ยอดเซียนหญิงทำนายชะตา - ตอนที่ 629 คนบ้า / ตอนที่ 630 สืบข้อมูล
ตอนที่ 629 คนบ้า / ตอนที่ 630 สืบข้อมูล
ตอนที่ 629 คนบ้า
หนิงเป่ยอ๋องรู้สึกเสียใจอย่างยิ่งในเวลานี้ หากรู้ว่าจะมีวันนี้ เข้าก็จะขับไล่มารดาแล้วเก็บลูกเอาไว้ จะไม่ยอมให้ผู้หญิงคนนั้นทำร้ายเด็กดีๆ คนหนึ่งได้!
แต่ตอนนี้จ้าวซวีจือไม่ฟังอะไรทั้งนั้นแล้ว
เขารู้แค่ว่ารัชทายาททำร้ายเขา!
“เสด็จพ่อ…ท่านแก้แค้นให้ข้านะ แขนของข้าขาดแล้ว…” เขายังคงพร่ำบ่น
สีหน้าของหนิงเป่ยอ๋องเดี๋ยวก็เขียวเดี๋ยวก็แดงยากจะบอกได้ “พ่อทำดีที่สุดแล้วเพื่อตัวเจ้า เจ้าวางแผนทำร้ายรัชทายาท ด้วยนิสัยที่ฮ่องเต้ชอบปกป้องรัชทายาท เจ้าคิดว่าพระองค์จะทรงปรานีไว้ชีวิตเจ้าอย่างนี้หรือ เจ้าลองนึกดูองค์ชายรองกับองค์ชายสามมีจุดจบอย่างไรเมื่อไม่เคารพพี่ชายคนโตของตนเอง! ยิ่งไปกว่านั้นเจ้าก็เป็นแค่ลูกที่เกิดจากชายารอง หากฮ่องเต้ทรงไม่เห็นแก่หน้าขา เจ้าคงถูกประหารชีวิตไปแล้ว ซึ่งมันสมควรแล้วแก่เจ้าแล้ว!”
“อยู่ที่นี่ พ่อได้เตรียมการไว้ให้เจ้าแล้ว แม้จะถูกคุมขังแต่ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องอาหารการกิน หากเจ้ารู้สึกเบื่อ พ่อจะให้คนเอาหนังสือมาให้เป็นระยะๆ เพื่อแก้เบื่อ แต่ก็คงทำได้เพียงเท่านี้ อีกอย่าง…”
หนิงเป่ยอ๋องลูกชายของตนด้วยสายตาลึกซึ้ง “มารดาของเจ้าตายไปแล้ว”
จ้าวซวีจือจ้องหน้าเขาด้วยความตกใจ
“เจ้าก็ไม่ต้องไปเคียดแค้นคนอื่น เรื่องนี้ข้าเป็นคนลงมือเอง ผู้หญิงชั้นต่ำคนนั้นทำลายชีวิตเจ้าก็ต้องชดใช้ด้วยชีวิต!”
หนิงเป่ยอ๋องพูดจบก็กวาดตามองแขนของลูกชาย “อนุภรรยาที่เจ้าคิดจะรับเข้าบ้าน ข้าได้ให้คนส่งนางกลับไปอำเภอสวินแล้ว เจ้าตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ก็อย่าได้ไปทำร้ายคนอื่นอีกเลย”
หนิงเป่ยอ๋องพูดจบก็จากไป
“เสด็จพ่อ! เสด็จพ่ออย่าเพิ่งไป! ท่านช่วยข้าออกไปด้วย!”
“เสด็จพ่อ! ข้าไม่ใช่ลูกของท่านหรือ! ทำไมท่านไม่สนใจข้า!”
“…”
ทันทีที่จ้าวซวีจือยื่นมือแล้วพุ่งตัวออกไป ร่างของเขากลับกระแทกลงกับพื้นอย่างช้าๆ กดทับบาดแผลพอดิบพอดี ไม่นานนักเลือดก็ไหลออกจากบาดแผลไม่หยุด
จ้าวซวีจือไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งเขาจะต้องกลายเป็นคนพิการ
เมื่อก่อนเขาหัวเราะเยาะที่รัชทายาทเป็นคนพิการ แต่อย่างน้อยมือขวาของรัชทายาทก็ยังดูครบถ้วนสมบูรณ์!
กระทั่งว่ายังสามารถถือของได้!
แต่เขาเล่า?
บัดนี้แขนข้างหนึ่งของเขาไม่มีแล้ว!
เสด็จพ่อก็ไม่ต้องการเขาอีก เขาจะต้องอยู่ในที่แบบนี้ไปตลอดชีวิตจริงๆ หรือ
เขามาเข้าใจว่าตนเองทำผิดอะไร ใครๆ ก็บอกอย่างนั้นนี่ บอกว่าเขาไม่ด้อยไปกว่ารัชทายาท แม้แต่ฮ่องเต้ก็ยังเคยชมเขา?!
จ้าวซวีจือเดี๋ยวก็ร้องไห้เดี๋ยวก็หัวเราะราวกับคนบ้า
แต่ด้านนอกในเวลานี้คนที่ดูเหมือนกับคนบ้ากลับมีมากกว่า
แม้ว่าฮ่องเต้จะยังไม่ได้มีพระราชโองการออกมา แต่เรื่องที่รัชทายาทขอพระราชทานสมรส ในวังก็แพร่กระจายออกไปแล้ว
แต่ละบ้านต่างก็ตกตะลึงอึ้งไปกันหมด
พวกเขาเคยนึกถึงคนที่อาจจะได้เป็นพระชายาของรัชทายาท!
ตอนที่เรื่องการแต่งงงานของคุณหนูตระกูลต่งและองค์ชายสี่ยังไม่ได้กำหนดนั้น พวกเขานึกไปว่าอาจจะเป็นคุณหนูต่งก็ได้!
ถึงอย่างไรแม่นางผู้นั้นก็งดงามเฉลียวฉลาด มีพรสวรรค์และมีชื่อเสียงที่ดี!
หรืออาจจะเป็นแม่นางจากตระกูลชู แม่นางชูได้ชื่อว่าเป็นสาวงามอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวง หน้าตาของนางงดงามล่มเมือง รูปโฉมราวกับบุปผา!
แต่ไม่เคยนึกเลยว่าจะเป็นเซี่ยเฉียว!
ยิ่งไปกว่านั้น หลายคนต่างก็รู้สึกว่า ตั้งแต่ปีที่แล้วตระกูลเซี่ยราวกับได้รับความช่วยเหลือจากเทพเซียน มีเรื่องดีๆ เกิดขึ้นมากมายอย่างต่อเนื่อง!
เซี่ยผิงกั่งนั่นก็ได้เลื่อนตำแหน่งและมั่งมีขึ้นมาสองครั้งติดต่อกัน ลูกชายคนที่สองของตระกูลเซี่ยตอนนี้ก็ได้เป็นศิษย์หลานของหลีซื่อเหยี่ยน ศิษย์คนรองของเซียวอวี้หรง!
เซี่ยหนิวซานที่ไร้สมองก็ได้เลื่อนตำแหน่งสูง!
บัดนี้หญิงสาวจากตระกูลเซี่ยยังได้ตำแหน่งพระชายารัชทายาทอีก!
ตระกูลเซี่ยจะขึ้นสวรรค์ไปเลยหรือ!
ขุนนางใหญ่ที่ออกมาจากวังเหล่านั้นก็ไม่ได้อยู่นิ่งเฉย หลังจากที่พวกเขาออกมาแล้วก็รีบส่งคนไปสืบประวัติความเป็นมาของแม่นางเซี่ยทันที
นางเป็นคนเช่นกันไรกันแน่จึงสามารถทำให้คนที่อดทนไม่แต่งภรรยามาได้ตลอด จู่ๆ ก็ยอมแหกกฎ!
ตอนที่ 630 สืบข้อมูล
การสืบหาข้อมูลเกี่ยวกับแม่นางเซี่ยผู้นี้ไม่ใช่เรื่องยาก
ถึงอย่างไรแม่นางเซี่ยก็คนของสำนักศึกษาหลวง แม้ว่าในแต่ละตระกูลอาจจะไม่มีเด็กที่เรียนอยู่ในสำนักศึกษาหลวง ก็จะต้องมีญาติหรือเพื่อนฝูงสักคนอยู่เสมอ
ดังนั้นวันถัดมาคนที่ไปเยี่ยมเยือนเพื่อนจึงมีมากขึ้น
“คุณหนูใหญ่ตระกูลเซี่ยผู้นั้นเป็นอย่างไรบ้าง” ขุนนางคนหนึ่งพูด
“ท่านหมายถึงเซี่ยเฉียวหรือ” หนุ่มน้อยคนหนึ่งหน้าแดงเล็กน้อย “แม่นางเซี่ยหน้าตางดงามมาก งามราวกับนางฟ้าลงมาจุติ”
“เทียบกับแม่นางตระกูลชูผู้นั้นเล่า”
“ไม่ได้ด้อยกว่า”
“เจ้าบอกว่าแม่นางเซี่ยรำกระบี่ได้ด้วย?” ขุนนางอีกคนหนึ่งพูด
“นางร่ายรำได้อย่างเดียวที่ไหนกันเล่า ผู้น้อยเห็นกับตาตัวเองมาแล้วว่านางร่ายรำได้ราวกับนางเซียนล่องลอยเลยทีเดียว แม้จะไม่ได้นุ่มนวลนัก แต่มีความกล้าหาญดุดันและเด็ดขาด นางก็เลยได้ประทานหยกขาวจากรัชทายาท!”
“ไม่เพียงแต่นางจะรำกระบี่ได้เท่านั้น ยังต้องบอกว่านางรำได้อย่างเชี่ยวชาญและเป็นที่น่าจดจำมาก ทั้งยังสอบได้ที่หนึ่งในแปดวิชา ต่งซีอวิ๋นนั่นอย่างมากก็ได้แค่ที่สามหรือที่สี่เท่านั้น อะไรที่แม่นางต่งทำได้แม่นางเซี่ยก็ทำได้หมด เหนือกว่านางไปทุกเรื่อง!”
“…” ขุนนางใหญ่ที่มาสืบเรื่องราวตกตะลึงไปทันใด
ที่สำนักศึกษาหลวง แม้จะเป็นการสอบของฝั่งศิษย์หญิงก็ไม่ได้ง่ายเลย
นางสอบได้ที่หนึ่งแปดวิชา เห็นได้ชัดเลยว่าคนผู้นี้จะต้องมีความสามารถอย่างแน่นอน
ดังนั้นแม่นางคนนี้เป็นหญิงอัศจรรย์ที่สามารถอยู่เหนือหญิงที่มีความสามารถอันดับหนึ่งและสาวงามอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวงได้?
“ช่างน่าเสียดาย…” ผู้น้อยคนนั้นน้ำเสียงเปลี่ยนไป
ขุนนางคนหนึ่งรู้สึกบีบหัวใจ “เจ้าเสียดายอะไร”
“น่าเสียดายที่แม่นางเซี่ยได้ชื่อว่าเป็นคนอายุสั้น ก่อนหน้านี้ที่นางร่ายรำกระบี่ก็เป็นลมไป หมอหลวงเป็นคนจับชีพจรให้นางเอง แล้วบอกว่านางจะอยู่ได้อีกนานเท่าไรนั้นก็ขึ้นอยู่กับโชคชะตา นางไม่ควรจะรู้สึกโกรธหรือโมโห และต้องบำรุงร่างกายให้ดี ต่อให้เป็นอย่างนี้ก็ยังเกรงว่าจะอยู่ได้ไม่ถึงยี่สิบปี!”
เดิมทีเรื่องที่นางอายุสั้นนี้ก็ไม่ใช่ความลับอะไร
ตอนนี้คนที่รู้เรื่องนี้ก็มีไม่น้อย
ไม่มีอะไรที่น่าตกใจ
นางจะอยู่ได้ไม่ถึงยี่สิบปี? นั่นไม่ใช่ว่า…ต่อไปรัชทายาทจะต้องแต่งงานใหม่อีกหรือ
แม่นางผู้นี้มีความรู้ความสามารถและรูปโฉมที่งดงามแตกต่างไปจากที่พวกเขาคิดอย่างสิ้นเชิง เดิมทีพวกเขาคิดว่านางจะเหมือนเซี่ยหนิวซาน นึกไม่ถึงว่าจะเป็นแม่นางที่ดีไปหมดทุกด้าน หากคนผู้นี้เป็นพระชายารัชทายาท ไม่ว่านิสัยใจคอด้านต่างๆ ก็ล้วนเหมาะสม
แต่ทำไมจึงอายุสั้นจัง!
ทุกคนต่างก็คิดว่าความเป็นไปได้ที่รัชทายาทจะแต่งงานกับนางด้วยความจริงใจมีไม่มาก
เกรงว่าคงเป็นเพราะได้ยินว่าแม่นางเซี่ยโดดเด่นกว่าว่าที่ชายาขององค์ชายสี่ไปหมดทุกด้าน จึงได้คิดที่จะแต่งกับนาง…
หรืออาจจะคิดว่าการแต่งงานนี้เป็นเรื่องยุ่งยากน่ารำคาญ จึงได้ใช้น้องสาวของคนสนิทตนเองมาเพื่อบังหน้า
เมื่อคิดเช่นนั้นพวกเขาก็รู้สึกว่าแม่นางเซี่ยผู้นี้ช่างน่าสงสาร
เดิมทีนางก็อายุสั้นอยู่แล้ว ต่อไปยังต้องมาเผชิญกับการปฏิบัติอย่างเย็นชาจากรัชทายาทอีก
เพิ่งจะวันแรกเท่านั้นกระแสลมก็เปลี่ยนทิศแล้ว
เซี่ยหนิวซานไปนับจำนวนคนตามปกติ ค่ายทหารค่อนข้างเข้มงวด จึงไม่ได้ยินข่าวลือใดๆ
เซี่ยผิงกั่งได้รับคำสั่งมาก่อนหน้านี้ เวลานี้เขาจึงค่อนข้างสงบนิ่ง ยามอยู่ที่บ้านก็ไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา
เซี่ยผิงไหวอยู่ที่บ้านตระกูลหลิน เซี่ยซีขยันวิ่งไปมาระหว่างสองบ้าน แต่นางเป็นคนพูดน้อยจึงไม่ได้พูดอะไรมาก ส่วนพ่อบ้านที่แม้จะได้ยินเรื่องนี้แล้ว แต่เมื่อเห็นว่าเจ้านายแต่ละคนยังนิ่งเงียบอยู่ เขาก็เลยรู้สึกว่าเรื่องนี้อาจจะไม่ใช่เรื่องจริงก็ได้
แม้ในใจจะมีคำพูดที่อยากพูดออกมากมาย แต่เขากลับไม่ได้พูดอะไรออกมา
เช้าตรู่สามวันให้หลังเซี่ยหนิวซานถูกขวางให้อยู่ภายในบ้าน
เซี่ยหนิวซานเห็นขันทีที่อยู่ข้างกายฮ่องเต้ และเห็นว่าเบื้องหลังเขามีสิ่งของมากมายมาด้วย เขาก็ยังไม่ทราบว่าเป็นเรื่องอะไร
ในมือกงกง[1] ถือราชโองการมาด้วย เขาก็ได้แต่ต้องเรียกให้ทุกคนในบ้านออกมาเพื่อคุกเข่าลงรับราชโองการทันที
“คุณหนูใหญ่ตระกูลเซี่ย ฮ่องเต้และรัชทายาทมีรับสั่ง ร่างกายของท่านสูงส่งล้ำค่า ไม่ต้องคุกเข่า แต่ให้ยืนรับราชโองการได้” กงกงเอาใจใส่อย่างยิ่ง
“…” เซี่ยหนิวซานงุนงงไปในทันที
[1] กงกง คำสรรพนามที่ชาวจีนในยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ใช้เรียกขันที
Yuki03
กรี๊ดดดดดดดดพ่อพอ.ของแม่จะสมหวังสักทีเนอะ ย้อนไปตอนเเรกๆขอโทษที่เกลียดขี้หน้านะ5555555