ซาลาเปาตัวน้อย ทะลุมิติมามีระบบทำฟาร์มยุค 70 จนร่ำรวย - บทที่ 563 ฉีกผลงาน
บทที่ 563 ฉีกผลงาน
………………..
บทที่ 563 ฉีกผลงาน
สายตาของทุกคนจับจ้องไปที่ด้านบน
“เอามาเร็ว ๆ!” เสิ่นหมินอันเร่งเร้าขึ้นมา
ความรู้สึกของเขาตอนนี้ซับซ้อนมาก ทั้งหวังว่าสิ่งที่อยู่ข้างในจะไม่ใช่ของเย่เสี่ยวจิ่น แต่ขณะเดียวกันก็หวังว่ามันจะเป็นของเธอ
คุณปู่เฉิงยืนขึ้นโดยใช้ไม้เท้าพยุง ก้มหน้าลงมอง คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันทันที
เขายื่นมือหยิบม้วนกระดาษที่ยังแช่น้ำอยู่ในอ่างขึ้นมา
หมึกส่วนใหญ่ถูกล้างออกไปแล้ว แต่อาจเป็นเพราะแช่น้ำนานเกินไป จึงดูไม่ออกว่าเดิมทีผ้าไหมมีสีอะไร ไม้ที่อยู่ข้าง ๆ ก็เช่นกัน มีเพียงบางมุมเท่านั้นที่สียังจางกว่าเล็กน้อย
คุณปู่เฉิงฉีกส่วนที่ผ้าไหมติดกับไม้ออกทันที ตรงที่หมึกจางกว่านั้นยังพอมองเห็นลักษณะดั้งเดิมของผ้าได้อยู่
“ปัง!” คุณปู่เฉิงโยนของชิ้นนั้นกลับลงอ่าง
“นี่คือผลงานของเสี่ยวจิ่น”
“เสี่ยวจิ่นเพิ่งมาถึงเมืองหลวงไม่ถึงสองเดือน ปกติก็อยู่แต่ในมหาวิทยาลัย ไม่ได้ออกไปไหน แล้วใครกันที่ใจร้ายกับหล่อนขนาดนี้ ไม่ทำแค่ซ่อนผลงานของหล่อน ยังฉีกมันจนกลายเป็นสภาพแบบนี้?!”
“เสิ่นหมินอัน” คุณปู่เฉิงจ้องเขม็ง “นี่เป็นเรื่องที่นายต้องอธิบายให้ฉันฟัง”
สำหรับคนที่ฝึกคัดลายมือแล้ว การฉีกทำลายผลงานที่ผู้อื่นตั้งใจเขียนมันเจ็บปวดยิ่งกว่าการฆ่าเขาตรง ๆ เสียอีก ใครกันนะที่ชั่วช้าถึงขนาดทำเรื่องแบบนี้!
คุณปู่เฉิงยังไม่กล้าบอกข่าวนี้กับเย่เสี่ยวจิ่น
จู่ ๆ พนักงานคนหนึ่งก็วิ่งเข้ามา “ประธานเสิ่น มีสาวคนหนึ่งชื่อเย่เสี่ยวจิ่นบอกว่ามาหาคุณที่หน้าประตูใหญ่ครับ”
พนักงานคนนั้นมองเสิ่นหมินอันอย่างระมัดระวัง
ที่เขาต้องวิ่งมาบอกด้วยตัวเองเพราะรู้ว่าวันนี้สมาคมวุ่นวายมากเพราะคนที่ชื่อ “เย่เสี่ยวจิ่น”
เสิ่นหมินอันและคุณปู่เฉิงต่างก็ตกตะลึง
เสิ่นหมินอันได้สติกลับมาก็รีบพูด “รีบพาหล่อนเข้ามาเร็ว”
เขามองท้องฟ้าข้างนอกแล้วก้มดูนาฬิกา
เพิ่งจะห้าโมงครึ่ง ปกติเด็กคนนี้ไม่ใช่เลิกเรียนหกโมงหรอกหรือ?
ยังไม่ทันคิดอะไรมาก พนักงานก็พาเย่เสี่ยวจิ่นเข้ามาแล้ว
เย่เสี่ยวจิ่นสวมชุดนักศึกษาฤดูใบไม้ร่วงของมหาวิทยาลัยปักกิ่ง สะพายกระเป๋าสะพายข้าง ผมมุ่นเป็นมวยกลม ดูสดใสร่าเริง
เธอทักทายเสิ่นหมินอันก่อน จากนั้นหันไปมองคุณปู่เฉิง “คุณปู่เฉิงก็อยู่ที่นี่ด้วยหรือคะ”
“หนูมาทำไมที่นี่?” คุณปู่เฉิงถาม
เย่เสี่ยวจิ่นตอบว่า “คุณปู่คะ ก็ผลงานของหนูหายไปไม่ใช่เหรอคะ พอดีช่วงนี้หนูเขียนชิ้นใหม่ขึ้นมา อยากลองดูว่าจะใช้ชิ้นนี้เข้าประกวดได้ไหม”
ดวงตาของคุณปู่เฉิงเป็นประกาย “หนูยังมีผลงานอื่นอีกหรือ?”
เย่เสี่ยวจิ่นคิดสักครู่ “ค่ะ เป็นงานที่หนูฝึกเขียนในยามว่าง”
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น คุณปู่เฉิงก็รู้สึกผิดหวัง
คุณปู่เฉิงโบกมือ “งานฝึกหัดคงไม่เหมาะ…”
“คุณปู่คะ ลองดูก่อนได้ไหมคะ?”
คุณปู่เฉิงก็ไม่อยากทำลายความมั่นใจของเย่เสี่ยวจิ่น จึงรับมาดู ตอนเปิดดูในใจก็ไม่ได้คาดหวังอะไร
แต่พอเปิดออกมา สายตาของเขาก็เปลี่ยนไปทันที
จากที่ถือไว้อย่างลวก ๆ ก็เปลี่ยนท่าทาง ประคองอย่างระมัดระวัง กวาดตามองอย่างรวดเร็วสองสามครั้ง แล้วพับปิด
“เหล่าเสิ่น รวบรวมคณะกรรมการตัดสินการแข่งขันครั้งนี้มาตรวจสอบผลงานของเย่เสี่ยวจิ่นกันหน่อย”
“เดี๋ยวนี้เลยหรือครับ?” เสิ่นหมินอันชะงักไปเล็กน้อย
“ใช่ เดี๋ยวนี้”
เย่เสี่ยวจิ่นต้องกลับไปเรียนพิเศษตอนเย็น เธอไม่สามารถอยู่ต่อได้
“คุณปู่เฉิง หนูต้องกลับไปเรียนแล้วค่ะ”
หลังจากเย่เสี่ยวจิ่นจากไป คุณปู่เฉิงก็ทะนุถนอมผลงานของเย่เสี่ยวจิ่นราวกับเป็นสมบัติล้ำค่า แล้วรออยู่ในห้องประชุม
ครึ่งชั่วโมงต่อมา คนสิบกว่าคนก็นั่งล้อมวงกัน ทุกคนมองคุณปู่เฉิงด้วยสายตาเคารพ
พวกเขาสงสัยว่าทำไมคุณปู่เฉิงถึงรีบร้อนเรียกพวกเขามาอย่างกะทันหัน
“ฉันมีตัวอักษรชุดหนึ่งอยู่ที่นี่ พวกคุณช่วยกันดูหน่อย” คุณปู่เฉิงพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย แล้วส่งตัวอักษรให้ชายชราที่นั่งใกล้ที่สุด
ชายชราเปิดดูแล้วสีหน้าเปลี่ยนไป เขาพินิจพิเคราะห์อย่างละเอียด รอยยิ้มบนใบหน้าลึกซึ้งขึ้น
คนอื่น ๆ ต่างอยากรู้อยากเห็น เร่งให้คนข้างหน้ารีบดู
ชายชราส่งแผ่นอักษรต่อไป บนใบหน้าฉายแววตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัด “คุณเฉิง ท่านได้ผลงานชิ้นนี้มาจากที่ไหนครับ?”
“ฉันพูดโดยไม่ได้เกินจริงเลยว่า นี่เป็นผลงานที่ดีที่สุดในบรรดาตัวอักษรนับพันที่ส่งมาครั้งนี้!”
“ฉันไม่สนใจว่าคนอื่นจะมีความเห็นอย่างไร แต่ในใจฉัน มันคือผลงานที่คู่ควรกับอันดับหนึ่งอย่างไม่ต้องสงสัย!”
เมื่อชายชราพูดจบ คนอื่น ๆ ที่ได้ดูผลงานการเขียนต่างก็พากันพูดขึ้น
“ฉันก็คิดเช่นเดียวกัน”
“ลายมือนี้มีพลังและลื่นไหล แฝงไปด้วยกลิ่นอายของความดุดันที่ถาโถมเข้ามา ฉันเหมือนมองเห็นภาพสนามรบอันยิ่งใหญ่ผ่านตัวอักษรเหล่านี้!”
เย่เสี่ยวจิ่นเขียนเรื่องราวโบราณเกี่ยวกับแม่ทัพคนหนึ่งที่ต่อสู้ท่ามกลางศัตรูนับร้อย
ทุกคนต่างตื่นเต้น ไม่รอให้คุณปู่เฉิงถาม ต่างพากันพูดว่า “ถ้าผลงานชิ้นนี้ได้อันดับสอง งั้นครั้งนี้คงไม่มีอันดับหนึ่งแล้ว!”
คุณปู่เฉิงพิงพนักเก้าอี้ ยิ้มอย่างพึงพอใจ
อีกด้านหนึ่ง
ที่มหาวิทยาลัยปักกิ่ง
เฮ่อหมิงเยว่ให้คนคอยจับตาดูความเคลื่อนไหวของเย่เสี่ยวจิ่นมาตลอด พวกนักศึกษาชายในชั้นเรียนการเงินต่างหลงใหลหล่อนราวกับถูกมนตร์สะกด พร้อมจะทำตามคำสั่งของหล่อนทุกอย่าง
ไม่มีใครคิดสงสัยเลยว่าทำไมเฮ่อหมิงเยว่ถึงให้พวกเขาคอยจับตาดูนักเรียนในค่ายฝึกคนหนึ่ง
เมื่อมีคนถามขึ้นมาบ้าง เฮ่อหมิงเยว่ก็จะทำหน้าเป็นกังวลพลางพูดว่า “เย่เสี่ยวจิ่นเป็นน้องร่วมสำนักของฉัน คราวที่แล้วหล่อนเกือบจะเกิดเรื่องนอกโรงเรียน ฉันเป็นห่วงหล่อนมาก ขอรบกวนพวกคุณช่วยดูแลหล่อนหน่อยนะคะ”
ดังนั้นทันทีที่เย่เสี่ยวจิ่นออกจากมหาวิทยาลัย เฮ่อหมิงเยว่ก็รู้ทันที
หล่อนรู้สึกหวั่นใจอยู่ลึก ๆ
ราวหกโมงกว่า หล่อนเห็นเย่เสี่ยวจิ่นกลับมาจากข้างนอกและเดินตรงไปที่หอพัก
ความไม่สบายใจในใจของเฮ่อหมิงเยว่ยิ่งเพิ่มมากขึ้น พอเห็นว่าชั้นเรียนการเงินไม่มีคาบเรียนตอนเย็น หล่อนจึงครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วติดต่อหาอู๋ชุ่ย
“ป้าอู๋คะ บังเอิญฉันผ่านร้านเป็ดย่างฉวนจวี้ฝู เมื่อไม่กี่วันก่อนป้าไม่ได้บ่นอยากกินเป็ดย่างของที่นี่หรือคะ ให้ฉันซื้อไปฝากป้าไหมคะ?”
อู๋ชุ่ยดีใจมากอย่างเห็นได้ชัด “หมิงเยว่ เธอช่างมีน้ำใจจริง ๆ พอดีเลย มาสิ พวกเรารอกินข้าวพร้อมกับเธอ”
“สิงฉีก็อยู่บ้านวันนี้ด้วย”
รอยยิ้มที่มุมปากของเฮ่อหมิงเยว่จางลงเล็กน้อย
หลังวางสาย หล่อนก็แวะไปซื้อเป็ดย่างแล้วถือไปที่บ้านของอู๋ชุ่ย
ระหว่างกินข้าว หล่อนพูดขึ้นมาอย่างไม่ตั้งใจว่า “พอดีวันนี้มีเวลาว่างแวะมา คุณปู่เฉิงอยู่ที่คฤหาสน์หลักหรือเปล่าคะ? เดี๋ยวฉันจะไปเยี่ยมท่าน”
อู๋ชุ่ยยินดีที่เห็นเฮ่อหมิงเยว่สนใจเอาใจคุณปู่เฉิง จึงเล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เกี่ยวกับคุณปู่เฉิงให้ฟัง
“ตอนนี้น่าจะกลับมาแล้วล่ะ”
“วันนี้คุณปู่ออกไปสมาคมคัดอักษรตั้งแต่ฟ้าสาง ไม่รู้ว่าไปยุ่งอะไรมา ถึงได้กลับดึกขนาดนี้”
“แต่ก่อนตอนที่ท่านไปสมาคมคัดอักษร อย่างมากก็อยู่แค่สามสี่ชั่วโมง ไม่เคยอยู่ทั้งวันแบบนี้มาก่อนเลย”
อู๋ชุ่ยพึมพำ “บางทีอาจเป็นเพราะไม่ได้กลับมาปักกิ่งนานแล้ว เลยมีเรื่องในสมาคมคัดอักษรที่ต้องจัดการเยอะก็ได้”
………………………………………………………………………………………………………………………….
สารจากผู้แปล
ทุกความเห็นของกรรมการตรงพ้องต้องกันแบบนี้ คงเป็นที่แน่ชัดแล้วล่ะว่าที่หนึ่งเป็นใคร
ไหหม่า(海馬)
………………..
khunnaaypang
เธอจะอาศัยความเอ็นดูของผู้ใหญ่เพื่อทำร้ายผู้อื่น บ่อยๆ มันจะหมดค่าเอานะ