ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 245 คืนสู่เหย้า
บทที่ 245 คืนสู่เหย้า
ในวันต่อ ๆ มาหลังจากนั้น หลิวเหิงที่เพิ่งเป็นจิ้นซื่อยังมีอะไรให้ทำอีกมากมาย
ประการแรก ในนามของจิ้นซื่อคนใหม่ตำแหน่งจอหงวน ต้องไปเข้าเฝ้าจักรพรรดิเพื่อกล่าวขอบพระทัยในฐานะลูกศิษย์ของพระองค์
ต่อมากรมพิธีการก็มีการจัดพิธีซือเฮ่อหลี่*[1]เพื่อทำการสาบานตนและรับเครื่องแบบใหม่อย่างเป็นทางการ จิ้นซื่อใหม่ทั้งหมดเดินทางไปยังก้งเยวี่ยนเพื่อเข้าร่วมพิธีนี้ หลิวเหิงในฐานะที่เป็นจอหงวนต้องเป็นตัวแทนในการถวายเครื่องบูชาแก่ขงจื๊อเทพเจ้าประจำทิศตะวันออกและตะวันตกตามลำดับ จากนั้นทุกคนก็เดินทางไปยังอี๋หลุนถางเพื่อทำความเคารพต่อผู้นำสำนักกว๋อจื่อเจี้ยนแล้ว บัณฑิตสามลำดับแรกจะต้องยกจอกและประดับดอกไม้สีทองที่เรียกว่า ‘จานฮวา’
เมื่อหลิวเหิงกลับบ้าน เขาก็ได้เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นเครื่องแบบทางการ รองเท้าหุ้มข้อสูง เมื่อผู้คนเปลี่ยนเครื่องแต่งกายก็มักจะแสดงให้เห็นถึงจิตวิญญาณและพลังที่แตกต่างออกไป
ในวันรุ่งขึ้นหลังจากเดินทางไปที่วัดขงจื๊อ เขาก็ได้จารึกชื่อบนแผ่นศิลาของจิ้นซื่อ หลังผ่านช่วงเวลาแห่งความหมั่นเพียรมาเป็นสิบปี ในที่สุดวันแห่งความสำเร็จและได้รับการยกย่องก็มาถึง หลิวเหิงมองดูจารึกนามจิ้นซื่อตรงหน้าด้วยความภาคภูมิใจเปี่ยมล้น
จารึกเริ่มขึ้นเมื่อหลายร้อยปีก่อน รวบรวมชื่อทั้งคนที่เป็นที่รู้จักและคนที่เขาไม่รู้เอาไว้มากมาย คนเหล่านี้หากทำความดีความชอบก็จะได้เป็นขุนนางที่ยิ่งใหญ่และได้รับการจดจำไปอีกร้อยปีหลังจากนี้ หรือหากเป็นคนทำเรื่องอัปยศก็จะถูกสาปแช่งไปอีกเป็นพันปี แต่ถึงอย่างไร ลำดับที่บันทึกไว้ที่นี่ก็จะเป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นถึงความสามารถของคนในแต่ละรุ่น
โดยเฉพาะขุนนางที่มีชื่อเสียงซึ่งมีชื่อจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ ลูกหลานในหลายร้อยปีถัดมาก็ยังจะสามารถเห็นชื่อ สถานที่เกิด และลำดับของพวกเขาบนแผ่นจารึกนามจิ้นซื่อนี้ได้ หลิวเหิงอดจินตนาการไม่ได้ว่าร้อยปีต่อจากนี้ ในวันที่เขากลายเป็นเพียงเถ้าธุลี คนรุ่นต่อ ๆ ไปจะยังรู้สึกเช่นเขาในวันนี้หรือไม่ ความชื่นชมที่มีต่อความสง่างามของทุกรายชื่อที่ถูกจารึกไว้ในที่แห่งนี้…
เจ้าหน้าที่กรมพิธีการได้เขียนโคลงสำหรับยกย่องพร้อมกับกล่าวกับทุกคนว่า “จงยืนหยัดและยึดมั่นในความชอบธรรม ส่งต่อชื่อเสียงไปสู่คนรุ่นหลัง มอบความกตัญญูบูชาแก่บรรพบุรุษของพวกท่าน” เป็นการเตือนให้รำลึกถึงความคาดหวังและการสนับสนุนของบิดามารดาที่มอบให้พวกเขาตั้งแต่ยังเยาว์วัย พร้อมตามด้วยประโยคที่ทรงพลังว่า “ถวายงานแด่จักรพรรดิ!” ซึ่งเปรียบได้กับคำสาบานในการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะขุนนาง
จิ้นซื่อสามร้อยคนต่างเอ่ยพร้อมกัน “ถวายงานแด่จักรพรรดิ!” ในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อย่างวัดขงจื๊อ พวกเขารู้สึกว่าคำกล่าวนี้เป็นดังการสาบานต่อสวรรค์และบรรพบุรุษของตน
แม้หลิวเหิงจะมีจิตใจสงบนิ่งและมั่นคง แต่ก็ยังรู้สึกตื่นเต้นที่ว่าชีวิตในฐานะผู้ถวายงานแด่จักรพรรดิได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว และต่อจากนี้เขาจะต้องทำหน้าที่ของตนอย่างมุ่งมั่นตลอดจนลมหายใจสุดท้ายของชีวิต
หลังจากที่ทุกอย่างเรียบร้อยและผลการคัดเลือกออกมา หลิวเหิงก็ได้เข้าสู่สำนักฮั่นหลินในฐานะราชอาลักษณ์ตามธรรมเนียม
ก่อนที่จะถึงวันเริ่มงาน ขุนนางใหม่สามารถลาเพื่อกลับไปเยี่ยมครอบครัวได้เป็นเวลาสองเดือน ซึ่งหมายความว่าทุกคนจะได้กลับไปสักการะบรรพบุรุษอย่างสง่าผ่าเผย
หลิวเหิงกลับบ้านพร้อมเหยียนซี หวังชี และคู่หมั้นของเขาอย่างเถียนเสี่ยวชุ่ย
เมื่อหัวหน้าตระกูลหลิวทราบว่าจอหงวนจะเดินทางกลับมาที่บ้านเกิด ก็ส่งสมาชิกตระกูลไปรอรับที่สถานีพักม้าหลินสุ่ยอย่างมีความสุข ทุกวันนี้หมู่บ้านหยางซานอาศัยรายได้จากโรงน้ำชาอวี่เซิ่น และไม่ได้ยากจนดังเช่นก่อนหน้าอีกต่อไป ผู้นำตระกูลหลิวส่งคนไปตอนรับเขาตั้งแต่ในเมือง ทันทีที่ออกจากถนนเส้นหลักของชิงหลง เสียงปะทัดก็ดังมาตลอดทาง
หลิวเหิงและทุก ๆ คนกลับมาที่หมู่บ้านหยางซานท่ามกลางเสียงปะทัดดังกึกก้อง
หัวหน้าตระกูลหลิว อาสาม และผู้อาวุโสท่านอื่น ๆ ยืนอยู่ที่หน้าหมู่บ้านเพื่อรอต้อนรับเขา เมื่อทุกคนเห็นชายหนุ่มจากไกล ๆ คนกลุ่มหนึ่งก็ตั้งใจจะคุกเข่าลง ตอนนี้พวกเขาเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา ส่วนหลิวเหิงเป็นขุนนางแล้ว ยามชาวบ้านพบขุนนางก็จะต้องคุกเข่าแสดงความเคารพเป็นธรรมเนียม
หลิวเหิงรีบลงจากรถม้า เดินไปหาหัวหน้าตระกูลหลิว แล้วรีบประคองให้เขาลุกขึ้นด้วยมือทั้งสองข้าง ตามด้วยอาสาม เขาถอยหลังหนึ่งก้าวแล้วก้มตัวคำนับด้วยความนอบน้อม “ท่านอา หลิวเหิงกลับมาแล้วขอรับ”
“ยินดีต้อนรับกลับบ้าน ข้าอายุปูนนี้แล้วก็ยังได้เห็นจอหงวนกลับมาที่บ้านของเราเพื่อบูชาบรรพชน มันช่าง… เป็นเกียรติมากจริง ๆ!” ผู้อาสุโสตระกูลหลิวถึงกับหลั่งน้ำตา
เขาและตระกูลหลิวทุกคนสนับสนุนหลิวเหิงอย่างเต็มที่ ไม่หวาดหวั่นแม้จะรู้เรื่องที่หลิวเหิงต้องขึ้นศาลในครั้งนั้น ตอนนี้คำครหาทั้งหมดได้รับการชำระล้างจนหมดสิ้นแล้ว และยามนี้ตระกูลหลิวก็มีจอหงวนเป็นสมาชิกในตระกูล พวกเขาไม่ได้เป็นเพียงตระกูลชาวนาไร้อำนาจบารมีอีกต่อไป!
หลิวเหิงประคองหัวหน้าตระกูลหลิวให้เดินไปข้างหน้าด้วยกัน และมีหวังชีกับเหยียนซีเดินตามหลัง
ลานประจำตระกูลหลิวได้รับการตกแต่งอีกครั้ง บนทางเดินริมแม่น้ำทอดยาวจากหน้าประตูหมู่บ้านมาจนถึงลานแห่งนี้ โต๊ะเลี้ยงอาหารและเพื่อนบ้านจากทั่วทุกสารทิศมาร่วมแสดงความยินดีและนั่งทานอาหาร
หลิวเหิงนำพระราชโองการแต่งตั้งเป็นจอหงวนมาประดับที่โถงบรรพชนด้วยตนเอง ผู้อาวุโสและคนตระกูลหลิวต่างหลั่งน้ำตาด้วยความดีใจ ที่หน้าโถงบรรพบุรุษยังมีการตั้งเสาธงมงคลสามประการเพื่อประดับบารมีอีกด้วย
หัวหน้าตระกูลหลิวและอาสามเป็นผู้อาวุโสที่สุดในตระกูล ในช่วงเย็นหลิวเหิงแจ้งพวกเขาเกี่ยวกับการหมั้นหมายระหว่างตนกับเหยียนซี หัวหน้าตระกูลหลิวอ้าปากตั้งใจจะคัดค้าน แต่เมื่อเห็นท่าทีหนักแน่นของชายหนุ่มแล้วก็รู้สึกว่านี่ไม่ใช่เรื่องที่เขาจะห้ามปรามได้ และนางจ้าวยังบอกเขาว่าเด็กสาวมีความสามารถในการทำค้าขายที่ยอดเยี่ยม ตอนนี้ก็ยังลงหลักปักฐานในเมืองหลวงได้อย่างมั่นคงแล้ว
เมื่อพิจารณาถึงมิตรภาพระหว่างหลิวเหิงและเหยียนซีที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมานาน เขาก็ไม่มีเหตุผลที่จะพรากคู่รักออกจากกัน
ดังนั้นผู้อาวุโสจึงพยักหน้าและเอ่ยขึ้น “มารดาของเจ้าเองก็คิดเช่นนี้เช่นกัน หากเจ้าคิดว่าเหมาะสม ก็ถือเป็นเรื่องที่ดีแล้ว”
“ท่านแม่พูดเรื่องนี้หลายครั้งตอนที่นางยังมีชีวิตอยู่ขอรับ เพียงแต่ตอนนั้นข้าไม่ได้ตอบรับ เพราะซีเอ๋อร์ยังเด็กมาก ข้าจึงต้องการเลื่อนมันออกไปก่อน ตอนนี้จักรพรรดิทรงพระราชทานตำแหน่งราชอาลักษณ์ในสำหนักฮั่นหลินให้แก่ข้าแล้ว เพราะเกรงว่าต่อไปจะไม่สะดวกเดินทางกลับบ้านเกิดง่าย ๆ อีก จึงคิดจะถือเอาการกลับบ้านครั้งนี้มาหมั้นหมายกับซีเอ๋อร์ก่อนเพื่อให้คำมั่นกับผู้ใหญ่ ทุกฝ่ายจะได้รู้สึกวางใจ ครอบครัวของซีเอ๋อร์มีพื้นเพที่น่าเศร้า นางไม่มีเครือญาติที่ไหน ไร้มิตรสหายและผู้อาวุโสในตระกูล ดังนั้นงานหมั้นจึงจำเป็นต้องจัดขึ้นที่นี่ขอรับ”
“เข้าใจแล้ว พรุ่งนี้ข้าจะหาฤกษ์มงคลให้” ผู้นำตระกูลหลิวเข้าใจว่าหลิวเหิงต้องการอะไร เขาไม่ต้องการให้อีกฝ่ายแต่งงานกับเด็กสาวเพราะนางเป็นเด็กในบ้าน เหตุผลแบบนั้นดูจะเป็นการผิดต่อนางมากเกินไป “เถ้าแก่…”
“อาจารย์เผยของข้าเต็มใจจะเป็นเถ้าแก่ให้ขอรับ ท่านอยู่ไกล ไม่สามารถเดินทางกลับมาได้จึงได้ส่งจดหมายมา”
“เอาละ ไม่ต้องกังวลไป ข้าจะให้อาสะใภ้ของเข้าจัดการเรื่องนี้เอง” หัวหน้าตระกูลหลิวเห็นว่าไม่มีแม่สื่อ จึงคิดจะให้ภรรยาของตนช่วยเป็นแม่สื่อให้
ต่อมา บ้านหลังใหม่ที่อยู่ติดกับลานตระกูลหลิว ซึ่งก่อนหน้านี้เคยเป็นโกดังสำหรับโรงงานผักดองของเหยียนซีได้ถูกนำมาใช้เป็นบ้านฝ่ายหญิงให้กับเด็กสาว
หลิวเหิงรีบกลับไปที่เมืองหลวงเพื่อรับตำแหน่ง หลังจากที่ผู้นำตระกูลหลิวหาคนมาจัดการเรื่องต่าง ๆ ให้เขาก็คิดว่าวันที่สวยงามกำลังจะมาถึงในอีกไม่นานนี้
เหยียนซีไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเจรจาขอหมั้น เธอจึงแสร้งทำเป็นเขินอายอยู่ในห้อง แต่แอบยืนดูความสนุกสนานภายนอกอยู่ที่หน้าต่าง
ครอบครัวของเถียนเสี่ยวชุ่ยไม่ได้มีฐานะและนางก็อายุมากแล้ว พวกเขากลัวว่าการที่นางอายุเกินสิบแปด จะสร้างปัญหาได้ ดังนั้นจึงรับเงินเพียงยี่สิบหยวนจากหวังชีเป็นสินสอดทองหมั้นและให้พวกเขาแต่งงานกันที่เมืองหลวงได้
ตอนนี้เหยียนหลิ่วและเหยียนซีกำลังนั่งอยู่ด้วยกัน และพูดคุยถึงเรื่องต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นภายนอก
คนในชนบทไม่ได้มีการแลกของกำนัลหรือเทียบชื่ออย่างตระกูลร่ำรวย แต่จะมีแม่สื่อมาที่บ้านแล้วมอบของหมั้นเพื่อเจรจาแต่งงาน
พวกเขาพูดคุยกันเรื่องนี้แล้วระหว่างทางกลับบ้าน และตัดสินใจกำหนดงานในปีที่สิบห้าของรัชศกเทียนฉี ซึ่งเหยียนซีจะมีอายุได้สิบหกปี แม้จะนับว่ายังน้อยอยู่ในยุคใหม่ แต่ในสมัยโบราณถือว่าเป็นวัยที่เหมาะสมที่สุดในการแต่งงาน หากจะต้องรอจนอายุครองยี่สิบ กฎหมายต่าง ๆ ก็ไม่เอื้ออำนวย
เดิมทีหลิวเหิงต้องการแต่งงานเมื่ออายุครบสิบห้า แต่เหยียนซีแสร้งบอกว่าท่านหมอเผิงเคยกล่าวว่าตนไม่ควรแต่งตอนอายุสิบห้า เพราะไม่เหมาะกับการมีบุตร
ดังนั้นหลังจากเจรจาหมั้นหมาย พวกเขาจึงได้กำหนดแต่งงานเป็นปีที่สิบห้าของรัชศกเทียนฉี
หลังจากเสียงปะทัดดังสนั่นการเฉลิมฉลองก็เริ่มต้นอีกครั้ง
เถียนเสี่ยวชุ่ยกล่าวกับเหยียนซีด้วยความอิจฉาว่า “นายท่านหลิวใจดีกับเจ้าของร้านเหยียนมาก” นางยังไม่คุ้นเคยกับการพูดอย่างเป็นกันเองกับหวังชี และเพราะเกรงใจหลิวเหิงไม่น้อย จึงได้เรียกเขาอย่างชาวบ้านทั่วไปว่านายท่าน พร้อมเรียกเหยียนซีว่าเจ้าของร้านเหยียน เพราะเด็กสาวเป็นเจ้าของร้านเนื้อตุ๋น ซึ่งทุกคนก็เรียกนางเช่นนั้นอย่างคุ้นเคย
เหยียนซีเห็นแววตาอิจฉาจากอีกฝ่ายแล้วเริ่มนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ เดิมทีตระกูลเถียนวางแผนจะเรียกเงินจำนวนมากเป็นค่าสินสอด แต่เถียนเสี่ยวชุ่ยบอกว่าเงินนั่นมากเกินไป นางจะไม่แต่งงาน และรอให้ถึงอายุสิแปดเพื่อให้ทางการจัดงานให้ ท้ายที่สุดพ่อของนางจึงกลัวจะเป็นเช่นนั้นจริง ๆ และเมื่อเขาได้ยินว่าหวังชีเป็นลูกพี่ลูกน้องของจอหงวน จึงกล้าเรียกเงินยี่สิบตำลึงเพื่อเป็นสินสอดของบุตรสาว
“แม่ของพี่ชีคือป้ากู้ หากนางยังอยู่ นางจะต้องชอบพี่อย่างแน่นอน” เหยียนซีดึงเถียนเสี่ยวชุ่ยมานั่งลงข้าง ๆ “พี่ชีก็จะดีต่อพี่มากเช่นกัน ไม่ว่าชีวิตที่ผ่านมาจะเป็นอย่างไรพี่ก็เป็นคนหมั่นเพียรอยู่เสมอ เมื่อแต่งเข้ามาแล้ว จากนี้ไปพี่กับพี่ชีก็สามารถทำงานเก็บเงินในเมืองหลวงเพื่อสร้างครอบครัวที่มั่นคงไปด้วยกันได้อย่างแน่นอน”
“ใช่ ข้ารู้แล้ว ขอบคุณเจ้าของร้านมากจริง ๆ” เถียนเสี่ยวชุ่ยพยักหน้าอย่างหนักแน่น
[1] พิธีซือเฮ่อหลี่ คือ พิธีที่จัดขึ้นเพื่อให้เป็นเกียรติให้แก่บัณฑิตจิ้นซื่อที่กำลังจะเข้ารับตำแหน่งทางราชการในฐานะขุนนาง