ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 247 การดูตัวของสวีหยวนเซียง
บทที่ 247 การดูตัวของสวีหยวนเซียง
ในยุคนี้ ผู้ชายจะเลือกแต่งงานกับสตรีที่อายุน้อยกว่าตัวเอง สำหรับบุรุษส่วนใหญ่การแต่งงานจะเริ่มขึ้นเมื่อพวกเขาอายุได้สิบเจ็ดปีหรือสิบแปด ทว่าสิบแปดก็ถือว่าช้าแล้ว และเมื่ออายุได้ยี่สิบก็จะเริ่มเป็นพ่อคน ชายที่ใต้เท้าสวีเลือกมานั้นอายุยี่สิบสองปี ซึ่งใกล้เคียงกับสวีหยวนเซียงที่อายุสิบเจ็ดปี อีกทั้งมารดาของเขาก็ยังเสียชีวิตตั้งแต่ยังเล็ก เมื่อแต่งงานกับเขาแล้วก็ไม่ต้องกังวลเรื่องปัญหาแม่สามีลูกสะใภ้ สวีหยวนเซียงจะได้เป็นนายหญิงของบ้านทันทีที่ได้แต่งงาน และเขายังเป็นจิ้นซื่อที่ผ่านการสอบขั้นรองมีอนาคตสดใส
การเลือกคนที่เหมาะสมเช่นนี้มา แสดงให้เห็นว่าใต้เท้าสวีเอาใจใส่หลานสาวเป็นอย่างมาก สวีเฉิงผิงผู้เป็นพ่อเองก็ทุ่มเทเพื่อบุตรสาว นั่นทำให้ฮูหยินสวีพึงพอใจเป็นอย่างมาก
ฮูหยินสวีรู้ว่าบุตรสาวคิดอะไรอยู่จึงเอ่ยอย่างมีความสุขว่า “เซียงเอ๋อร์ หากเจ้ารู้สึกว่าเขาเหมาะกับเจ้า อีกสองสามวันเขาจะมาเยี่ยมอาจารย์ แม่จะให้ท่านปู่จัดการดูตัวขึ้นมา หากเจ้าไม่ติดขัดอะไรก็ไปดูตัวกับเขาเถอะ”
ชายคนนี้เหมาะกับนางหรือไม่? สวีหยวนเซียงรู้สึกราวกับว่ากำลังมองเห็นด้ายแดงแวบขึ้นมาต่อหน้า ในใจพลันขมขื่น นางอดไม่ได้ที่จะตอบ “ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้าขอเวลาคิดดูอีกครั้งได้หรือไม่เจ้าคะ”
สวีเฉิงผิงและภรรยาไม่คาดว่าบุตรสาวที่เชื่อฟังเสมอมาจะมีคำตอบเช่นนี้
เมื่อทั้งคู่เห็นว่านางกำลังบิดชายผ้าห่มอย่างประหม่าจนข้อนิ้วซีดขาว ฮูหยินสวีก็ก้าวเท้าเข้าไปลูบผมของสวีหยวนเซียง “เซียงเอ๋อร์ เจ้าเป็นอะไรไป”
“ไม่มีอะไรเจ้าค่ะท่านแม่… ข้าไม่ได้.. ข้าเพียงแค่… แค่ยังไม่แน่ใจ อยากจะได้เวลาคิดเรื่องนี้อีกครั้ง” สวีหยวนเซียงหายใจเข้าลึก ๆ แล้วคลี่ยิ้ม “… คนที่ถูกเลือก โดยท่านปู่อย่างไรก็ต้องดีมากอยู่แล้ว เพียงแต่ข้ากังวลเรื่องที่จะต้องออกจากบ้าน…” นางหาเหตุผลส่ง ๆ มาอ้าง ดวงตาพลันแดงก่ำก่อนจะมีหยดน้ำไหลรินราวกับเม็ดไข่มุก
ฮูหยินสวีพยักหน้าอย่างเศร้าหมอง “เอาละ เรารู้ว่าลูกกตัญญูต่อพ่อแม่ ไม่ต้องห่วง ต่อให้เจ้าจะรู้สึกไม่พร้อม แต่แม่ก็อยากให้เจ้าเลือกคู่ครองได้เสียตั้งแต่ตอนนี้ ไม่ว่าจะต้องแต่งงานกับใคร เราก็ยังต้องจัดการเรื่องเจรจาสินสอด หาฤกษ์ยามมงคล ไม่ว่าอย่างไรงานแต่งก็จะเกิดขึ้นในปีหน้า”
“ข้ารู้เจ้าค่ะ… ท่านแม่ ข้าเพียงแค่… อยากคิดดูอีกครั้ง”
สวีเฉิงผิงมองอยู่นาน ก่อนจะลุกขึ้นเอ่ยกับภรรยา “ข้ามีเรื่องต้องไปจัดการในที่ว่าการ คงต้องออกไปก่อน” จากนั้นเขาก็หันไปทางสวีหยวนเซียง “เซียงเอ๋อร์ ไม่ว่าอย่างไรเจ้าก็ต้องแต่งงาน ด้วยอำนาจของตระกูลสวี เจ้าสามารถเลือกที่จะแต่งงานกับใครก็ได้ ไม่ต้องกังวลว่าแต่งงานไปแล้วจะถูกใครรังแก อย่าคิดนานจนเกินไปนัก มันไม่ง่ายที่จะเลือกคนที่เหมาะสมได้ อีกอย่าง… เจ้าก็ใช่ว่าจะยังเด็กอยู่”
“เจ้าค่ะท่านพ่อ” สวีหยวนเซียงตอบ จากนั้นก็ก้มหน้าร้องไห้เงียบ ๆ ทำให้มารดาของนางยิ่งลำบากใจมากขึ้น
ฮูหยินสวีปลอบโยนนางด้วยคำพูดอ่อนโยน แล้วเดินออกจากห้องไป นางอดไม่ได้ที่จะบ่นกับสวีเฉิงผิงขึ้น “เซียงเอ๋อร์เป็นเด็กดี ก่อนหน้านี้นางถูกอวี้หรงทำให้แปดเปื้อน จากนั้นก็ตามด้วยน้องชายรอง และน้องสะใภ้รองก็พูดจาถากถางทำร้ายจิตใจนางถึงเพียงนั้น คนเหล่านี้เป็นผู้ใหญ่แบบไหนกันนะ”
“ในฐานะสะใภ้ใหญ่ เจ้ามีหน้าที่ดูแลจัดการเรื่องในบ้าน เจ้าต้องพยายามควบคุมตนเองให้ดี ท่านพ่อเองก็เข้าใจความยากลำบากของเซียงเอ๋อร์ ไม่เช่นนั้นคงไม่ช่วยเลือกคนให้เช่นนี้”
นี่ไม่ใช่สิ่งที่คนเป็นปู่ควรจะทำอยู่แล้วอย่างนั้นหรือ… ฮูหยินสวีต้องการจะเถียงกลับไป แต่ก็ไม่อาจล่วงเกินผู้อาวุโสได้ ดังนั้นจึงทำได้เพียงรับคำและออกคำสั่งให้สาวใช้ดูแลลูกสาวอย่างดี จากนั้นจึงกลับไปทำงานตามหน้าที่ของตน
เมื่อสวีหยวนเซียงได้ยินว่าบิดามารดาจากไปแล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะร้องไห้อย่างขมขื่น
ในฐานะสาวใช้คนสนิท นางจึงรีบเอ่ยปลอบใจเสียงเบา “นายท่านและฮูหยินรักคุณหนูมากนะเจ้าคะ หากคุณหนูเอาแต่ร้องไห้เช่นนี้ พวกท่านรู้เข้าจะเสียใจเอา”
สวีหยวนเซียงฝังหน้าลงบนหมอนและรู้สึกว่าชีวิตตนเองช่างน่าสังเวชนัก ไม่สามารถแยกได้เลยว่ามีสิ่งใดอยู่ภายในใจ ทั้งยังทำได้เพียงเปลี่ยนมันให้กลายเป็นความคับข้องใจเท่านั้น
นางซึมเศร้าอยู่เช่นนั้นไม่กี่วัน อาการป่วยก็ยิ่งแย่ลง
สวีหยวนเซียงป่วยใจจนระบายได้เพียงการทำร้ายตนเอง ส่วนหลิวเหิงกับเหยียนซี เมื่อพวกเขาหมั้นหมายกันแล้ว ก็รีบเดินทางกลับมาที่เมืองหลวง และรายงานตัวที่สำนักฮั่นหลินในวันต่อมา
หลิวเหิงเข้าสู่สำนักฮั่นหลินอย่างเป็นทางการ
สำนักฮั่นหลินเป็นที่รู้จักกันดีในนามของการเป็น ‘บัณฑิตของจักรพรรดิ’ ตั้งแต่เริ่มแผ่นดินของพระองค์ สำนักฮั่นหลินมีสถานะสูงส่งมากมาตลอด
สำนักฮั่นหลินมีอำนาจมากเพียงใดงั้นหรือ?
ประการแรก สำหรับแคว้นเว่ย ผู้ที่จะเข้ารับตำแหน่งเน่ย์เก๋อ ต้องผ่านมาจากสำนักฮั่นหลินเท่านั้น หากไม่ได้ผ่านการทำงานในสำนักฮั่นหลินมาก่อน จะไม่สามารถดำรงตำแหน่งเน่ย์เก๋อได้ และถ้าจะกล่าวถึงตระกูลขุนนางที่มีอำนาจบารมี สำนักฮั่นหลินก็เหมาะสมอย่างที่สุดสำหรับพวกเขา
ประการที่สอง มีขุนนางสำรองจำนวนมากที่ผ่านการสอบเป็นจิ้นซื่อ เมื่อพวกเขากลับมายังเมืองหลวงหลังพ้นจากการไปประจำยังเมืองต่าง ๆ แล้ว ขุนนางเหล่านั้นก็อาจยังไม่มีตำแหน่งว่างให้เข้าทำงานต่อและไม่ได้รับเงินเดือนจากทางการ แม้จะถูกเรียกว่าเป็นขุนนางก็ตาม แต่หากเป็นบัณฑิตลำดับต้น ๆ ในสำนักฮั่นหลิน จะถูกเรียกเข้ารับราชการได้อย่างรวดเร็วไม่ต้องรอตำแหน่งนาน
ในสำนักฮั่นหลินจะประกอบไปด้วยราชอาลักษณ์ผู้รับหน้าที่แตกต่างกันออกไป อย่างผู้ร่างราชโองการ ผู้บันทึกราชการส่วนพระองค์ ราชอาลักษณ์ดูแลตำราต่าง ๆ ในวังหลวง หรือผู้เชี่ยวชาญในด้านการรวบรวมและตีความพงศาวดาร…
หลิวเหิงได้รับตำแหน่งราชอาลักษณ์ในสำนักฮั่นหลิน และได้รับหน้าที่ให้ดูแลเรื่องเกี่ยวกับพงศาวดารและประวัติศาสตร์
ทันทีที่เข้าสู่สำนักฮั่นหลิน เขาก็พบว่าชีวิตขุนนางยุ่งยากกว่าที่จินตนาการไว้
เมื่อเข้ามาที่นี่ บัณฑิตที่ดูแลสำนักก็พาเขาไปยังหอกว๋อฉือก่วน ซึ่งเป็นหอตำราประวัติศาสตร์หลวง หลิวเหิงต้องเผชิญหน้ากับหอเก็บตำราเก่า ๆ และทำหน้าที่ในการจัดเรียงมันให้เรียบร้อย อีกทั้งผู้ที่พามาก็ไม่กลับมาพบเขาอีกเลย
ไม่มีใครคุยอะไรกับเขาอีก เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายต้องการหลีกเลี่ยงการสนทนา หลิวเหิงจึงเอ่ยคำพูดเพียงเล็กน้อยตามมารยาทและหลังจากนั้นก็ไม่ถามอะไรอีก
โชคดีที่เขาเตรียมใจมาก่อนหน้านี้แล้วว่าอาจจะต้องพบสถานการณ์เช่นนี้ ดังนั้นจึงไม่ได้สนใจอะไรมากนัก ชายหนุ่มเพียงนั่งอ่านตำราประวัติศาสตร์และศึกษาทำความเข้าใจเกี่ยวกับแคว้นเว่ยให้มากขึ้นอยู่เงียบ ๆ กับตนเอง
การรวบรวมประวัติศาสตร์เปรียบได้กับการรวบรวมเกียรติประวัติ หากไม่ใช่จักรพรรดิแล้วก็เรียกได้ว่าเรื่องราวเหล่านี้คงไม่มีใครใคร่จะศึกษามันมากมายนัก ดังนั้นหลิวเหิงจึงมาทำงานตรงเวลาทุกวัน ไปที่สำนักฮั่นหลินเพื่อศึกษา จิบชา อ่านตำรา เขียนโคลง และตำราใหม่ ๆ อย่างไม่ต้องยุ่งยากมากนัก
อีกทั้งเขายังมีเวลาว่างพอที่จะขอให้ฟางหมิงอี้ไปยังสำนักกว๋อจื่อเจี้ยนเพื่อช่วยรับงานให้ และช่วยบัณฑิตที่นั่นอย่างลับ ๆ ในฐานะผู้เขียนงานหลังม่านทั้งกวีและตำรา ชายหนุ่มรับค่าจ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ เป็นค่าน้ำร้อนน้ำชา
เมื่อเทียบกับชีวิตที่สำนักศึกษากลางซึ่งต้องเผชิญหน้ากับการสอบหน้าพระที่นั่งก่อนที่จะเข้าสู่สำนักฮั่นหลินแล้ว ชีวิตของหลิวเหิงในตอนนี้ดูจะเต็มไปด้วยอิสระและความเรียบง่าย
ด้วยเหตุนี้ใบหน้าซีดเซียวหลังจากออกจากคุกจึงหายไปจนหมดสิ้น ไร้วี่แววของความเหนื่อยล้าของการเดินทางจากบ้านเกิดกลับมายังเมืองหลวง และดูเหมือนว่าหลังเข้ารับราชการเป็นเวลาหนึ่งเดือนเขาจะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นเล็กน้อย
ฟางหมิงอี้ค้นพบความจริงนั้นในวันรับค่าแรง เขาทำหน้าที่ช่วยนายท่านรับเงินจากงานเขียนหลังม่าน หลิวเหิงแวะซื้อของกินที่ถนนเซี่ยยาก่อนจะกลับบ้านไปกินข้าวกับเหยียนซี
ทันทีที่นั่งลงบนโต๊ะหินในลานบ้าน ฟางหมิงอี้ก็เห็นว่าหลิวเหิงเริ่มมีพุงยื่นเล็กน้อยเหมือนสตรีตั้งครรภ์อ่อน “นายท่านขอรับ มีอะไรเติบโตอยู่ในท้องท่านหรือไม่”
หลิวเหิงก้มหน้ามองพุงตนเองก่อนจะยัดขนมเข้าไปในปากฟางหมิงอี้ “พรุ่งนี้เจ้ากลับไปทำงานเถอะ”
เหยียนซีมองที่พุงกลมของเขาก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา “ท่านลองไปเรียนการต่อสู้กับเหยียนเฟิงดีหรือไม่เจ้าคะ” เพื่อรักษาร่างกายให้แข็งแรง เธอให้เหยียนหลิ่วช่วยสอบวิชาป้องกันตัวอย่างง่ายให้
หลิวเหิงเกาจมูกตนเอง “เอาละ… พรุ่งนี้ข้าจะขอให้เหยียนเฟิงช่วยสอนให้” ว่าจบเขาก็เอาซองเงินออกมา “วันนี้ข้าได้รับเงินเดือน และแลกข้าวสารเป็นเงินแล้ว ทั้งยังเขียนตำราหลังม่านให้ผู้อื่นด้วย เจ้าช่วยดูแลเงินเหล่านี้ให้ข้าที”
“ท่านได้รับเงินเดือนเท่าไรเจ้าคะ” เหยียนซีเอาซองเงินมาเปิดดูด้วยความสดใส
“ได้รับข้าวสารเดือนละแปดถัง”
ข้าวหนึ่งถังมูลค่าประมาณสองตำลึง ข้าวแปดถังก็เทียบได้ประมาณสิบหกตำลึง
หลิวเหิงได้รับเงินเดือนราว ๆ ยี่สิบตำลึงจากการทำงานในแต่ละเดือน หากไม่ซื้อขนมให้เหยียนซีทุกวันก็คงจะประหยัดเงินได้มากขึ้น
ในเมืองหลวงแห่งนี้การขยับตัวใช้ชีวิตล้วนมีค่าใช้จ่าย เงินสิบตำลึงไม่ได้นับว่ามากมายเท่าไรนัก ไม่น่าแปลกใจที่เจ้าหน้าที่ส่วนมากที่รับราชการมาเป็นสิบปีก็ยังต้องอยู่ในบ้านเช่า
“ไม่น่าแปลกใจที่เคยได้ยินว่าบัณฑิตฮั่นหลินเป็นบุคคลชั้นสูงแต่ไม่ใช่ผู้มั่งคั่ง”
“อะแฮ่ม…” หลิวเหิงกระแอมและเอ่ยด้วยสีหน้าภูมิใจ “โชคดีที่ข้าหลักแหลมและได้ว่าที่ฮูหยินที่หาเงินเก่งมาก”
เหยียนซีถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะเข้าครัวเพื่อทำอาหาร
เว่ยเฉิงขอให้โจวหงส่งข้อความาแจ้งหลิวเหิงว่าให้อยู่ที่สำนักฮั่นหลินเป็นเวลาสองปีก่อน เฉินเก๋อเหล่าเองก็ฝากเฉินโหย่วฝูมาแจ้งเขาว่าให้อยู่อย่างเงียบ ๆ ที่สำนักฮั่นหลินในช่วงนี้เช่นกัน
ตอนนี้เธอรู้ว่าหลิวเหิงกำลังเผชิญกับช่วงเวลาที่ไม่นับว่าสะดวกสบาย เขากำลังก้าวไปอีกขั้นในหน้าที่การงาน แม้จะไม่ได้ไปนอกเมือง แต่ก็ยังต้องติดอยู่ที่สำนักฮั่นหลิน เสียเวลาอย่างเปล่าประโยชน์ไปทุกวัน
นอกจากสนใจเรื่องงานแล้ว ก็ทำได้เพียงอยู่อย่างสงบปากสงบคำและได้เปิดปากหัวเราะเพียงไม่กี่ครั้งต่อวันเท่านั้น