอที่จะตามหาคู่ดี ๆ ให้บุตรสาวอีกต่อไป เขาไปขอความช่วยเหลือจากบิดา ว่าต้องการเลือกคู่ที่เหมาะสมให้บุตรสาวจากบรรดาจิ้นซื่อที่เพิ่งรับตำแหน่งใหม่ในปีนี้ เพราะคิดว่าน่าจะมีคนที่น่าจับตามองอยู่ในหมู่ของพวกเขา
ถึงอย่างไรตระกูลสวีก็ยังมีอำนาจในฐานะผู้นำขุนนางฝ่ายพลเรือน ไม่นานข้อมูลและรายชื่อของจิ้นซื่อปีนี้ก็ถูกส่งมาที่ตระกูลสวีทันที
ใต้เท้าสวีรักสวีหยวนเซียงหลานสาวของเขาไม่น้อยเช่นกัน ชายชราเป็นคนออกหน้าคัดเลือกให้ด้วยตนเอง
สวีเฉิงผิงรู้สึกพอใจมากที่ได้ข้อมูลของชายคนนั้นมา เขานำมันมาให้สวีหยวนเซียงและภรรยาช่วยกันดู
“เซียงเอ๋อร์ ท่านปู่ของเจ้าตรวจสอบและคัดเลือกผู้ที่เหมาะจะมาเป็นเขยของตระกูลเราให้เจ้าด้วยตนเองแล้ว” เขาส่งข้อมูลให้รุ่ยอี้ เพื่อให้นางมอบมันให้สวีหยวนเซียงรับไปดู
สวีหยวนเซียงหรี่ตาลงแล้วมองดู เขามาจากเติงโจว อายุยี่สิบสอง เกิดในครอบครัวยากจน แต่เป็นคนมีพรสวรรค์มาก ผ่านการสอบจิ้นซื่อตั้งแต่อายุยังน้อย มารดาเสียชีวิต ส่วนบิดาอยู่ที่บ้านเป็นชาวนา เพราะเกิดในครอบครัวยากจน จึงยังไม่ได้แต่งงาน ตอนนี้รับราชการอยู่ในสำนักฮั่นหลิน และยังมีรูปร่างหน้าตาสง่างามไม่เลว
ใต้เท้าสวีเป็นผู้คัดสรรมาอย่างดี ไม่แปลกที่สวีเฉิงผิงจะพึงพอใจ และฮูหยินสวีเองก็ดูพอใจมากเช่นกัน
“เป็นอย่างไรบ้างเซียงเอ๋อร์ เจ้าคิดว่าเขาเหมาะหรือไม่” สวีเฉิงผิงถามอย่างอบอุ่น “คนคนนี้เกิดในครอบครัวยากจน แม่ของเขาเสียไปตั้งแต่ยังเด็ก ส่วนพ่อก็เป็นชาวนาที่ซื่อสัตย์ ไม่สนใจเรื่องอื่นนอกจากทำงาน ไม่ต้องมีปัญหาเรื่องแม่สามีกับลูกสะใภ้ เขาหน้าตาดี มีความสามารถ สามารถสอบจิ้นซื่อได้อันดับต้น ๆ ด้วยตนเอง เป็นคนที่มีความสามารถไม่เลวเลย ในอนาคตเขาคงจะสามารถสร้างความมั่นคงให้ตนเองได้ เซียงเอ๋อร์ไม่ต้องห่วง พ่อจะสนับสนุนเจ้าเอง”
Maxzza19
ยังดีนะมีสัญญาหมั้นแล้วก็ระบุวันแต่ง ไม่งั้นนะได้เจอมือที่ 3 อย่างนางรานตระกูลสวีแน่ๆ