ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 394 ตกหลุมรักสาวงามคนไหน
ตอนที่ 394 ตกหลุมรักสาวงามคนไหน
ตอนที่ 394 ตกหลุมรักสาวงามคนไหน
แม่นางเหลียน “หลังจากฟังเจ้าอธิบาย แม่ก็เข้าใจแล้ว”
หยุนลี่เต๋อ “โอ้ แม้แต่คนซื่อบื้ออย่างพ่อยังสามารถเข้าใจอย่างง่ายดาย การทำสัญญาส่งผลดีต่อครอบครัวของเราและลูกจ้างในหมู่บ้านไม่น้อย!”
หยุนเชวี่ยยกนิ้วโป้งขึ้น ไม่บ่อยนักที่ทั้งสองคนจะทนอ่านหนังสือสัญญาทั้งวันเช่นนี้ พวกเขามักเปิดใจยอมรับสิ่งใหม่ ๆ เสมอ ไม่นานหยุนลี่เต๋อและแม่นางเหลียนก็ยอมรับความคิดที่บุตรสาวเสนอและเรื่องเกี่ยวกับผลประโยชน์ที่จะได้นับร่วมกันอย่างรวดเร็ว
“ถ้าอย่างนั้นข้าจะไปเขียนหนังสือสัญญาอย่างละเอียด จากนั้นเรามาหารือเรื่องการก่อสร้างกันเถอะเจ้าคะ หยุนเชวี่ยกล่าว
“ดี ๆ ๆ” หยุนลี่เต๋อตบต้นขา “ลูกสาวข้ามีความสามารถ ลูกสาวของข้าเฉลียวฉลาด ลูกสาวของข้ามีไหวพริบไม่แพ้เด็กหนุ่มคนหนึ่ง ฮ่าฮ่าฮ่า…”
‘สัญญาจ้าง’ ของลูกจ้างกว่าสี่สิบชีวิตยังไม่ได้เขียนขึ้นอย่างเป็นทางการ ขณะที่รับประทานอาหารอยู่นั้นหยุนลี่เต๋อก็กล่าวว่าใครก็ตามที่เกียจคร้านและไม่ยอมทำงานให้เสร็จตรงตามเวลาจะถูกหักเงินค่าจ้าง ทว่าสำหรับผู้ใดที่ขยันขันแข็งและตั้งใจทำงาน หลังจากงานที่มอบหมายเสร็จสิ้นแล้ว คนเหล่านั้นจะได้รับค่าตอบแทนที่มากขึ้น ลูกจ้างทุกคนต่างปรบมือเกรียวกราวเพื่อแสดงว่าตนเห็นด้วย ไม่มีผู้ใดโต้แย้ง
สามวันต่อมา หยุนเชวี่ยประกาศเรื่องสัญญาจ้างระยะยาวที่ครอบครัวของตนเตรียมไว้ให้ลูกจ้างทุกคนได้ทราบ เหล่าลูกจ้างต่างแตกตื่นก่อนสอบถามหยุนลี่เต๋อและแม่นางเหลียนเพื่อยืนยันซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยความไม่เชื่อ
“หากทำงานอย่างขยันขันแข็ง ค่าแรงจะเพิ่มขึ้นทุกปีหรือ?”
“หลังจากทำงานสามปี หากลูกชายของข้าต้องการแต่งงานก็สามารถมาขอหมูที่นี่ได้จริงหรือ?”
“หากลูกจ้างระยะยาวป่วย พวกท่านจะจ่ายเงินค่ารักษาให้จริงหรือไม่? มีเรื่องดี ๆ เช่นนี้ด้วยหรือ?”
“ไม่เพียงแค่นั้น หากทำงานครบสามสิบปี ลูกจ้างทุกคนจะได้รับเงินบำนาญรายเดือนเมื่อถึงวัยเกษียณ ข้าคำนวณดูแล้ว…”
สวัสดิการเหล่านี้ทำให้ลูกจ้างทุกคนรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง ชาวบ้านทุกคนล้วนต้องการเป็นลูกจ้างของตระกูลหยุน พวกเขาทำงานกันอย่างขะมักเขม้น ไม่มีผู้ใดเกียจคร้าน จนทำงานที่เดิมทีคาดไว้ว่าจะแล้วเสร็จภายในระยะเวลายี่สิบวัน กลับสำเร็จลุล่วงภายในระยะเวลาสี่วันเท่านั้น
พวกเขาขุดลอกบ่อและคลองจากแม่น้ำไปยังทุ่งนาและรอให้ฝนตกอีกไม่กี่ครั้ง น้ำในบ่อก็จะเต็มและสามารถเลี้ยงปลาได้อีกครั้ง จากนั้นถอนผักและผลไม้ที่เหี่ยวเฉาทิ้ง พรวนดินใหม่ แล้วปลูกต้นกล้าให้เป็นระเบียบ ยิ่งไปกว่านั้นพวกเขายังสร้างคอกหมูขนาดใหญ่สองหลังและกรงกระต่ายขนาดใหญ่อีกด้วย
ภายในระยะเวลาไม่ถึงสิบกว่าวัน หมู่บ้านที่เคยแห้งแล้งทรุดโทรมก็มีชีวิตชีวาขึ้นมา หยุนลี่เต๋อและแม่นางเหลียนสองสามีภรรยาเดินตรวจความเรียบร้อยและพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
“หากนายหน้าซุนเห็นเข้า ที่ดินผืนนี้ต้องขายได้ในราคาไม่น้อยกว่าเก้าร้อยตำลึงเป็นแน่” หยุนลี่เต๋อยืนนิ่งขณะทอดสายตามองพืชในไร่ที่ถูกปลูกอย่างเป็นระเบียบทีละต้นด้วยความปีติอย่างยิ่ง
“อย่าว่าแต่เงินเก้าร้อยตำลึงเลย แม้แต่หนึ่งพันตำลึงข้าก็ไม่อยากขาย” แม่นางเหลียนยกนิ้วขึ้นชี้ไปยังที่ไกล ๆ “ดูสิ พืชผลตรงนั้นงอกเงยออกมาแล้ว ทั้งยังมีลูกไก่และลูกเป็ดที่กำลังจะเติบโตเต็มวัยภายในครึ่งปี”
“คอกหมูทั้งสองหลังยังสามารถเลี้ยงหมูได้อีกร้อยสิบตัว และกระต่ายที่เชวี่ยเอ๋ออยากเลี้ยงมาตลอด…” หยุนลี่เต๋อถูฝ่ามือไปมา ดูเหมือนว่าร่างกายของเขากระปรี้กระเปร่าตลอดเวลาจนอยากลงมือทำสวนเสียตอนนี้
เมื่อใกล้ถึงเวลาสิ้นสุดการทำงาน แม่นางเหลียนจึงแจกจ่ายเงินค่าตอบแทนล่วงหน้าสี่วันให้ลูกจ้างทุกคน แต่ละคนจะได้รับเงินพิเศษยี่สิบเหรียญรวมทั้งหมดเป็นหนึ่งร้อยเหรียญซึ่งเป็นเงินค่าตอบแทนที่ระบุในสัญญาจ้าง
“ข้าเพิ่งเริ่มทำงานสิบหกวัน แต่กลับได้เงินพิเศษเพิ่มอีกยี่สิบเหรียญ! ครอบครัวเจ้ารองช่างใจกว้างเสียจริง ข้าตื้นตันจนไม่รู้จะเอ่ยคำใดแล้ว!” ชายฉกรรจ์คนหนึ่งกำเงินในมือแน่นพร้อมฉีกยิ้มกว้างอย่างมีความสุข
“ฮ่า ฮ่า ทำงานกับเจ้ารองได้ค่าตอบแทนดีกว่าในเมืองมากโข!”
“สตรีอย่างพวกเราก็หาเงินได้เหมือนกับพวกบุรุษเช่นกัน หลังจากนี้คงไม่มีใครปรามาสว่าเราสู้ผู้ชายไม่ได้อีกแล้ว!”
เงินที่เหล่าลูกจ้างได้รับต่างสร้างความสุขให้พวกเขา ทุกคนพูดคุยและหัวเราะอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนมองไปที่สองสามีภรรยาด้วยสายตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความประหม่าและความคาดหวังที่เพิ่มขึ้นหลายส่วน ในที่สุดก็มีคนผู้หนึ่งเอ่ยถามด้วยความสงสัย “พวกเราจะถูกจ้างเป็นลูกจ้างระยะยาวกี่คนหรือ?”
ชาวบ้านกว่าสี่สิบคนเงียบลงทันที
“เอ่อ…” แม่นางเหลียนไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไรดี
หมู่บ้านนี้มีขนาดไม่เล็กและไม่ใหญ่นักจึงจำต้องคัดเลือกคนงานบางส่วนให้ทำงานระยะยาวอยู่ที่นี่ ส่วนคนที่ไม่ถูกเลือกก็ต้องกลับบ้านไปด้วยความผิดหวังอย่างเลี่ยงไม่ได้
หยุนเชวี่ยรู้ดีว่ามารดาของตนเป็นคนใจอ่อน นางจึงหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาจากสาบเสื้อ ซึ่งบนกระดาษแผ่นนี้มีรายชื่อคนงานที่ถูกจ้างสิบห้ารายชื่อ โดยมีเกณฑ์คัดเลือกจากผู้ใดทำงานอย่างขยันขันแข็งและสามารถอยู่ร่วมกับคนอื่นอย่างสันติ
หลังจากขานเรียกรายชื่อแล้ว ชาวบ้านบางคนก็โห่ร้องอย่างมีความสุข บ้างลอบถอนหายใจอย่างเงียบ ๆ
“วันนี้ทุกคนกลับบ้านก่อนเถิด เหลือคนงานระยะยาวสามคนอยู่ที่นี่ไว้เฝ้ายามหมู่บ้านและให้คนอื่นมาผลัดเปลี่ยนเวรพรุ่งนี้ ส่วนใครจะเป็นคนเข้าเวรยามให้พวกท่านตกลงกันเอง” หยุนเชวี่ยปรบมือพลางกล่าวว่า “เก็บข้าวของได้เลยเจ้าค่ะ เราจะเดินทางกลับหลังจากรับประทานอาหาร”
ชาวบ้านที่ไม่ถูกว่าจ้างเกิดความสับสนเล็กน้อย แม้จะดีใจที่ได้เงินตอบแทน ทว่ารู้สึกผิดหวังกับหยุนลี่เต๋ออย่างมาก ระหว่างเดินทางกลับจึงมีคนผู้หนึ่งกระซิบถามแม่นางเหลียน “สะใภ้รอง เจ้าจะจ้างงานพวกเราอีกเมื่อไรหรือ?”
แม่นางเหลียน “…”
“หากเจ้าต้องการคนทำงานอีกก็อย่าลืมจ้างข้าล่ะ ข้าไม่เกี่ยงงาน…”
“ครอบครัวของเจ้ายังจะซื้อที่ดินผืนอื่นอีกหรือ? ไกลแค่ไหนก็ไม่หวั่น เพราะข้าชอบเดินทางไกล”
แม่นางเหลียนกล่าวไม่ออก
“ข้าใช้ชีวิตอย่างยากลำบากในที่ดินไม่กี่ไร่ กินเนื้อสัตว์แค่ปีละสองครั้ง และตอนนี้ก็ไม่มีพืชผลให้เก็บเกี่ยวไว้ขายอีกแล้ว ข้าจึงต้องการหารายได้เพิ่ม”
“ใครไม่ต้องการทำงานบ้าง ไยเจ้าไม่ไหว้วานให้แม่นางน้อยเชวี่ยเอ๋อหางานในเมืองให้พวกเราเล่า? ได้เงินค่าตอบแทนมากน้อยแค่ไหนก็ไม่เกี่ยง”
“ไหนเลยงานในเมืองจะสู้งานของเจ้ารอง…”
เหรียญเงินจำนวนมากที่ได้รับทำให้ถุงเงินของทุกคนหนักอึ้ง เมื่อได้ลิ้มรสความหอมหวานของการหารายได้แล้ว เหล่าชาวบ้านก็เกิดแรงกระตุ้นและต้องการหาเงินมาเพิ่มให้มากขึ้นเพื่อที่จะได้ใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย
ทุกคนเดินทางมาถึงหมู่บ้านไป๋ซีโดยสวัสดิภาพ ไม่นานเรื่องการจ้างลูกจ้างของตระกูลหยุนก็แพร่สะพัดออกไปอย่างรวดเร็ว เมื่อคนส่วนหนึ่งที่ไม่ได้ไปทำงานที่หมู่บ้านได้ยินเข้า ดวงตาของพวกเขาก็เปล่งประกายจึงพากันมาสอบถามที่เรือนหลังใหม่ตระกูลหยุนอย่างไม่ขาดสาย
แม่นางเหลียนกล่าวปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทว่าคนเหล่านั้นก็ยังไม่จากไป เนื่องจากเจอกับปัญหาอันหนักอึ้งเช่นนี้ นางจึงปวดศีรษะจนแทบระเบิด หยุนลี่เต๋อจึงประคองภรรยาเข้าไปนั่งพักภายในเรือนก่อน
หยุนเชวี่ยฟุบหน้าลงบนโต๊ะขณะที่กำลังแบ่งหน้าที่ให้ลูกจ้างทั้งสิบห้าคน โดยนางวางแผนให้ทุกคนกลับมาที่หมู่บ้านไป๋ซีเดือนละหนึ่งครั้ง ในขณะที่หยุนเชวี่ยกำลังคิดไม่ตกอยู่นั้น สืออีที่นั่งอยู่ด้านข้างก็จ้องมองไปที่นางอย่างไม่วางตา
“ไยจึงมองข้า?” หยุนเชวี่ยเอ่ยถามโดยไม่เงยหน้า
“ไม่มีอะไร” สืออีเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “ข้าแค่อยากถามเจ้าว่า หากข้าแต่งงานเจ้าจะมอบหมูให้ข้าด้วยหรือไม่?”
หยุนเชวี่ยได้ยินเช่นนั้นจึงส่งเสียงหัวเราะ “อะไรนะ? เจ้าถูกตาต้องใจหญิงสาวคนไหนตอนที่เราไม่อยู่บ้านหรือ? หวังเอ้อยา? หรือว่าสองพี่น้องตงเหมยและชิวจื๋อ?”
สืออีรู้สึกสับสนกับน้ำเสียงที่เจือไปด้วยความขมขื่นของอีกฝ่าย เขาจึงอดไม่ได้ที่จะหัวเราะกับความขลาดเขลาของบุตรสาวเจ้าของบ้าน “เรื่องนั้นเจ้าไม่ต้องสนใจหรอก ตอบมาว่าจะมอบหมูให้ข้าหรือไม่?”
หยุนเชวี่ยเงยหน้าขึ้นพลางหรี่ตาลงเล็กน้อย
ทันใดนั้นแม่นางเหลียนก็ผลักประตูเข้ามาด้วยความร้อนรนพลางเอ่ยถามว่า “พวกเจ้าสองคนทำอะไรกัน?”