ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 225 กิจวัตรในเมืองนั้นลึกล้ำ
“นายน้อยขอรับ นายท่านและฮูหยินใหญ่มาถึงแล้ว!” ต้าจี๋ผู้มีสายตาปราดเปรียวมองออกไปนอกหน้าต่างก่อนรายงานต่อ “ยังมีเกี้ยวของนายน้อยใหญ่และคุณหนูใหญ่ด้วยขอรับ!”
ทุกคนเห็นเกี้ยวทั้งสี่เรียงกันเป็นแนวยาวจากระยะไกล ก่อนเคลื่อนมาจอดบริเวณด้านหน้าภัตตาคารหลงชิง สาวใช้ซึ่งติดตามขบวนเกี้ยวแหวกผ้าม่านออก จากนั้นชายหญิงทั้งสี่ซึ่งแต่งกายหรูหราสมเป็นคนตระกูลเฉียนจึงก้าวลงจากเกี้ยวตามลำดับ
เจ้าอ้วนเฉียนรีบยื่นหน้าออกไปทางหน้าต่างบ้าง ครั้นเห็นว่าผู้เป็นพ่อไม่ได้พาซินแสมาที่นี่ด้วยจึงผ่อนลมหายใจออกด้วยความโล่งอก ทุกคนลุกไปยืนอยู่หน้าประตูห้องเทียนเป่าเพื่อต้อนรับพวกเขา
ใต้เท้าเฉียนและฮูหยินใหญ่เดินนำหน้าเคียงข้างกัน ด้านหลังคือนายน้อยใหญ่และคุณหนูใหญ่แห่งตระกูลเฉียน ตามด้วยบรรดาสาวใช้ที่ติดตามมาจากจวน การเดินทางของตระกูลนี้ช่างยิ่งใหญ่นัก
“เชวี่ยเอ๋อ เหออวี้ นี่คือท่านแม่ของข้า ส่วนนี่คือพี่ชายใหญ่ และพี่สาวใหญ่” เจ้าอ้วนเฉียนกล่าวแนะนำตามลำดับ
หยุนเชวี่ยและเหอยาโถวรีบโค้งคำนับอย่างสุภาพ “คารวะใต้เท้าเฉียน คารวะฮูหยินใหญ่ คำนับพี่ใหญ่ทั้งสองเจ้าค่ะ”
“พวกเจ้าเป็นสหายของจินเป่าลูกชายข้า อย่าได้มากพิธีเช่นนี้เลย อีกอย่างนี่เป็นงานเลี้ยงภายในครอบครัวมิใช่สถานที่ราชการเสียหน่อย” ฮูหยินเฉียนยิ้มกว้างขณะเอื้อมมือไปประคองร่างหยุนเชวี่ย
ใต้เท้าเฉียนเผยรอยยิ้มกว้างอย่างยินดี “สาวน้อย เมื่อวานนี้เราตกลงกันแล้วมิใช่หรือ? ต่อไปนี้เจ้าควรเรียกข้าว่าท่านลุง ส่วนแม่ของจินเป่าให้เรียกนางว่าท่านป้า”
“เจ้าค่ะ ท่านลุงเฉียน ท่านป้าเฉียน” หยุนเชวี่ยไม่เคร่งครัดอีกต่อไปและเรียกทวนอีกหน
“ดีแล้ว ดีแล้ว!” ฮูหยินเฉียนตอบรับอย่างเบิกบานใจ จากนั้นจึงก้าวมาด้านหน้าและจับมือหยุนเชวี่ยอย่างสนิทสนม “สาวน้อย เมื่อวานนี้พ่อของจินเป่าได้บอกเล่าให้ข้าทราบว่าเจ้าน่ะ…”
“อะแฮ่ม!” เจ้าอ้วนเฉียนรีบเดินเบียดเข้ามาคว้าแขนมารดาเป็นเชิงปรามไว้เสียก่อน “ท่านแม่รีบไปนั่งที่โต๊ะก่อนดีกว่าขอรับ ท่านอาจยังไม่หิวเท่าไรนักทว่าเชวี่ยเอ๋อและเหออวี้ทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อยมาตลอดทั้งช่วงเช้า ให้พวกเขายกอาหารขึ้นมาก่อนค่อยพูดคุยก็ยังไม่สาย”
“ได้! ได้! ย่อมได้! เฉียนช่วนสื่อ ข้าวานเจ้าไปสั่งอาหารให้เถ้าแก่จัดการยกขึ้นมาทีเถิด” ฮูหยินเฉียนยังคงจับมือหยุนเชวี่ยไว้ไม่ยอมปล่อย “มา มา เชวี่ยเอ๋อ เจ้ามานั่งอยู่ข้าง ๆ ป้าเถิด มองเห็นเจ้าเพียงแวบแรกก็นึกรักราวกับลูกสาวในอุทรทีเดียว วันนี้เห็นทีเราต้องพูดคุยกันให้มาก”
“โอ้… ได้เจ้าค่ะ…” หยุนเชวี่ยนั่งลงตรงเก้าอี้ถัดจากฮูหยินเฉียน นางรีบหันไปมองเจ้าอ้วนเฉียนด้วยความมึนงง
“ท่านแม่ของข้ามีนิสัยตรงไปตรงมาเช่นนี้แหละ ฮ่าฮ่าฮ่า…” มุมปากของเจ้าอ้วนเฉียนกระตุกครั้งหนึ่งและรีบนั่งลงอีกด้านหนึ่ง “ท่านแม่ อย่าทำให้เชวี่ยเอ๋อตระหนกไปสิขอรับ ช่วงนี้ข้าเองก็มัวยุ่งกับการอ่านตำราจนไม่มีเวลาอยู่กับท่าน ลูกคนนี้รู้สึกผิดมหันต์ เราใช้โอกาสนี้พูดคุยกันดีหรือไม่…”
“เรามีสิ่งใดต้องเจรจากันด้วยงั้นรึ? ข้าเลี้ยงลูกชายเช่นเจ้ามาแต่อ้อนแต่ออกมีหรือจะไม่รู้ว่าเจ้าเป็นคนเช่นไร?” ฮูหยินเฉียนไม่ไว้หน้าบุตรชายตนเองแม้แต่น้อย “ป้าจะบอกให้นะเชวี่ยเอ๋อ ความจริงแล้วป้าน่ะเกียจคร้านจะพูดคุยกับเขาเต็มที”
เจ้าอ้วนเฉียน…
ใต้เท้าเฉียนระเบิดเสียงหัวเราะลั่นเมื่อเห็นเช่นนั้น
“พี่สาว ท่านไม่ได้กลับมาที่บ้านนานเกือบครึ่งเดือนแล้ว มานั่งสนทนากับท่านแม่สักหน่อยดีหรือไม่?” เจ้าอ้วนเฉียนรีบหันไปทางพี่สาวคนโต… เฉียนจู่อวี้ซึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ทั้งเลิกคิ้วและขยิบตาเพื่อขอความช่วยเหลือ
“เมื่อคืนข้านอนห้องเดียวกันกับท่านแม่ พูดคุยกันตลอดทั้งคืนจนหมดเรื่องแล้ว” เฉียนจู่อวี้เท้าคางพลางตอบด้วยน้ำเสียงทะเล้น
“งั้นพี่ใหญ่… ท่านเพิ่งกลับมาจากเมืองหลวงมิใช่หรือ? เล่าสถานการณ์ที่นั่นให้ท่านแม่ฟังด้วยสิขอรับ” เจ้าอ้วนเฉียนเหลือบมองไปยังตัวช่วยอีกคนคือพี่ชายคนโตของเขา… เฉียนจินชาน
“ทั้งหมดนั่นใช่จะเป็นเรื่องใหญ่ เห็นทีท่านแม่คงไม่สนใจฟังกระมัง” เฉียนจินชานยิ้มยียวน สายตาชำเลืองมองไปยังหยุนเชวี่ย “ข้าเชื่อว่าท่านแม่คงอยากฟังเรื่องนอกบ้านเสียมากกว่า!”
เจ้าอ้วนเฉียนเชื่อมั่นมาโดยตลอดว่าพี่ชายและพี่สาวต่างรักและตามใจเขามากที่สุด คาดไม่ถึงว่าวันนี้ทั้งสองจะแปรพักตร์ไปอยู่ฝั่งเดียวกับผู้เป็นแม่ทั้งยังส่งยิ้มให้ราวไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
“เชวี่ยเอ๋อ ปีนี้เจ้าอายุเท่าไรแล้วหรือ?” ฮูหยินเฉียนเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม
“ผ่านวันตรุษไปก็อายุสิบสามปีแล้วเจ้าค่ะ”
“โอ้! ที่แท้ก็เกิดปีมะโรงนั่นเอง ไม่เลว…ไม่เลว ครอบครัวของเจ้ามีใครบ้างล่ะ? พ่อและแม่ของเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?”
“ข้ายังมีพี่น้องสองคนคือพี่สาวและน้องชายเจ้าค่ะ ท่านพ่อและท่านแม่แข็งแรงดี ขอบคุณท่านป้าที่ถามถึง”
“ประเสริฐแท้…” เมื่อฮูหยินเฉียนเห็นว่าหยุนเชวี่ยกล่าววาจาชัดถ้อยชัดคำและวางตัวสุภาพราวได้รับการอบรมเป็นอย่างดีจึงนึกชื่นชอบขึ้นไปอีก นางหยุดชะงักไปครู่หนึ่งก่อนตั้งคำถามต่อไป “พี่สาวของเจ้าอายุเท่าใด? นางแต่งงานแล้วหรือ?”
สิ้นคำกล่าว เจ้าอ้วนเฉียนจึงรีบเหยียดขาออกไปเหยียบเท้าของผู้เป็นแม่ใต้โต๊ะทันที
ฮูหยินเฉียนตระหนักรู้ตัวจึงเบี่ยงกายเล็กน้อยและใช้มือพยุงขอบโต๊ะเอาไว้ “โอ้ ฮิฮิ… ป้าหมายความว่าหากพี่สาวของเจ้ายังไม่ได้แต่งงาน ป้าพอมีเด็กหนุ่มอุปนิสัยดีสองสามคนต้องการแนะนำให้กับนางเท่านั้น…”
“ท่านแม่ของข้าช่างรีบร้อนเสียจริงเชียว ฮ่าฮ่า…” เจ้าอ้วนเฉียนเหยียบเท้ามารดาอีกครั้ง “ท่านแม่ พบเจอหน้าครั้งแรกก็ถามไถ่ถึงครอบครัวของนางเสียแล้ว!”
“ท่านป้าช่างมีเมตตายิ่งนัก เชวี่ยเอ๋อต้องขอขอบคุณท่านก่อน ทว่าพี่สาวมีคนมาทาบทามแล้วเจ้าค่ะ หลังผ่านพ้นช่วงฤดูใบไม้ร่วงก็สามารถตัดสินใจได้แล้ว” หยุนเชวี่ยหดเท้ากลับไปชิดเก้าอี้ทันที เมื่อครู่ถูกย่ำเหยียบเสียจนเจ็บไปหมด
“โอ้! มีคนมาทาบทามแล้วอย่างนั้นหรือ?! นับเป็นเรื่องมงคลไม่น้อย รอให้ถึงเวลานั้นก่อนเถิด หากพ่อแม่ของเจ้าเตรียมการแต่งงานให้พี่สาวของเจ้าเมื่อไรป้าคนนี้จะส่งของกำนัลไปร่วมแสดงความยินดี!” ฮูหยินเฉียนแสร้งเชื่อมบทสนทนาต่อไปอย่างแนบเนียน ทำให้หยุนเชวี่ยไม่นึกเอะใจสงสัยแม้แต่น้อย
หยุนเชวี่ยรู้สึกว่าฮูหยินเฉียนผู้นี้มีน้ำใจเปี่ยมล้นยิ่ง ไม่ใช่สตรีประเภทหน้าซื่อใจคดดังที่นางเคยเห็นผ่านตา เพราะการกระทำล้วนตรงไปตรงมาปราศจากการเสแสร้ง นับตั้งแต่อีกฝ่ายเดินเข้าประตูภัตตาคารมาก็คาดเดาได้ว่านางมิใช่คนเจ้ายศเจ้าอย่างแต่อย่างใด
รูปลักษณ์ภายนอกของฮูหยินเฉียน แม้ว่านางจะแต่งตัวอย่างพิถีพิถันแต่ใบหน้ากลับไม่ประโคมแต่งจนเกินงาม อาจกล่าวได้ว่านางไม่มีสิ่งใดโดดเด่นไปกว่าสตรีนางอื่น ทว่าการที่นางสามารถแต่งเข้าตระกูลเฉียนในฐานะฮูหยินใหญ่ได้จะต้องมีความสามารถที่เหนือธรรมดาอย่างแน่นอน
“เชวี่ยเอ๋อ” ฮูหยินเฉียนจับมือของหยุนเชวี่ยเปลี่ยนมาวางตรงหน้าก่อนบีบมือสองครั้งและกล่าวต่อ “สมัยที่ป้ายังเยาว์วัย ป้าเดินทางขึ้นเหนือล่องใต้มาแล้วทั่วสารทิศจึงพอมีทักษะติดตัวด้านการทำนายทายทักมาบ้าง วันนี้ขอให้ป้าได้ทำนายดวงชะตาของเจ้าบ้างได้หรือไม่?”
“ท่านป้าสามารถทำนายได้ด้วยหรือเจ้าคะ?” หยุนเชวี่ยไม่อาจระงับสีหน้าประหลาดใจได้ แม้นางไม่ค่อยปักใจเชื่อเกี่ยวกับเรื่องทั้งทางโหราศาสตร์หรือไสยศาสตร์ใด ๆ ในยุคสมัยนี้ ทว่ากลับพยักหน้าและให้ความร่วมมือแต่โดยดี อย่างน้อยหากมีประเด็นสนทนาที่ลื่นไหลยังพอคลายความอึดอัดลงได้บ้าง
เจ้าอ้วนเฉียนเลิกคิ้วสูงกระทั่งบริเวณหน้าผากเกิดรอยยับย่นหลายเส้น เติบใหญ่มาจนกระทั่งอายุสิบสี่ปีเขาไม่ยักรู้ว่ามารดามีความสามารถพิเศษเช่นนี้! ที่แท้ท่านพ่อไม่ได้พาซินแสมาที่นี่แต่กลับเชิญท่านแม่ให้มาต้มตุ๋นนางงั้นหรือ?!
“เชวี่ยเอ๋อ มือของเจ้านุ่มนิ่มไปด้วยเนื้ออวบอิ่ม ส่วนกระดูกอ่อนบางนัก แสดงถึงความไม่ย่อท้อต่อสิ่งรอบข้าง เพียงสัมผัสก็พอรู้ว่าเจ้าจะต้องมีชีวิตที่ดีในภายภาคหน้า” ฮูหยินเฉียนยังคงจับมือหยุนเชวี่ยไว้และเพ่งพินิจฝ่ามืออย่างละเอียด “เส้นลายมือทับซ้อนเป็นเหรียญวงใหญ่และเหรียญวงเล็กที่เป็นรูปสี่เหลี่ยม แสดงให้เห็นว่าเจ้าไม่เพียงมีความมั่งคั่งในชีวิตเท่านั้น แต่ยังเป็นภรรยาช่วยหนุนนำสามีเป็นอย่างดี ในอนาคตหากผู้ใดแต่งงานกับเจ้า เขาจะประสบแต่ความโชคดีอย่างไม่ต้องสงสัย…”
เมื่อกล่าวถึงเรื่องโชคลาภ เหอยาโถวจึงโน้มตัวไปฟังบ้างเพราะความอยากรู้อยากเห็น
“หากต้องการอ่านลายมืออย่างแม่นยำมากขึ้นคงต้องคำนวณวันเดือนปีเกิดร่วมด้วย เชวี่ยเอ๋อ เจ้าเกิดวันที่เท่าไรหรือ? หากป้ารู้แล้วจะได้ทำการคำนวณให้อย่างรอบคอบอย่างไรล่ะ…”
…………………………………………………………
Amina22
#225 สงสารนายน้อยเฉียน จะชอบเชวี่ยเอ๋อฝ่ายเดียวหรือเปล่า
Andaman
ขุ่นแม๊น่ารักมากกกกก 😂😂😂