ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 226 อยากกลับบ้านเต็มที
หยุนเชวี่ยคิดเพียงว่าแม่ของเจ้าอ้วนเฉียนมีอุปนิสัยกระตือรือร้นจึงไม่คิดถือสาเอาความแต่อย่างใด นางตอบวันเดือนปีเกิดจริงของตนไปตามตรง โดยไม่ล่วงรู้เลยว่ากิจวัตรในเมืองว่าลึกล้ำ… กิจวัตรของผู้คนเกินหยั่งถึงยิ่งกว่า ทำให้ฮูหยินเฉียนสามารถหลอกล่อหยุนเชวี่ยสำเร็จสองสามหน
ใต้เท้าเฉียนยกยิ้ม ภายใต้ท่าทีเงียบเชียบแต่กลับจดจำตัวเลขเหล่านั้นไว้ได้จนขึ้นใจ เขาตั้งใจเข้าไปยังวัดในเมืองหลวงเพื่อขอให้ผู้ชำนาญช่วยคำนวณหาดวงชะตาที่สมพงศ์กัน จากนั้นค่อยเชิญแม่สื่อผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือที่สุดในมณฑลอันผิงมาพบเพื่อนัดหมายต่อไป
“โอ้! ไม่… ไม่… ไม่ดีแล้ว” ฮูหยินเฉียนแสร้งหยิกนิ้วตนเองพร้อมสูดลมหายใจเข้าลึก ดวงตาเบิกกว้างขณะจับจ้องไปยังหยุนเชวี่ย จากนั้นจึงสำรวจนางตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความกริ่งเกรง ปากก็พึมพำว่า “เชวี่ยเอ๋อ เจ้ามีโชคชะตามั่งคั่งอย่างไร้ที่ติ! หากถึงช่วงเวลาอันสมควรอาจได้ครอบครองผืนที่ดินอุดมสมบูรณ์กว่าหลายพันไร่ มีเงินทองมากมายเสียจนใช้ไม่หมดในชาตินี้ เพียงแต่…”
เจ้าอ้วนเฉียนแทบหยุดหายใจ
“เพียงแต่อะไรหรือขอรับ?” เหอยาโถวซึ่งตั้งใจฟังจนไม่กะพริบตารีบเอ่ยถามด้วยความคาใจ
“เพียงแต่ชีวิตยังขาดบุรุษชาติตระกูลดีมาเป็นคู่ครอง ทว่านั่นมิใช่เรื่องใหญ่ เส้นลายมือระบุชัดว่าคนผู้นั้นได้ปรากฏตัวในชีวิตของนางแล้ว เชวี่ยเอ๋อ เจ้าต้องตรึกตรองให้ดีว่าคนผู้นั้นเป็นใคร…” ในที่สุดฮูหยินเฉียนจึงพยายามโยงคำทำนายดังกล่าวเข้าหาการแต่งงานกับบุตรชายของตนอีกครั้ง
น่าเสียดายที่หยุนเชวี่ยไม่เชื่อคำทำนายเหล่านั้น ทว่าฟังหูไว้หูเสียเป็นเรื่องสนุกสนาน ส่วนคู่ครองชาติตระกูลดีที่ว่านางไม่ใส่ใจคิดทบทวนตามด้วยซ้ำ
“ท่านแม่…” เจ้าอ้วนเฉียนไม่สามารถทนสังเกตการณ์ได้อีกต่อไป ไหนเลยจะหลอกล่อผู้คนด้วยเรื่องไร้แก่นสารพรรค์นี้ หยุนเชวี่ยเองก็มีความรอบรู้ไม่น้อย คงไม่หลงกลคำทำนายเช่นนี้เป็นแน่
ขณะที่ฮูหยินเฉียนกำลังจะอ้าปากกล่าวคำใดต่อ เสียงของเสี่ยวเอ้อพลันดังขึ้นจากด้านนอกประตูห้องเสียก่อน “ห้องเทียนเป่า อาหารมาแล้วขอรับ…”
จากนั้นบรรดาสาวใช้จากตระกูลเฉียนก็ก้าวเข้ามาในห้องด้วยฝีเท้าเงียบเชียบพร้อมประคองจานอาหารอย่างระมัดระวัง เถ้าแก่ใหญ่ของภัตตาคารหลงชิงก้าวตามเข้ามาเพื่อนำเสนอชื่ออาหารแต่ละจานให้รับทราบ
“กุ้งชุบแป้งทอดดอกบัว *…”
* กุ้งชุบแป้งทอดดอกบัว = เป็นอาหารจีนซึ่งไส้ด้านในเป็นกุ้งปรุงรสห่อด้วยแป้งเกี๊ยวหลายชั้น จากนั้นจึงผ่าเป็นกลีบและนำไปทอด จะได้ทรงคล้ายดอกบัวบาน
“ปลาเก๋าลวกจิ้ม…”
“ลิ้นเป็ดพะโล้…”
“เต้าหู้ทรงเครื่อง…”
“ขาแกะย่างซอส…”
“ซุปเยื่อไผ่…”
อาหารถูกยกขึ้นบนโต๊ะจานต่อจาน ในฐานะที่เป็นเด็กในแถบชนบทซึ่งไม่เคยเห็นโลกภายนอกมากนัก หยุนเชวี่ยและเหอยาโถวจึงรู้สึกตื่นตาจนอ้าปากค้าง เพียงได้ยินชื่ออาหารโดยยังไม่เห็นหน้าตาก็คาดเดาได้แล้วว่าต้องเป็นอาหารชั้นเลิศอย่างแน่นอน
ยกตัวอย่างเช่นลิ้นเป็ด เป็ดหนึ่งตัวมีเพียงหนึ่งลิ้น ดังนั้นด้วยปริมาณที่ล้นจานจึงควรใช้เป็ดมากกว่ายี่สิบถึงสามสิบตัว ส่วนขาแกะในจาน มองเพียงปราดเดียวก็รู้ว่าต้องเป็นขาของลูกแกะที่มีอายุไม่เกินครึ่งปี ทั้งยังมีเยื่อไผ่…
หยุนเชวี่ยนับจานอาหารที่ถูกยกเข้ามาวางในใจ ไม่นานโต๊ะทรงกลมก็มีอาหารวางเรียงรายกว่ายี่สิบสองอย่าง ครั้นอาหารครบแล้วเถ้าแก่ใหญ่และสาวใช้จึงโค้งคำนับและถอยออกไปจากห้องรับรอง
เพื่อป้องกันไม่ให้มารดาเอ่ยถามเรื่องส่วนตัวของหยุนเชวี่ยอีกจึงรีบคีบอาหารวางลงในจานตรงหน้านางทันที “เชวี่ยเอ๋อ เจ้าต้องกินให้มาก ๆ นะ ลองชิมขาแกะเนื้อนุ่มฉ่ำนี่สิ เต้าหู้ในจานนั้นบดมาจากถั่วเหลืองและนำไปนึ่งในน้ำแร่จากภูเขา เนื้อปลาเก๋าถูกแล่เป็นชิ้นพอดีคำชุบกับไข่ขาวก่อนนำไปลวก ทำให้เนื้อสัมผัสละมุนกระทั่งละลายในปาก…”
เมื่อเห็นบุตรชายมีน้ำใจไมตรีถึงเพียงนี้ ใต้เท้าเฉียนและฮูหยินเฉียนจึงหันไปยิ้มให้กันและรับประทานอาหารตรงหน้าด้วยความอิ่มเอมใจ นอกจากเจ้าอ้วนเฉียนที่มัวเกร็งจนหยดเหงื่อผุดทั่วใบหน้า ทุกคนต่างพูดคุยและหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน
หลังเสร็จสิ้นมื้ออาหาร ฮูหยินเฉียนจึงเรียกหาสาวใช้คนหนึ่งให้ยกเอากล่องบุผ้าแพรเข้ามา ภายในกล่องมีถุงเงินสองใบที่ปักลายด้วยฝีมือประณีต นางมอบถุงใบที่เป็นลายนกยักษ์สยายปีกให้กับเหอยาโถว ส่วนถุงใบที่เป็นลายนกกระเรียนขาวเก้านภามอบให้กับหยุนเชวี่ย
“นี่คือเครื่องรางศักดิ์สิทธิ์ช่วยค้ำจุนความมั่งคั่งที่ทางวัดให้มา เก็บไว้แล้วรูดปากถุงปิดเสีย อย่าได้เปิดปากถุงเด็ดขาด มิเช่นนั้นเงินทองอาจรั่วไหล” ฮูหยินเฉียนกล่าวกำชับอย่างหนักแน่น
ทั้งสองพยักหน้ารับก่อนเก็บถุงเงินนั้นไว้ในอกเสื้อ
“เจ้าอ้วน เจ้ายังใคร่ตามพวกข้ากลับไปยังหมู่บ้านเพื่อดูกังหันน้ำอยู่หรือไม่?” เมื่อออกมาจากภัตตาคารแล้วเหอยาโถวจึงเอ่ยถาม
“ไว้โอกาสหน้าเป็นอย่างไร” เจ้าอ้วนเฉียนให้คำตอบอย่างเอาใจใส่ “วันนี้เจ้าและเชวี่ยเอ๋อคงเหน็ดเหนื่อยไม่น้อย รีบกลับไปพักผ่อนให้เพียงพอเถิด หากข้าว่างเมื่อใดจะไปพบพวกเจ้าทั้งสองที่หมู่บ้านไป๋ซีด้วยตนเอง”
ชายหนุ่มสารถีคนเมื่อวานบังคับบังเหียนให้อาเหลียงเคลื่อนมาตรงหน้าพวกเขา ครั้นเจ้าม้าแสนรู้เห็นว่าหยุนเชวี่ยคือเด็กหญิงที่ได้พบเมื่อวานนี้จึงส่งเสียงฟืดฟาดพร้อมตะกุยกีบเท้าหน้าเป็นการใหญ่
ทั้งสองกล่าวอำลาครอบครัวตระกูลเฉียนและก้าวขึ้นรถม้า ชายหนุ่มผู้ขับรถม้าหัวเราะก่อนกล่าวว่า “คุณหนูเชวี่ยเอ๋อ เจ้าว่าแปลกหรือไม่? ก่อนข้าจะออกมาที่นี่ข้าได้บอกอาเหลียงว่าจะออกมารับเจ้า ไม่น่าเชื่อว่ามันเข้าใจทั้งยังวิ่งเหยาะ ๆ อย่างยินดีมาตลอดทางเชียวล่ะ!”
“จริงหรือ?” หยุนเชวี่ยเท้าแขนตรงกรอบหน้าต่าง ริมฝีปากโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้ม “เห็นทีอาเหลียงคงมีวาสนาต่อข้า!”
“ไม่น่าเชื่อว่ารัชศกนี้แม้แต่ม้ายังฉลาดรู้ความในการเอาอกเอาใจสตรี” เหอยาโถวซึ่งกินอาหารอย่างอิ่มหนำสำราญเอนศีรษะซบกรอบหน้าต่างอีกด้านอ้าปากหาวก่อนจะเบ้ปาก
สิ้นคำกล่าว อาเหลียงที่ยังวิ่งเหยาะ ๆ อย่างสบายอุราในตอนแรกกลับยกสองขาหน้าขึ้นฟ้าทำให้รถม้าแอ่นไปด้านหลังโดยแรง ทำให้ศีรษะของเหอยาโถวที่กำลังง่วงงุนโขกเข้ากับผนังรถม้าจนสะดุ้งโหยง ความง่วงมลายหายไปสิ้น
“กะ… เกิดอะไรขึ้นกับมันน่ะ?!” เหอยาโถวตะโกนลั่นพลางยกมือขึ้นลูบบริเวณที่ถูกกระแทกป้อย ๆ
“คุณหนูเหอ อาเหลียงเชื่อว่าตนเป็นมนุษย์ไปเสียแล้ว หากเรียกมันว่าม้าอีกหน ประเดี๋ยวมันคงโกรธและดื้อด้านไม่ยอมออกเดิน” ชายหนุ่มพูดพลางยื่นมือออกไปปลอบประโลมมันให้สงบลง
“เฮ้! เจ้าม้าบ้านี่ชักจะรู้ภาษาคนเกินไปแล้ว!” ครั้นเห็นว่ามันตั้งท่าจะพยศอีกครั้งเหอยาโถวจึงเม้มปากโดยพลันและใช้สองมือจับกรอบหน้าต่างไว้มั่น
“เหตุใดเจ้าจึงเอาแต่จะทะเลาะกับอาเหลียงกันนะ?!” หยุนเชวี่ยอดหัวเราะไม่ได้
เหอยาโถวหดศีรษะกลับเข้าไปในตัวรถม้าทันที จากนั้นจึงลดระดับเสียงลง “มันเป็นม้าแต่ไม่ยอมรับว่าตัวเองเป็นสัตว์ เช่นนี้จะไม่ให้ข้าโวยวายได้อย่างไร?! เจ้านี่ช่าง…”
รถม้าแล่นออกจากถนนสายหลัก ครั้นผ่านมาถึงหน้าร้านขายของชำหยุนเชวี่ยพลันนึกถึงบางสิ่งขึ้นได้จึงโบกมือเพื่อให้ชายหนุ่มหยุดรถ “พี่ชาย หยุดรถก่อนเถิด ข้าต้องซื้อของบางอย่าง…”
“เชวี่ยเอ๋อ เจ้าจะซื้อสิ่งใดรึ?”
“รอข้าประเดี๋ยว”
หยุนเชวี่ยกระโดดลงจากรถม้าและเดินเข้าไปในตัวร้าน นางเคาะโต๊ะด้านหน้าหนึ่งครั้งเพื่อปลุกเถ้าแก่ที่งีบหลับและถามหาสิ่งของที่ต้องการ “ท่านลุงเจ้าคะ มีมีดโกนขายหรือไม่?”
“มี ต้องการแบบใดดีล่ะ?”
“มีหลายแบบด้วยหรือ?”
“อย่างธรรมดาราคาสิบเหรียญ ส่วนแบบพับได้ราคาสิบห้าเหรียญ”
“ต่างกันอย่างไรบ้าง?”
เถ้าแก่พยายามเปิดเปลือกตาขึ้นอย่างเกียจคร้าน “แตกต่างกันที่พับได้และพับไม่ได้ ทั้งยังแตกต่างที่การใช้งานว่าใช้งานสะดวกหรือไม่สะดวก”
“ข้าขอแบบสิบห้าเหรียญหนึ่ง… ไม่สิ… สองเล่มเจ้าค่ะ”
สิ้นคำกล่าวฉะฉาน เถ้าแก่จึงขยับกายและเคาะนิ้วมือกับโต๊ะตรงหน้า
“ซื้อสองเล่มยิ่งต้องราคาถูกลง ขอซื้อที่ราคายี่สิบห้าเหรียญได้หรือไม่เจ้าคะ?” หยุนเชวี่ยหยิบถุงเงินออกมาและนับเหรียญวางบนโต๊ะแบ่งจำนวนเป็นห้ากอง กองละห้าเหรียญ
“ย่อมได้ บ่ายคล้อยแล้วนี่นา…” เถ้าแก่อ้าปากหาวก่อนหันไปหยิบมีดโกนออกมาจากกล่องในตู้ไม้ด้านหลัง จากนั้นจึงวางกระแทกลงบนโต๊ะพร้อมกวาดเงินเก็บลงลิ้นชักและฟุบหน้าหลับต่อ
หยุนเชวี่ย…
นางคิดว่าเถ้าแก่คงต้องต่อรองราคากับตนอีกพักใหญ่และหยิบยกเหตุผลว่าเป็นร้านเล็ก ๆ จึงไม่อาจลดราคาให้ได้ คาดไม่ถึงว่าการซื้อขายจะเป็นไปอย่างง่ายดายเช่นนี้ ซึ่งทำให้นางเกิดความรู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อยราวตนถูกฉ้อโกง
หยุนเชวี่ยจับจ้องไปยังมีดโกนสองเล่มที่อยู่บนโต๊ะและลังเลไม่กล้าหยิบมันขึ้นมา
“ต้องการสิ่งใดเพิ่มรึ?” เถ้าแก่เงยหน้าขึ้นและเอนตัวไปราวไร้กระดูกสันหลัง
หยุนเชวี่ยถูฝ่ามือไปมา “เอ่อ… คุณลุง เมื่อครู่นี้ข้าพูดผิดไป ข้าต้องการพูดว่าจะจ่ายสองเล่มในราคายี่สิบเหรียญต่างหากล่ะ…”
“นังเด็กเหลือขอ! คิดจะมาก่อปัญหาที่ร้านข้าหรืออย่างไร?! จะซื้อก็หยิบไปซะ! หากไม่ซื้อก็ไสหัวออกไปเสีย!”
“ท่านลุง ระงับโทสะก่อนเถิดเจ้าค่ะ ทะ… ท่านอย่าใจร้อนไป ฟังข้าสักหน่อย…”
…………………………………………………………….