ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 243 ความโศกเศร้าที่ซับซ้อน
บทที่ 243 ความโศกเศร้าที่ซับซ้อน
ระหว่างที่เหยียนซีพิงหน้าต่างก็รู้สึกเสียวสันหลังราวกับมีใครบางคนกำลังจับจ้องตน
หลังจากที่หลิวเหิงขอให้ฟางหมิงอี้นำด้ายแดงมาให้ ผู้คนในภัตตาคารก็มองมาที่เธออย่างเงียบ ๆ ทว่าพวกเขาก็เพียงอยากรู้อยากเห็น แต่การจ้องมองที่รู้สึกได้นั้นต่างออกไป เธอรู้สึกได้ถึงความเย็นชาที่ทิ่มแทงมา เด็กสาวมองไปรอบ ๆ แต่ก็ไม่พบว่ามีสิ่งใดผิดปกติ หลังเห็นเหยียนเฟิงและเหยียนหลิ่วยังสงบนิ่งก็หมายความว่าไม่ได้มีคนที่เชี่ยวชาญการต่อสู้คนอื่น ๆ อยู่รอบ ๆ นี้
จากนั้นเธอก็เหลือบไปเห็นหญิงสาวสวมผ้าคลุมหน้าเดินมาพร้อมกับบ่าวไพร่ที่รายล้อม
นางสวมใส่อาภรณ์หรูหราประดับอัญมณีที่ผม ยามเดินลงบันได ปิ่นปักผมบนศีรษะจะแกว่งไปมา สะท้อนสีสันสดใสล้ำค่า เสื้อผ้าตัดจากผ้าที่ไม่เคยเห็นที่ใดมาก่อน มองเพียงแวบเดียวก็รู้ว่านางจะต้องมีฐานะทางครอบครัวสูงส่ง และดูเหมือนว่าเหยียนซีจะไม่เคยพบอีกฝ่ายมาก่อน สายตาเย็นชานั่นคงไม่น่าจะมาจากคุณหนูผู้นี้ได้
ระหว่างที่กำลังลอบสังเกตอย่างตั้งใจว่าอีกฝ่ายมีสัญลักษณ์ประจำตระกูลอะไรที่บ่งบอกหรือไม่ หวังชีก็เข้ามาขัดจังหวะอย่างตื่นเต้น “ซีเอ๋อร์ รีบกลับบ้านเร็ว ๆ ดีหรือไม่! หลังจากเดินขบวนแล้วเอ้อร์หลางน่าจะรีบกลับไปที่บ้าน”
หลังถูกขัดจังหวะ เมื่อเหยียนซีหันกลับไปอีกครั้งก็พบว่าทุกคนที่เคยอยู่ที่บันไดได้เดินลงชั้นล่างไปเสียแล้ว บางทีเธออาจจะคิดมากไปเอง เด็กสาวส่ายหน้าไปมา ยิ้มก่อนจะรับคำหวังชี ตัดสินใจรีบกลับบ้าน เพราะอย่างไรก็ได้เห็นหลิวเหิงในขบวนแห่แล้ว ช่างเป็นภาพที่มีชีวิตชีวาตระการตากว่าที่คิดไว้มากนัก ฉากนี้มันยิ่งกว่าที่เคยเห็นในละครเสียอีก จู่ ๆ เด็กสาวก็รู้สึกเป็นเกียรติที่มีส่วนร่วมในช่วงเวลานี้ขึ้นมา เป็นจุดที่ไม่มีใครสามารถย้อนกลับดูมาได้
เมื่อเห็นว่าฝูงชนที่เคยอยู่ด้านล่างแยกย้ายกันไปแล้ว พวกเธอเองก็รีบไปด้วยเช่นกัน
ความคิดของสวีหยวนเซียงยุ่งเหยิงไปหมด นางรู้สึกหลงทาง ไม่รู้จะทำอย่างไรต่อ ทั้งกังวลใจและผิดหวัง …ด้วยอารมณ์เหล่านี้ทำให้สีหน้าของนางดูแย่เล็กน้อย หลังจากขึ้นรถม้า แม้แต่สาวใช้คนสนิทก็ไม่กล้าเอ่ยล้อเล่นอะไรกับคุณหนู เพียงอยู่เงียบ ๆ เท่านั้น
เมื่อกลับมาถึงจวนก็ยังพบว่าบรรยากาศแย่มาก แม้แต่คนเฝ้าประตูก็ยังกลั้นหายใจไม่กล้าเอ่ยปากพูดเสียงดัง
นางไปพบมารดาซึ่งอยู่ด้านในลานด้านหลังเรือน ฮูหยินสวีเห็นบุตรสาวกลับมาแล้วก็ยิ้มขื่น “เซียงเอ๋อร์ กลับมาแล้วหรือ ขบวนบัณฑิตเป็นอย่างไรบ้าง คึกคักดีหรือไม่”
“มีคนไปที่นั่นมากมายเจ้าค่ะ” สวีหยวนเซียงไม่อยากจะพูดถึงมันไปมากกว่านี้ “ท่านแม่ เกิดอะไรขึ้นที่จวนงั้นหรือเจ้าคะ”
“อาสะใภ้รองของเจ้าอารมณ์ไม่ดี เพราะอารองอยู่ในคุก นางจึงก่อเรื่องเล็กน้อย แม่คิดว่านางก็มีเหตุผลจึงยากที่จะทำขัดใจได้” ฮูหยินสวีถอนหายใจ
สวีเฉิงกานถูกจับไปขังที่ศาลยุติธรรม ฮูหยินรองพยายามพูดคุยหลายครั้งเพื่อหาทางพาสามีออกมาให้เร็วที่สุด
อีกฝ่ายเอ่ยขอร้องกับสวีเฉิงผิงสามีของนางด้วย แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ถึงขนาดที่จักรพรรดิทรงเข้ามาจัดการ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องยากที่จะเข้าไปแทรกแซง
ฮูหยินรองสวีไม่พอใจมาก แต่ไม่กล้าโมโหต่อหน้าใต้เท้าสวีผู้เป็นพ่อสามี จึงระบายความโกรธกับคนในเรือน เพราะเห็นว่านางเป็นสะใภ้ใหญ่ที่มีหน้าที่ดูแลเรื่องภายในจวน
ฮูหยินรองหาข้ออ้างมาตำหนิว่าบ่าวไพร่ทำงานไม่ได้ดั่งใจและลงโทษพวกเขาหลายคน และการทำเช่นนี้ก็เท่ากับมาหาเรื่องตบหน้านางด้วย
แต่ฮูหยินใหญ่ก็ไม่อาจจะตอบโต้ได้ ไม่เช่นนั้นอีกฝ่ายก็จะร้องห่มร้องไห้กล่าวโทษนาง แม้จะสามารถกำราบน้องสะใภ้ได้ แต่ก็คงสร้างความลำบากใจและอับอายต่อหน้าบ่าวไพร่ไม่น้อย
การทำเช่นนั้นไม่เพียงจะไม่สามารถทำอะไรได้ แต่ยังทำให้ต้องหาอะไรมาปลอบใจน้องสะใภ้ที่กำลังไม่พอใจด้วย แค่คิดก็รู้สึกหดหู่จนต้องออกมาที่สวนเพื่อหวังจะให้ความสวยงามเพิ่มสีสันให้แก่จิตใจบ้าง
เมื่อสวีหยวนเซียงได้ยินว่าเป็นเรื่องราวของอาสะใภ้รองและอารอง นางก็รู้สึกเศร้าใจ
หากครั้งนี้อารองถูกตัดสินว่ามีความผิด ท่านปู่คงต้องโกรธหลิวเหิงมากขึ้นไปอีก …จากนั้นเหยียนซีก็คงไม่เพียงจะได้หน้า แต่ทุกอย่างจะเข้าทางนางที่ก่อปัญหาความบาดหมางได้สำเร็จ ยุยงให้หลิวเหิงมีศัตรูรอบทิศเช่นนี้ จะเป็นเรื่องดีต่ออนาคตการงานของเขาได้อย่างไร
สวีหยวนเซียงคิดถึงยามที่หลิวเหิงประคองด้ายแดงขึ้นจากพื้นที่วัดเฒ่าจันทราอย่างทะนุถนอม และตอนที่เขาสวมชุดแดงบนหลังอาชาถือกลีบดอกท้อเอาไว้ในมือ ส่งเสียงเอ่ยออกมาอย่างอ่อนโยน…
และยังเห็นภาพของเหยียนซีที่นำด้ายแดงของเขามาสวมลงบนข้อมือของนาง เลิกคิ้วขึ้นและยกยิ้ม เอนกายพิงหน้าต่างโบกมือให้เขา…
สวีหยวนเซียงพลันขมวดคิ้วขึ้นมา รู้สึกว่าในใจหนักอึ้งเต็มไปด้วยความอึดอัดและน้อยเนื้อต่ำใจ มีแววของความอิจฉาเล็กน้อยปรากฏขึ้นบนใบหน้า ก่อนจะหายไปอย่างรวดเร็ว เปลี่ยนเป็นความสมเพชตนเองทันที เหตุใดนางจึงได้พบอีกฝ่ายช้านัก…
หากได้พบเขาก่อนหน้านี้ นางจะไม่มีวันปล่อยให้ท่านปู่เกลียดชังเขา ถ้าได้พบเขาก่อนที่จะต้องติดคุกเพราะเรื่องฉ้อโกงละก็… นางเกิดมาในตระกูลขุนนางสูงศักดิ์ เพียบพร้อมทั้งรูปโฉมและฐานะ แต่ชีวิตกลับช่างสูญเปล่า …สวรรค์ไม่เป็นธรรมเลยแม้แต่น้อย
เมื่อความขุ่นเคืองกัดกินจิตใจ หญิงสาวก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยกับมารดา “ท่านแม่เจ้าคะ เรื่องคดีของท่านอารอง เราจะคลี่คลายมันลงได้อย่างไรกัน เป็นเรื่องจริงที่ท่านปู่ให้ท่านอาเป็นผู้ไปหารือกับใต้เท้าเฮ่อเป็นการส่วนตัว แล้วเหตุใดเขาจึงทำเช่นนั้น เดินออกจากจวนไปพร้อมกับใต้เท้าเฮ่ออย่างง่ายดาย”
หากท่านอารองระมัดระวังมากกว่านี้ เขาคงส่งใต้เท้าเฮ่อออกไปก่อน เขาควรจะแยกกันตั้งแต่ในจวน เพื่อไม่ให้เกิดเรื่องตามมา และเหยียนซีก็คงไม่มีทางใส่ร้ายเขาได้
“ใครจะคิดว่าเรื่องจะเป็นเช่นนี้เล่า” ฮูหยินสวีก็ตัดพ้อขึ้นมาเช่นกัน กว่าเรื่องงามหน้าของสวีอวี้หรงจะบางเบา …หลังจากที่ส่งนางออกไปเมืองหลวง ตระกูลสวีก็เริ่มกู้สถานการณ์ให้กลับมาอยู่ในความสงบอีกครั้ง นางเริ่มวางแผนให้บุตรสาวดูตัวครั้งใหม่ แต่กลับกลายเป็นว่ามามีเรื่องของสวีเฉิงกานเกิดขึ้นอีกจนได้
เรื่องของสวีเฉิงกานเป็นเรื่องที่จักรพรรดิทรงให้ความสนพระทัย พระองค์ทรงไม่พอพระทัยเป็นอย่างมาก จึงได้รับสั่งให้จำคุกผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด หากข้อหาสังหารเจ้ากรมสิ้นสุดลง แล้วสวีเฉิงกานถูกประหาร ทั้งพ่อสามีหรือแม้แต่สามีของนางย่อมต้องเดือดร้อนไปด้วย และหากใต้เท้าสวีที่เป็นดั่งเสาหลักของตระกูลต้องมีส่วนพัวพันกับเรื่องเช่นนั้น ตระกูลสวีคงไม่มีที่ยืนในเมืองหลวงแห่งนี้อีกต่อไปแล้ว
คนที่มีฐานะใกล้เคียงกันตระหนักถึงความพลิกผันในชีวิตของพวกเขาแล้ว ยามนี้พวกตนทำได้เพียงรอว่าฝ่าบาทจะมีรับสั่งเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไร หากตระกูลสวีไม่อาจพ้นวิกฤติครั้งนี้ไปได้ บุตรสาวของนางก็คงไม่สามารถแต่งเข้าบ้านขุนนางไหนได้ทั้งนั้น
ผู้เป็นมารดาอดไม่ได้ที่จะยื่นมือไปสัมผัสใบหน้าบุตรสาวด้วยความรักใคร่ “เซียงเอ๋อร์ที่น่าสงสารของแม่ เหตุใดต้องเจอเรื่องเช่นนี้นะ เดิมทีแม่คิดว่าบุตรชายคนที่สี่ของตระกูลเฮ่อก็ไม่เลว…”
ตอนนี้เจ้ากรมยุติธรรมเฮ่อเสียชีวิตไปแล้ว เหลือเพียงบุตรชายคนรองของตระกูลเฮ่อเท่านั้นที่เป็นข้าราชการระดับรองลงมา ทันทีที่ใต้เท้าเฮ่อเสียชีวิต ลำดับขั้นของตระกูลเฮ่อก็ลดลงมาเช่นกัน ดังนั้นอีกฝ่ายจึงไม่เหมาะสมที่จะให้บุตรสาวดูตัวอีกต่อไป
บุตรชายคนที่สี่ของตระกูลเฮ่องั้นหรือ? สวีหยวนเซียงแสดงใบหน้ายิ้มแย้ม เริ่มคิดถึงหลิวเหิงอย่างไม่รู้ตัวอีกครั้ง นางรีบส่ายหน้าไปมา จากนั้นก็ก้มศีรษะลงเล็กน้อย “ท่านแม่เจ้าคะ ลูกยินดีจะอยู่รับใช้ท่านพ่อกับท่านแม่ที่จวนของเราไปชั่วชีวิต”
“เจ้าพูดเรื่องอะไรกัน!” ฮูหยินสวีขึ้นเสียงอย่างไม่พอใจ “ลูกสาวแม่เพียบพร้อม มีคนมากมายหมายจะแต่งงานกับเจ้า แต่พวกเขาเป็นเพียงคนทั่ว ๆ ไป แม่ไม่อยากให้เจ้าต้องอยู่อย่างยากลำบาก”
“ท่านแม่…” สวีหยวนเซียงใบหน้าแดงก่ำไปถึงดวงตา
“เอาละ… วันนี้เจ้าไปข้างนอกมาแทบทั้งวัน คงจะเหนื่อยไม่น้อย แม่ให้คนครัวเตรียมต้มรังนกร้อน ๆ แล้ว เจ้าดื่มก่อนแล้วค่อยไปพักผ่อน ให้รุ่ยอี้ไปที่ครัวด้วยจะได้เอาอะไรมาให้เจ้ากินเสียหน่อย”
“เจ้าค่ะท่านแม่ ท่านแม่อย่าฝืนทำงานหนักจนเกินไป อย่าเป็นเช่นอาสะใภ้รองนะเจ้าคะ” สวีหยวนเซียงมีเรื่องราวหนักอึ้งในใจ และต้องการจะอยู่คนเดียวในห้องเงียบ ๆ จึงรีบบอกลาแล้วจากไป
“เอาละ แม่เข้าใจแล้ว” ฮูหยินสวีมองดูบุตรสาวเดินออกไปอย่างเศร้าสร้อย นางกังวลเรื่องการออกเรือนของบุตรสาวเป็นอย่างมาก
Maxzza19
ตระกูลสวีสอนลูกให้เป็นนางร่านหรอ เห็นผู้ชายของคนอื่นก็อยากแย่งแม่มทุกคนน่ะ