ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 244 ยังไม่แต่งงานตอนนี้
บทที่ 244 ยังไม่แต่งงานตอนนี้
หลิวเหิงนั่งบนหลังม้า เดินไปตามขบวนแห่ไปรอบ ๆ เมืองหลวง เมื่อกลับมาที่เรือนเหยียนซีก็กำลังทำอาหารอยู่
มีเศษประทัดอยู่ที่พื้นหน้าบ้าน เมื่อเพื่อนบ้านที่คุ้นเคยกันพบหน้าเขาก็รีบตะโกนขึ้นว่า “จอหงวนกลับมาแล้ว!” ผู้คนมากมายที่ไม่รู้ว่ามาจากไหนต่างมารุมล้อมที่ประตู และแย่งกันมาอวยพรให้จอหงวนคนใหม่
เหยียนซีได้ยินเสียงความวุ่นวายหน้าบ้านและเห็นว่าที่ประตูกำลังคึกคัก เธอจึงรีบเอาสี่สิ่งล้ำค่าในห้องหนังสือ*[1]ที่เตรียมไว้ส่งให้หลิวเหิงและบอกให้เขาแจกมันให้กับทุกคน
หลิวเหิงรับของมาและยื่นให้ทุกคน มีคนรีบหยิบแท่งหมึกและหินฝนหมึกไปทันที แม้แต่พู่กันก็ยังนับเป็นของล้ำค่า ครอบครัวของคนเหล่านี้ล้วนมีบุตรที่กำลังเล่าเรียนอยู่ที่บ้าน การได้รับเครื่องเขียนจากจอหงวนถือเป็นศิริมงคล
ชายหนุ่มกำลังรีบ หลังจากแจกของจนหมดฝูงชนก็ค่อย ๆ พากันแยกย้ายไป
เมื่อเดินเข้าไปในบ้าน เสื้อผ้าของเขาก็ไม่ค่อยเรียบร้อยนัก หมวกที่สวมอยู่เอียงนิดหน่อย แม้แต่ผมที่เคยจัดเรียบ ๆ ก็ยังหลุดออกมาอยู่ที่ขมับ เขาเหงื่อออกเพราะฝูงชนที่เข้ามาเบียดเสียด ไม่รู้ว่ามองแบบนี้แล้วจะยังดูสง่างามเหมือนยามขี่ม้าไปตามถนนอยู่หรือไม่
เหยียนซีอดไม่ได้ที่จะยิ้มแล้วยื่นอ่างใส่น้ำให้เขา “รีบล้างหน้าเถิดเจ้าค่ะ เหงื่อออกจนเปียกไปหมดแล้ว”
หลิวเหิงถอนหายใจและก้มหน้าเพื่อล้างหน้า เขารู้สึกว่าในใจถูกเติมเต็มด้วยดอกท้อที่เหยียนซีโปรยลงมาถึงมือของตน
ชายหนุ่มสัมผัสดอกท้ออย่างระมัดระวัง กลีบของมันยับย่นจากการถูกขยี้ไปนานแล้ว “… น่าเสียดายที่กลีบช้ำไปเยอะแล้ว”
หลิวเหิงเลิกสนใจการล้างหน้า เขามองดูดอกท้อก่อนจะปักมันลงไปในถังใบหนึ่ง
เหยียนซีเห็นจากในห้องครัวว่าเขายังไม่ได้ทิ้งไม้นั่นไป “ท่านจะเก็บไว้ฝังลงดินหรือเจ้าคะ ต้นท้อจะงอกขึ้นมาหรือไม่”
“เมื่อกิ่งดอกท้อถูกเด็ดออกมา คนในหมู่บ้านเคยนำกิ่งไปชำลงดิน หากข้าดูแลมันอย่างดี บางทีมันอาจจะเติบโตเป็นต้นท้อก็ได้”
ทำเช่นนี้ได้ด้วยอย่างนั้นหรือ? เหยียนซีไม่เคยปลูกไม้ผลมาก่อน ดังนั้นเมื่อได้ยินสิ่งที่หลิวเหิงเล่า เธอจึงได้ช่วยเขารดน้ำแล้วกลับเข้าครัวไปทำอาหาร
หลิวเหิงล้างมือและหน้าเรียบร้อย ก่อนจะเดินเข้าไปในห้องครัว และมองดูเหยียนซีอยู่ที่หน้าเตาไฟในครัว กลิ่นอาหารหอม ๆ ลอยอบอวลไปทั่วพื้นที่
เหยียนหลิ่วกำลังช่วยเด็กสาวทำอาหารอยู่ในครัว เมื่อได้ยินว่าหลิวเหิงเดินเข้ามาจึงรีบถอยออกไปอย่างรู้งาน
“เจ้ากำลังทำอะไรอร่อย ๆ อยู่หรือ” เขาอดไม่ได้ที่จะเดินเข้าไปซ้อนหลังเหยียนซีและโอบแขนไว้บนไหล่นาง
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หลิวเหิงเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ เหยียนซีรู้สึกว่าตนก็ไม่ได้จัดว่าตัวเตี้ยเมื่ออยู่ท่ามกลางคนรอบข้าง แต่หลิวเหิงกลับสูงกว่าเธอมาก ทันทีที่กอดกันเช่นนี้ คางของเขาก็สามารถวางลงบนหัวของเธอได้
“ทำไก่อบเกลือเจ้าค่ะ” เหยียนซีใช้ไม้พายคนไก่อย่างระมัดระวังเพื่อป้องกันไม่ให้มันไหม้
ไก่อบเกลือนี้ทำไม่ยาก เธอให้อาต้าช่วยผ่าไก่แล้วกดให้แบน ใส่เกลือลงไปในหม้อเพื่อปรุง จากนั้นก็ค่อย ๆ อบจนสุก
เมื่อเห็นว่าไก่สุกดีแล้วก็เอาไก่มาวางลงในจานแล้วตกแต่งเล็กน้อย ไก่อบสีเหลืองทองดูเหมือนกำลังนอนอยู่ในจานในท่ายกหัวขึ้น เธอกางปีกไก่ออกมาเล็กน้อย “หงส์สยายปีก เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ”
“มันดูสวยงามและน่ากินตั้งแต่แรกที่เห็นเลย”
เป็นเรื่องน่ายินดีที่มีคนชมฝีมือการทำอาหารของตน
เหยียนซีวางแผนจะเฉลิมฉลองจึงเตรียมอาหารเอาไว้มากมาย หลิวเหิงก็ไม่อิดออดเช่นกัน เขารีบเข้าไปช่วยเด็กสาวหั่นต้นหอมและวัตถุดิบอื่น ๆ
ระหว่างที่เธอกำลังยุ่งอยู่กับการทำครัว หลิวเหิงก็กระซิบว่า “ซีเอ๋อร์ วันพรุ่งนี้ข้าวางแผนจะเขียนจดหมายถึงราชสำนักและกลับบ้านก่อน”
“แล้วท่านจะได้รับตำแหน่งอย่างเป็นทางการเมื่อไหร่เจ้าคะ จะได้อยู่ในเมืองหลวงหรือออกไปเมืองอื่น”
“เจ้าอยากอยู่ที่ไหนเล่า”
“แน่นอนว่าอยากออกไปที่อื่นมากกว่า” เหยียนซีคิดเรื่องนี้อยู่แล้ว “จะได้ห่างไกลจากตระกูลสวี ไม่ต้องคอยระวังตัวทุกย่างก้าวเช่นนี้ มันคงจะดีกว่าหากท่านได้ออกจากเมืองหลวง ข้ายังได้ยินมาอีกด้วยว่าการโยกย้ายตำแหน่งแต่ละครั้งก็ไม่ใช่เรื่องง่าย”
เธอยิ้มอย่างภูมิใจอีกครั้ง “แต่ตอนนี้เฉิงจวิ้นอ๋องเป็นหุ้นส่วนโรงน้ำชาของเรา ตราบใดที่ท่านอ๋องยังมีอำนาจในเมืองหลวง ท่านก็ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่ได้รับโอกาสอีก” ตอนนี้พวกเขามีฐานอำนาจอยู่ที่นี่แล้ว
เมื่อเห็นท่าทางภูมิใจนั้น หลิวเหิงก็อดไม่ได้ที่จะยกมือขึ้นมาลูบผมนิ่มของนาง “ตามธรรมเนียมข้ายังต้องอยู่ที่เมืองหลวง”
ตามธรรมเนียมบัณฑิตสามอันดับแรกทุกคนจะอยู่ที่เมืองหลวง ผู้ที่เป็นจอหงวนเช่นหลิวเหิงจะสามารถเข้าไปอยู่ในสำนักฮั่นหลินได้ทันที เพื่อรับหน้าที่ราชอาลักษณ์ขั้นหก ลำดับสองเรื่อยไปจนถึงลำดับต้น ๆ ก็จะได้รับเลือกให้เข้าสำนักฮั่นหลินเช่นกัน ในขณะที่จิ้นซื่อลำดับถัด ๆ มาจำเป็นจะต้องสอบเพิ่มเติมเพื่อเข้าสู่ตำแหน่งงานต่าง ๆ ในภายภาคหน้า ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะได้รับตำแหน่งเจ้าเมืองตามเมืองเล็กต่าง ๆ หรือเจ้าหน้าที่ตำแหน่งอื่น ๆ
“เช่นนั้น… เราอยู่ที่เมืองหลวงกันก่อน ความจริงเราก็อยู่ที่นี่มาพักหนึ่งแล้ว” เหยียนซีได้ยินว่าเขาต้องอยู่เมืองหลวงจึงยอมรับตามนั้นและคิดว่ามันก็ไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่อะไร
หลิวเหิงถอนหายใจ “หากเจ้าอยู่ที่เมืองหลวง ข้าเกรงว่าจะทำให้เจ้าต้องลำบากยิ่งกว่าเดิม” เดิมทีซีเอ๋อร์ก็ต้องดูแลกิจการของครอบครัวอยู่แล้ว หากยังอยู่ในเมืองหลวง ชีวิตของนางจะต้องวุ่นวายกับงานสังคมยิ่งกว่าเดิมอย่างเลี่ยงไม่ได้
เหยียนซีเอ่ยพลางเทผักลงไปในหม้อ “ไม่จำเป็นต้องกลัวที่จะอยู่ในเมืองหลวงนะเจ้าคะ เราไม่ได้ฉ้อโกงหรือทำผิดกฎหมาย ท่านเพียงเป็นขุนนางซื่อสัตย์เท่านั้นก็พอแล้วเจ้าค่ะ” ด้วยรายได้ที่เธอมีตอนนี้ ไม่จำเป็นจะต้องทำอะไรเพิ่มเติมเพื่อแสวงหาเงินทองเลยแม้แต่น้อย
“หากข้าอยู่ในเมืองหลวง ตระกูลสวีเองก็อยู่ที่นี่เช่นกัน พวกเราจะต้องเจออุปสรรคและถูกพวกเขากีดกันอย่างแน่นอน อีกทั้งในเมืองหลวงงานเลี้ยงก็เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ฮูหยินจากตระกูลต่าง ๆ จะต้องมาสานสัมพันธ์กับเจ้า” หลิวเหิงคิดเกี่ยวกับปัญหานี้มาตลอดทางกลับเรือน “ข้าคิดว่า… เรากลับบ้านเกิดไปหมั้นกันให้เรียบร้อยก่อน หากเจ้าเป็นคู่หมั้นของข้า ก็ยังไม่จำเป็นต้องไปออกงานสังคม เรื่องลำบากที่จะเกิดขึ้นกับเจ้าก็จะน้อยลงไปด้วย…”
เขาเอ่ยอย่างลังเลเล็กน้อยด้วยกลัวว่านางจะรู้สึกขุ่นเคือง “ข้าไม่ได้มีเจตนาอื่นใด ทว่าตอนนี้เจ้ายังเด็ก หากได้ชื่อว่าเป็นภรรยาข้าแล้ว ฮูหยินของขุนนางจะต้องไปไหนมาไหนด้วยกันเสมอ ข้ากลัวว่าเจ้าจะลำบาก… ทั้งที่ความจริงแล้วหากถามตามตรง ข้าอยากจะแต่งงานกับเจ้าให้เร็วที่สุด…”
แม้เขาจะสามารถเข้าสู่สำนักฮั่นหลินได้ทันที แต่ก็อยู่ในขั้นที่หกเท่านั้น ในเมืองหลวงที่มากไปด้วยผู้มีอำนาจ การเป็นขุนนางขั้นหกถือว่าไม่ได้โดดเด่นอะไร แทนที่จะปล่อยให้เหยียนซีต้องทนลำบากท่ามกลางสังคมเช่นนี้ เขาจึงคิดว่าคงดีกว่าที่จะแต่งงานอย่างเป็นทางการเมื่อมีตำแหน่งสูงขึ้น
แม้จะถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการให้คู่หมั้นมาดูแลงานในบ้าน แต่เขาก็คิดว่าตนเองมาจากครอบครัวชาวนาอยู่แล้ว ธรรมเนียมเหล่านี้ไม่ได้เคร่งครัดอะไรมากมายนัก อีกทั้งในฐานะคู่หมั้นจะทำให้นางสามารถหลบเลี่ยงคำเชิญออกงานได้ง่ายกว่าการเป็นภรรยามาก
หลิวเหิงรีบอธิบายเจตนาทั้งหมดอย่างรัวเร็ว และเหยียนซีเองก็เข้าใจถึงความตั้งใจของเขาได้หลังจากฟังคำพูดไม่กี่คำ ฐานะนั้นเป็นเรื่องสำคัญ หากเธอไม่ได้เป็นภรรยาของเขา ก็ไม่จำเป็นต้องยึดถือภาระหน้าที่ทั้งหมดของภรรยา และไม่จำเป็นต้องออกงานสังคมใด ๆ กับเขาที่จวนขุนนางคนอื่น ๆ
เพราะไม่ว่าอย่างไรตอนนี้เหยียนซีก็ยังถือว่าเป็นเด็กอยู่ การหมั้นไว้ก่อนแล้วค่อยแต่งงานเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมกว่านี้ก็เป็นเรื่องที่ดี เธอจึงพยักหน้าแล้วตอบ “ข้าเข้าใจเจตนาของท่านเจ้าค่ะ ไม่ต้องเป็นห่วงนะเจ้าคะ เช่นนี้ดีแล้วข้าเข้าใจท่านทั้งหมด”
เมื่อได้ยินเหยียนซียืนยันเช่นนั้น หลิวเหิงก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก เขากังวลมากว่าเด็กสาวจะเข้าใจผิด แต่ตอนนี้ความกังวลนั้นหายไปแล้ว ชายหนุ่มไม่ได้กินอะไรเลยทั้งวัน ตอนนี้ท้องของเขาก็เริ่มหิวแล้ว ทันทีที่กลิ่นหอมของไก่อบเกลือโชยมากระทบจมูก ก็อดไม่ได้ที่สูดหายใจเข้าลึก ๆ จนท้องร้องโครกคราก
“โอ้! ท่านวางแผนใช้กลยุทธ์เมืองว่างเปล่า*[2]งั้นหรือเจ้าคะ” เหยียนซีหัวเราะอย่างขบขัน หยิบเอาไข่นกกระทาทอดที่อยู่ข้าง ๆ ให้เขา
หลิวเหิงไม่เคยได้ยินเรื่องกลยุทธ์เมืองว่างเปล่ามาก่อนจึงเอ่ยถาม “กลยุทธ์เมืองว่างเปล่างั้นหรือ หมายถึงอะไรกัน”
เหยียนซีไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจะต้องเล่าเรื่องกลยุทธ์เมืองว่างเปล่าของขงเบ้งให้เขาฟังและบอกว่าเป็น ‘ตำนาน’ ที่เธอเคยได้ยินมาอีกทีเช่นกัน
หลิวเหิงพยักหน้าตามซ้ำแล้วซ้ำเล่า และรู้สึกว่าขงเบ้งช่างหลักแหลมยิ่งนัก “นี่นับว่าเป็นการหลอกลวงหรือไม่”
“อาจจะเช่นนั้นนะเจ้าคะ” เหยียนซีไม่กล้าพูดอะไรไปมากกว่านี้
ไม่ใช่ว่าเธอไม่ไว้ใจหลิวเหิง ทว่าแนวคิดเรื่องการเดินทางข้ามเวลาและการฟื้นจากความตายนั้นเหนือธรรมชาติเกินไปมาก แม้เขาจะเชื่อเธอ แต่ก็คงไม่มีใครเชื่ออีกอยู่ดี ไม่มีอะไรจะรับประกันว่าเรื่องนี้จะไม่ทำให้เกิดความเดือดร้อน อย่างถูกจับไปเผาเหมือนเป็นสัตว์ประหลาด ยิ่งไปกว่านั้นหลิวเหิงอาจจะกังวลมากขึ้นหากรู้เรื่องนี้
เหยียนซีรู้สึกว่าผู้คนมากมายต่างมีความลับเป็นของตนเองอยู่เสมอ ดังนั้นเรื่องที่เธอข้ามเวลามาจึงควรเป็นเรื่องเล็ก ๆ ที่ตนจะเก็บซ่อนมันเอาไว้ตลอดชีวิตนี้
หลิวเหิงหิวมาก ไข่นกกระทาฟองเดียวไม่พอเยียวยาความหิวของเขาได้
เหยียนซีรีบจัดโต๊ะอาหารอย่างว่องไวทันที
[1] สี่สิ่งล้ำค่าในห้องหนังสือ ได้แก่ กระดาษ หมึก พู่กัน แท่นฝนหมึก
[2] กลยุทธ์เมืองว่างเปล่าของขงเบ้ง เป็นกลอุบายหลอกศัตรู ยามที่กองกำลังอ่อนแอจะปล่อยให้เมืองไร้การป้องกัน เพื่อหลอกให้ศัตรูไม่กล้าดำเนินการบุกอย่างผลีผลาม
Maxzza19
พระเอกก็โลกสวยเกิน ก็เข้าใจว่าวัยยังเด็ก ไม่มั่นเดี๋ยวก็เจอแผนสาวงามเข้ามาสวบ ที่นี้นางเอกก็ไม่ต้องได้แต่งแล้วล่ะ