ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 393 ร่างสัญญาจ้าง
ตอนที่ 393 ร่างสัญญาจ้าง
ตอนที่ 393 ร่างสัญญาจ้าง
กระดาษไม่อาจห่อไฟได้ ไม่นานทุกคนก็รู้กันทั่วแล้วว่าเหตุใดแม่นางเหยาจึงถูกขับไล่ออกไป
“สมควรแล้ว กินอาหารดี ๆ ครบสามมื้อทั้งยังได้ค่าแรง กลับไม่ยอมขยันทำงานรังแต่จะหาช่องเอาเปรียบ ถูกขับไล่ออกไปนับว่าเหมาะสม”
“ไม่น่าเลย ครอบครัวรองมีน้ำใจต่อพวกเรามาก หากยังคิดทำเรื่องน่ารังเกียจเช่นนี้ นั่นเท่ากับว่าไม่รู้จักดีชั่วเอาเสียเลย”
“ผู้หญิงที่เป็นแม่บ้านอย่างพวกเราจะหางานที่ผลตอบแทนดีเช่นนี้ได้จากที่ใดอีก? ข้ายังอยากมีเรี่ยวแรงให้มากกว่านี้ เพื่อที่จะได้อยู่โยงเป็นคนงานประจำระยะยาวได้”
“สะใภ้รองยังอุตส่าห์จ่ายเงินค่าจ้างให้นางจำนวนสี่วันเต็ม นี่นับว่าเมตตามากแล้ว…”
ทุกคนในที่นี้ต่างเป็นเพียงเกษตรกรธรรมดาเท่านั้น แต่เมื่อรู้ที่มาที่ไปของเรื่องราวก็พากันวิพากษ์วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมาด้วยเหตุและผล สะใภ้ตระกูลเจิ้งนิ่งฟังอยู่เงียบ ๆ รู้สึกราวคำครหาเหล่านั้นทิ่มแทงเข้าไปในจิตสำนึกของตน ใบหน้าร้อนผ่าวด้วยความละอายแก่ใจ
คืนนั้นหลังจากกินข้าวเสร็จ ทุกคนต่างแยกย้ายกลับห้องไปพักผ่อน นางเดินไปยังห้องครัวเพื่อตามหาแม่นางเหลียนที่ยังเก็บกวาดทำความสะอาดครัวอยู่ นางอดกลั้นลมหายใจเพื่อรวบรวมความกล้าอยู่ครู่ใหญ่ ใบหน้าแดงก่ำแข็งกระด้างขณะร้องเรียกอีกฝ่าย “ท่านน้า”
“อวี้เหลียน?” แม่นางเหลียนเงยหน้าขึ้น “ดึกดื่นเพียงนี้แล้ว มีเรื่องอะไรรึ?”
“ท่านน้า ข้า…” ดวงตาของสะใภ้ตระกูลเจิ้งแดงก่ำ ใบหน้าแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงขณะที่คุกเข่าลง
แม่นางเหลียนตื่นตัวทันที รีบสะบัดมือที่เปียกโชกไปด้วยน้ำก่อนเอื้อมไปประคองนางให้ลุกขึ้น “เจ้าอย่าทำเช่นนี้เลย มีสิ่งใดก็ค่อยพูดค่อยจากัน ลุกขึ้นเร็วเข้า”
“ท่านน้า ข้าตระหนักถึงความดีของท่านแล้วให้รู้สึกละอายยิ่งนัก ต่อไปนี้ข้าจะต้องทุ่มเทแรงกายทำงานให้ท่านอย่างหนักแน่นอน หากข้ายังทำเรื่องน่ารังเกียจเอาเปรียบครอบครัวของท่านอีก เช่นนั้นข้า… ข้าคงไม่ใช่มนุษย์ เป็นเพียงสัตว์เดรัจฉาน…” นางร้องไห้สะอึกสะอื้น คำพูดที่เอื้อนเอ่ยฟังไม่ชัดเจน
“ได้ ได้ ได้ ถึงอย่างไรก็ลุกขึ้นมาพูดคุยกันดี ๆ ก่อนเถิด” แม่นางเหลียนพยายามฉุดดึงนางให้ลุกขึ้นจากพื้น
อาจเป็นเพราะความรู้สึกผิดที่ก่อตัวขึ้นในจิตใจของนาง หรือบางทีอาจเป็นเพราะคำพูดของทุกคนในช่วงสองวันที่ผ่านมานี้ทำให้นางรู้สึกกดดันเป็นอย่างยิ่ง นางจึงยกมือขึ้นปิดหน้าและร้องไห้น้ำตาไหลพราก
“เฮ้อ หยุดร้องไห้เถิด ไม่ใช่เรื่องผิดพลาดใหญ่โตแต่อย่างใด” แม่นางเหลียนปลอบประโลมอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ผู้ที่ไม่รู้ย่อมสติเลอะเลือนไปชั่วขณะ ถึงอย่างไรเรื่องราวก็ผ่านไปแล้ว เจ้าอย่าได้คิดมากอีกเลย ถือเสียว่าเป็นบทเรียนในอดีต เจ้าเองก็เป็นถึงแม่คน ต่อไปนี้ให้ตั้งใจทำงานโดยนึกถึงลูกเข้าไว้…”
การปลอบประโลมของนางทำให้สะใภ้ตระกูลเจิ้งยิ่งร้องไห้ด้วยความเศร้าเสียใจเข้าไปใหญ่ ผ่านไปครู่หนึ่งจึงค่อยสงบลง นางกล่าวคำสัตย์สาบานต่อหน้าแม่นางเหลียนทั้งที่ยังสะอึกสะอื้นครั้งแล้วครั้งเล่า ย้ำว่าต่อไปจะต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจทำงาน ไม่คิดเกียจคร้านดังเช่นที่ผ่านมาอีก
เมื่อเกิดเรื่องนี้ขึ้น ข้อดีคือเป็นการให้ทุกคนตื่นตัว หลายคนใส่ใจจดจ่ออยู่กับหน้าที่และภาระงานของตนมากยิ่งขึ้น ส่วนผู้ที่เคยมีความคิดว่าจะฉวยโอกาสเกียจคร้านก็ล้มเลิกความตั้งใจเหล่านั้นไปเสีย
ต่อมาหยุนเชวี่ยก็ยังคิดว่าการจ้างงานคนจำนวนมากนั้น ถึงอย่างไรก็ยังยากที่จะจัดการควบคุม จึงเห็นว่าควรปรับปรุงระบบการจ้างงานเสียใหม่ ดังนั้นนางจึงเสนอ ‘สัญญาจ้าง’ ให้แม่นางเหลียนและหยุนลี่เต๋อได้รับทราบ นั่นคือการให้ทุกคนลงนามในสัญญาจ้างเพื่อเก็บไว้เป็นลายลักษณ์อักษร
“เจ้าต้องการจะออกกฎเกณฑ์งั้นรึ?” หยุนลี่เต๋อเป็นชายฉกรรจ์ตัวใหญ่ นอกจากเรื่องเกี่ยวกับสงครามหรือทำนาทำสวนแล้ว เขาก็ไม่เข้าใจอะไรเกี่ยวกับ ‘สัญญาจ้าง’ ที่ว่าแม้แต่น้อย ก่อนหน้านี้แม้เคยเทียวเข้าออกตัวเมืองอยู่บ่อยครั้งก็ยังไม่เคยได้ยินเกี่ยวกับสิ่งที่ว่ามาก่อน
“หนังสือสัญญา มีจุดประสงค์ในการร่างขึ้นเพื่อกำหนดเงื่อนไขที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย สำหรับให้ผู้ที่ทำงานกับเรายินยอมรับสภาพตามข้อกำหนดนั้น ๆ และตั้งใจทำงานให้พวกเราอย่างเต็มใจ” หยุนเชวี่ยพูดพลางหยิบกระดาษและพู่กันถ่านออกมาวางลงบนโต๊ะ
“สิ่งที่เจ้าว่าจะเป็นผลดีต่อทั้งฝ่ายเราและอีกฝ่ายใช่หรือไม่?” หยุนลี่เต๋อลูบเคราสากที่ขึ้นครึ้มอยู่รอบคาง พยายามครุ่นคิดตามเพียงใดก็ยังนึกภาพไม่ออกว่าวิธีการของลูกสาวนั้นเป็นอย่างไร
“ทำนองนั้นเจ้าค่ะ” หยุนเชวี่ยพยักหน้าและจดบันทึกลงกระดาษด้วยพู่กันถ่าน “ตัวอย่างเช่น หากมีคนงานของเราเช่นท่านอาหยางที่เกียจคร้านในเวลางาน หากเราจับได้ไม่เพียงแต่จะถูกขับไล่ออกไปเท่านั้น แต่ยังต้องถูกหักเงินค่าแรงอีกด้วยเพื่อเป็นบทลงโทษ”
หยุนลี่เต๋อและแม่นางเหลียนหันมองหน้ากัน แวบหนึ่งพวกเขาครุ่นคิดในใจว่าทำเช่นนี้จะนับว่าเกินกว่าเหตุไปหรือไม่? และหากทำเช่นนี้จริงจะไม่ถูกเหล่าคนงานโวยวายเอาหรือ?
หยุนเชวี่ยเข้าใจท่าทีของพวกเขาจึงกล่าวต่อว่า “แต่ในทางกลับกัน หากพวกเขาทำงานกันอย่างขยันขันแข็งไม่เกียจคร้าน รอจนกระทั่งครบเวลางานตามที่กำหนดไว้ก็จะได้รับเงินเพิ่มเป็นรางวัลตอบแทน ด้วยวิธีนี้แล้วผู้ที่ต้องการทำงานเพื่อหาเงินด้วยใจจริงก็จะทำงานด้วยความตั้งใจมากยิ่งขึ้น”
“นี่…” แม่นางเหลียนมองหน้าหยุนเชวี่ยครั้งหนึ่ง ก่อนหันไปเหลือบมองหยุนลี่เต๋อ “เช่นนั้นเราจะรู้ได้อย่างไร?”
“เราอาจจะแบ่งกำลังคนออกเป็นหลายกลุ่มก็ได้เจ้าค่ะ โดยที่แต่ละกลุ่มรับผิดชอบภาระงานที่แตกต่างกัน เลือกใครสักคนเพื่อให้เขาเป็นหัวหน้าดูแลคนในกลุ่มของตนแทนพวกเรา กลุ่มคนที่ทำงานได้ดี รวดเร็ว จนกระทั่งงานมีความคืบหน้ามากที่สุดจะได้รับรางวัลพิเศษ”
“แล้วหลังจากงานนี้เสร็จสิ้น เมื่อพวกเราจ้างคนงานระยะยาวก็จะเพิ่มเติมสวัสดิการลงในสัญญาจ้างงานอีก เช่น หากคนงานของเราล้มป่วย ครอบครัวเราจะรับผิดชอบจ่ายค่าเยียวยาให้ในจำนวนห้าหรือเจ็ดในสิบส่วนของเงินค่าจ้างเพื่อให้เขานำไปใช้รักษาตัว ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับอายุงานเป็นหลัก”
“ในแต่ละปีจะมีการพิจารณาขึ้นค่าแรงให้กับคนงานหนึ่งครั้งตามผลงานที่รับผิดชอบ หากทำงานอย่างขยันขันแข็ง ต่อให้ทำงานอยู่กับเราเป็นเวลานานยี่สิบสามสิบปี หรือจนกว่าจะอายุมากจนไม่สามารถทำงานได้อีกต่อไป พวกเราจะยังจ่ายเงินให้กับเขาทุกเดือนเพื่อเป็นเบี้ยให้กับผู้ชรา”
หยุนเชวี่ยพูดยาวหลายประโยคติดกันคราวเดียว ขณะที่นางพูดก็บรรจงจรดปลายพู่กันถ่านลงในกระดาษแผ่นน้อยถึงรายละเอียดที่ตนเพิ่งกล่าวไป หยุนลี่เต๋อและแม่นางเหลียนไม่สามารถแยกย่อยทำความเข้าใจกับแนวคิดอันล้ำหน้าของลูกสาวได้มากนัก จึงได้แต่นิ่งฟังด้วยสีหน้างุนงง
“เจ้าพูดให้ช้าลงหน่อย พูดเร็วถึงเพียงนี้แม่และท่านพ่อของเจ้าฟังไม่เข้าใจเอาเสียเลย ความหมายโดยรวมแท้จริงเป็นอย่างไรกันแน่?” แม่นางเหลียนหลุบตาลงมองกระดาษที่หยุนเชวี่ยขีดเขียนลงไปแล้วครึ่งแผ่น เห็นว่าตัวอักษรตวัดติดกันเป็นแถบราวกับยันต์ผียิ่งตะลึงงัน
“รอประเดี๋ยวนะเจ้าคะ…” หยุนเชวี่ยรีบสรุปเงื่อนไขสองสามข้ออย่างรวดเร็ว จากนั้นจึงแลบลิ้นเลียริมฝีปาก “พวกท่านอย่าเพิ่งใจร้อนไป ข้ากำลังจะอธิบายให้พวกท่านได้ทำความเข้าใจโดยละเอียด ประการแรกคือการที่คนงานจะได้รับการขึ้นค่าแรงปีละหนึ่งครั้งหากทำงานดี…”
หยุนลี่เต๋อและแม่นางเหลียนนั่งฟังบรรยายของลูกสาวอย่างตั้งใจราวกับเป็นนักเรียนที่ดี นานครั้งจึงคอยยกมือถามสักประโยค พยายามทำความเข้าใจให้ทันกับจังหวะการบอกเล่าของลูกสาว
หยุนเชวี่ยยกถ้วยชาขึ้นจิบหมดไปสองถ้วยขณะอธิบายความคิดล้ำยุคของตนให้อีกฝ่ายฟังด้วยความอดทน ทั้งเรื่อง ‘การขึ้นค่าแรง’ ‘สวัสดิการค่ารักษาพยาบาล’ ‘เงินบำนาญ’ ‘เงินชดเชยเมื่อบาดเจ็บจากการทำงาน’ ‘กำไรปันผลช่วงสิ้นปี’ ครั้นอธิบายอย่างครบถ้วนแล้วก็นึกขึ้นได้อีกข้อหนึ่งคือ ‘ของขวัญแต่งงาน’ ผู้ใดก็ตามที่ทำงานให้กับครอบครัวของนางเป็นเวลานานกว่าสามปี หากลูกชายแต่งภรรยาหรือลูกสาวออกเรือน ไม่ว่าชายหรือหญิง ผู้เป็นนายจ้างจะมอบหมูตัวหนึ่งให้แก่พวกเขาเพื่อเป็นสินน้ำใจ
สองสามีภรรยาฟังจบก็ถามไถ่อีกสักพักหนึ่งก่อนที่จะเข้าใจอย่างชัดแจ้ง หยุนลี่เต๋อพยักหน้ารัวอย่างนึกเห็นด้วย “ย่อมได้ ข้อนี้ดี”
ฝ่ายแม่นางเหลียนละเอียดรอบคอบยิ่งกว่าเขา แม้เห็นด้วยกับวิธีการของลูกสาวแต่ยังคงกังวลอยู่บ้าง “เช่นนั้นพวกเราคงเสียเงินไปไม่น้อยเลย แล้วหากเราทำลายหนังสือสัญญาที่ว่านี้ทิ้งจะเป็นอย่างไร?”
“ยกหมู่บ้านใหม่ของเราเป็นตัวอย่าง หลังจากจัดการเรียบร้อยแล้ว เห็นทีคงต้องจ้างคนงานประจำระยะยาวถึงสิบห้าคน หากทำงานขยันขันแข็งดีก็ขึ้นค่าแรงให้พวกเขาปีละหนึ่งตำลึง ต่อให้ทุกคนตั้งใจทำงาน ปีหนึ่งก็จ่ายเพิ่มเพียงไม่เกินสิบห้าตำลึงเท่านั้น” หยุนเชวี่ยอธิบาย “เงินเพียงสิบห้าตำลึง เทียบกับพื้นที่ทั้งหมดของหมู่บ้านใหม่ไม่ต่างอะไรจากการซื้อหมูมาเลี้ยงเพิ่มอีกสามตัว ยิ่งคนงานก็ขยันหมั่นเพียรทำงานที่ตนรับผิดชอบได้ดียิ่งมีรายได้เพิ่มขึ้น อีกทั้งทางฝั่งเราเองก็ได้ประโยชน์อีกด้วย”
“อีกอย่างเรื่องสวัสดิการค่ารักษา ทุกคนที่มาทำงานให้ครอบครัวเราต่างต้องการหาเงินให้ได้จำนวนมากกันทั้งนั้น ค่ายาเห็นทีคงไม่ยอมเจียดไปซื้อด้วยซ้ำ ซึ่งคนงานเหล่านั้นต่างก็อายุยังน้อยและสุขภาพร่างกายแข็งแรง ใช่ว่าเราจ้างคนอ่อนแอให้มาทำงานเสียเมื่อไร เบี้ยบำนาญเลี้ยงดูคนชรายิ่งไม่ต้องกล่าวถึง เพราะการที่พวกเขายอมทำงานให้กับครอบครัวของเรานานถึงยี่สิบหรือสามสิบปีจริง ก็นับว่าพวกเขามีน้ำใจต่อกันมากแล้ว ดังนั้นเรื่องทั้งหมดที่กล่าวมานั้นไม่สูญเงินเยอะอย่างที่ท่านแม่เป็นกังวลแน่เจ้าค่ะ” หยุนเชวี่ยกล่าว “เลี้ยงแกะย่อมได้ขนแกะ หากสวัสดิการดีมีหรือคนงานจะไม่ต้องการทำงานให้ครอบครัวของเรา แต่เมื่อทำงานกับเราก็ต้องตั้งใจทำงานให้ดี ทำงานอย่างหนักก็สมควรแล้วที่จะได้รับค่าแรงที่สมน้ำสมเนื้อ ท่านแม่ลองคิดคำนวณบัญชีให้ละเอียดดูเถิดเจ้าค่ะว่าคุ้มค่าแล้วหรือไม่?”
Jan1960
กำลังสนุกเลยค่ะ แต่ก็อยากรู้ว่าพวกคนชั่วทั้งหลายในครอบครัวนี้ไปอยู่ที่ไหนกันบ้างได้ดีแล้วจริงหรือโดยเฉพาะลุงใหญ่
Jan1960
แนวคิดล้ำสมัยมาก