ทะลุมิติไปเป็นช่างเสริมสวยยุค 80 - ตอนที่ 986 จุดเปลี่ยนที่ไม่คาดคิด กลายเป็นเจ้าของกิจการ
- Home
- All Mangas
- ทะลุมิติไปเป็นช่างเสริมสวยยุค 80
- ตอนที่ 986 จุดเปลี่ยนที่ไม่คาดคิด กลายเป็นเจ้าของกิจการ
ตอนที่ 986 จุดเปลี่ยนที่ไม่คาดคิด กลายเป็นเจ้าของกิจการ
………………..
ตอนที่ 986 จุดเปลี่ยนที่ไม่คาดคิด กลายเป็นเจ้าของกิจการ
โจวลี่หรงโกรธจัด ยกมือขึ้นจะตบเฉินเจียซิ่งอีกครั้ง
เฉินเจียซิ่งรีบพูดขึ้น “แม่ครับ อย่าโกรธเลย พรุ่งนี้ผมจะไปหางานทำอีก ผมได้ติดต่อเพื่อนร่วมชั้นคนหนึ่งไว้แล้ว เขาทำธุรกิจเสื้อผ้า ผมจะไปเมืองเซินเจิ้นกับเขา แล้วทำธุรกิจขายส่งผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์”
“แกมีลู่ทางทำธุรกิจหรือ? มีเงินทุนหรือเปล่า?” โจวลี่หรงถามด้วยความสงสัย “ทำงานประจำยังไม่เป็นโล้เป็นพายเลย แล้วตอนนี้ยังจะไปทำธุรกิจอีก”
เฉินเจียซิ่งอธิบาย “ผมทำงานให้เขาก่อนได้ ติดตามเรียนรู้จากเขา รอให้มีเงินแล้วค่อยวางแผนต่อไป ไม่งั้นตอนนี้ผมก็ไม่รู้จะทำยังไงแล้ว ผมชอบถ่ายภาพ ผมมีความรู้เกี่ยวกับอุปกรณ์พวกนี้พอสมควร”
พูดถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ โจวลี่หรงสังเกตเห็นว่าบนโต๊ะในร้านถ่ายรูปมีกล้องถ่ายรูปวางอยู่หลายตัว รวมทั้งขาตั้งกล้อง และอุปกรณ์ล้างรูปต่างๆ ข้างๆ นั้นมีกล่องกระดาษวางอยู่อย่างไม่เป็นระเบียบ
โจวลี่หรงชำเลืองมองแล้วถามเขาว่า “ของพวกนี้ไม่เอาแล้วเหรอ?”
“ร้านจะปิดแล้ว เลยต้องขายอุปกรณ์ทั้งหมดทิ้ง” เฉินเจียซิ่งพูดถึงตรงนี้ ดวงตาหม่นลงเล็กน้อย แต่เดิมเจ้าของร้านบอกว่าถ้าเขาต้องการ ก็สามารถขายให้เขาในราคาถูกได้ แต่กระเป๋าเงินเขาในตอนนี้กำลังฟีบแบน แน่นอนว่ามันทำให้เขาไม่กล้าใช้เงินสุรุ่ยสุร่ายอีก
เฉินเจียซิ่งได้ยินคำถามนั้น ดวงตาที่หม่นหมองก็สว่างวาบขึ้นทันที เขาหยิบภาพถ่ายที่ตัวเองถ่ายมาให้โจวลี่หรงดู “แม่ครับ นี่เป็นภาพที่ผมถ่ายทั้งหมด ลองดูสิครับ ฝีมือการถ่ายภาพไม่มีปัญหาเลยใช่ไหม ผมแค่เป็นคนมีความสามารถแต่ไม่ได้รับโอกาสเท่านั้นเอง”
“ถ้าอย่างนั้น…หากซื้อร้านนี้มา แล้วให้แกเป็นคนบริหาร แกมั่นใจไหม?” โจวลี่หรงถามอย่างจริงจัง
เฉินเจียซิ่งชี้ไปที่ตัวเองด้วยความประหลาดใจ “ให้ผมบริหารเหรอครับ?”
โจวลี่หรงพยักหน้า
“มั่นใจหรือครับ?” เฉินเจียซิ่งถามก่อนจะก้มหน้าลง “แม่ครับ อุปกรณ์พวกนี้รวมถึงค่าใช้จ่ายทั้งหมดของร้าน รวมกันแล้วไม่ใช่เงินจำนวนน้อยเลย ผมเกรงว่าจะรับภาระไม่ไหว”
โจวลี่หรงกล่าวว่า “ถ้าแกตั้งใจจริงที่จะทำ แม่ให้ยืมเงินก้อนนี้ไปก่อนได้”
“แม่ครับ…” เฉินเจียซิ่งเอ่ยอย่างซาบซึ้ง
“ไปเชิญเจ้าของร้านของแกมาที่นี่หน่อย ฉันจะคุยกับเขา” โจวลี่หรงสั่ง
แต่เดิมเจ้าของร้านถ่ายรูปตั้งใจจะขายอุปกรณ์และยกเลิกสัญญาเช่าเพื่อกลับบ้านเกิด แต่พอได้ยินเฉินเจียซิ่งบอกว่าจะรับช่วงร้านถ่ายรูปของเขา เจ้าของร้านก็ตกลงทันที
นี่เป็นร้านที่เขาดำเนินกิจการมาสองปีแล้ว มีฐานลูกค้าที่มั่นคง พูดตามตรง การปิดร้านไปแบบนี้ช่างน่าเสียดายจริงๆ
ก่อนหน้านี้เขาเคยถามเฉินเจียซิ่งว่าต้องการอุปกรณ์ถ่ายรูปเหล่านี้หรือไม่ แต่เฉินเจียซิ่งกำลังมีปัญหาด้านการเงิน จึงต้องจำใจปฏิเสธไป
การโอนร้านหรืออะไรทำนองนั้น เขาไม่กล้าแม้แต่จะคิด เพราะไม่มีทางหาเงินก้อนใหญ่ขนาดนั้นมาทำเรื่องนี้ได้
ถ้าเป็นเมื่อก่อน บางทีเขาอาจจะกลับบ้านไปอ้อนผู้ใหญ่ได้ แต่ตอนนี้เขาไม่มีหน้า ที่จะกล้ากลับไปขอเงินแบบนั้น พ่อของเขาจะต้องฆ่าเขาแน่ๆ
เขาขอความช่วยเหลือจากเพื่อน น่าเสียดายที่พอแต่ละคนได้ยินว่าเป็นเรื่องยืมเงิน ก็ไม่มีใครสนใจเขาเลย
ไม่คาดคิดว่าในช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้ แม่ของเขาจะมาหาเขา และยินดีที่จะช่วยเหลือเขาอีกครั้ง
โจวลี่หรงตกลงข้อตกลงการโอนกับอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว และกลับบ้านไปเอาสมุดบัญชีเงินฝากของตัวเองเพื่อถอนเงิน และลงนามในข้อตกลงเสร็จเรียบร้อยในวันเดียวกัน
แต่เดิมเจ้าของร้านตั้งใจว่าจะรอให้รูปถ่ายทั้งหมดในร้านถูกรับไปหมดแล้วค่อยปิดร้านกลับบ้าน แต่ตอนนี้เฉินเจียซิ่งรับช่วงต่อแล้ว เจ้าของร้านจึงไม่รอช้าอีกต่อไป
เขามอบร้านให้กับเฉินเจียซิ่ง พร้อมกำชับให้ทำงานให้ดี แล้วก็เก็บข้าวของออกไป
เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย เฉินเจียซิ่งยังคงงุนงงอยู่ เขาไม่กล้าเชื่อว่าตัวเองได้เป็นเจ้าของร้านถ่ายรูปแล้ว ดังนั้นตอนนี้เขาก็ถือว่ามีกิจการเป็นของตัวเองแล้วสินะ?
นักเรียนส่วนใหญ่มาถ่ายรูปติดบัตรที่ร้านของพวกเขา เจ้าของร้านเล่าว่าในช่วงที่นักเรียนกำลังจะจบการศึกษาทุกปี เขายังรับงานถ่ายภาพรับปริญญาของนักเรียนด้วย ปกติแล้วลูกค้าที่เข้ามาถ่ายรูปก็มีอย่างไม่ขาดสาย
ถ้าเขาบริหารจัดการให้ดีและรักษาจำนวนลูกค้าเหล่านี้ไว้ได้ ธุรกิจก็น่าจะเติบโตได้อย่างน่าพอใจทีเดียว
เฉินเจียซิ่งกอดโจวลี่หรงไว้แน่น พูดด้วยน้ำเสียงสะอื้น “แม่ ขอบคุณครับ ขอบคุณจริงๆ ที่ช่วยผมไว้”
โจวลี่หรงยังคงไม่แสดงอารมณ์ใดๆ บนใบหน้า หล่อนผลักเขาออกอย่างเย็นชา “การที่แกกลายเป็นแบบนี้ แสดงว่าฉันล้มเหลวในการอบรมสั่งสอน ถือว่าฉันติดค้างแก! นี่จะเป็นครั้งสุดท้าย”
เฉินเจียซิ่งมองเห็นความเย็นชาและผิดหวังในดวงตาของมารดา หัวใจของเขารู้สึกเจ็บปวดและละอายใจอย่างยิ่ง “แม่ครับ อย่าพูดแบบนั้นเลย ผมจะพยายามอย่างเต็มที่ ผมจะไม่ทำให้แม่ผิดหวังอีก”
“เฉินเจียซิ่ง ตอนนี้ฉันไม่อยากฟังคำพูดของแกแม้แต่คำเดียว ฉันไม่อยากเสียลูกสะใภ้ที่ดีอย่างหงเสียไป เข้าใจไหม?” โจวลี่หรงตอบกลับอย่างเด็ดขาด
โจวลี่หรงไม่อยากแสดงละครเศร้าต่อไปอีก จึงเปลี่ยนเรื่องโดยสำรวจร้านและให้คำแนะนำ “จัดร้านนี้ใหม่ให้ดี ขูดผนังใหม่ทั้งหมด ตกแต่งใหม่ และทาสีผนังด้านนอกด้วย ส่วนเทคนิคการถ่ายภาพ ฉันให้คำแนะนำอะไรแกไม่ได้หรอก แกจัดการเองแล้วกัน”
เฉินเจียซิ่งรับปากซ้ำแล้วซ้ำอีก “แม่ครับ เรื่องนี้แม่วางใจได้เลย เทคนิคการถ่ายภาพของผมไม่มีปัญหาแน่นอน”
วันรุ่งขึ้น เฉินเจียซิ่งทำตามคำแนะนำของโจวลี่หรง โดยทาสีและจัดร้านถ่ายรูปใหม่ทั้งหมด เขาอยากเปลี่ยนป้ายร้านด้วย แต่โจวลี่หรงบอกว่ายังไม่จำเป็นในตอนนี้ เพราะลูกค้าเก่าๆ ล้วนมาเพราะชื่อเสียงของป้ายร้านเดิม หากเปลี่ยนทุกอย่างใหม่หมด ลูกค้าอาจจะไม่ยอมรับก็ได้
“อย่าเพิ่งบอกใคร ลองบริหารร้านดูก่อน และห้ามบอกใครว่าฉันให้แกยืมเงินก้อนนี้นะ” โจวลี่หรงกำชับ “ไม่อย่างนั้นพ่อแกจะตำหนิฉันด้วย”
เมื่อเร็วๆ นี้ทุกคนในครอบครัวต่างเข้าใจกันโดยไม่ต้องพูดถึงเฉินเจียซิ่ง หล่อนกลัวจริงๆ ว่าเมื่อเฉินเจียซิ่งกลับบ้าน ทุกอย่างในบ้านจะวุ่นวายอีกครั้ง
ร้านถ่ายรูปเล็กๆ นี้คงไม่ทำให้เฉินเจิ้นเจียงมองเขาด้วยสายตาที่แตกต่างไปจากเดิม เขาอาจจะรู้สึกแค่ว่าเฉินเจียซิ่งกำลังผลาญเงินอีกครั้ง
โจวลี่หรงเองก็ไม่แน่ใจว่าการกระทำแบบนี้ของหล่อนเป็นการตามใจเฉินเจียซิ่งอีกหรือไม่ แต่ในฐานะแม่ หล่อนไม่สามารถนั่งดูเฉยๆ ในขณะที่เฉินเจียซิ่งกับหยางหงเสียกำลังจะหย่าร้างกันได้
หล่อนต้องทำอะไรสักอย่าง เพื่อไม่ให้ครอบครัวเล็กๆ ของเฉินเจียซิ่งแตกสลาย
หล่อนจึงนำเงินเก็บที่สะสมไว้หลายปีออกมาซื้อร้านนี้ให้กับเฉินเจียซิ่ง ตอนที่ลูกยังเล็ก หล่อนยุ่งกับงาน ไม่ได้ใส่ใจดูแลและสั่งสอนอย่างจริงจัง ดังนั้นในฐานะพ่อแม่แล้ว ตอนนี้จึงต้องชดใช้สำหรับการอบรมเลี้ยงดูที่บกพร่องในอดีต
ด้วยเหตุนี้ โจวลี่หรงจึงยังไม่ได้บอกเรื่องที่เฉินเจียซิ่งเปิดร้านให้ใครรู้ และทำเป็นไม่รู้เรื่องเลย
หล่อนบอกให้เฉินเจียซิ่งรอจนกว่าธุรกิจจะมั่นคงแล้ว จึงค่อยหาโอกาสที่เหมาะสมกลับบ้านไปบอกเรื่องนี้กับผู้ใหญ่
เขาตั้งใจว่าจะรอจนกว่าหยางหงเสียกลับมา แล้วค่อยบอกพวกเขาพร้อมกันเรื่องที่เขาได้ซื้อร้านถ่ายรูปไว้
หลินเยี่ยน ชุนฟาง และคนอื่นๆ จะกลับมาในวันพรุ่งนี้ ลู่เจิ้งอวี่ก็รีบกลับมาจากเมืองหนานเฉิงแล้ว และตั้งใจจะไปรับที่สนามบิน
หลินเซี่ยเดิมทีคิดจะส่งคนไปรับพวกหล่อน แต่พอได้ยินว่าลู่เจิ้งอวี่กลับมาแล้ว เธอจึงให้หลินจินซานกับลู่เจิ้งอวี่ไปรับแทน
ลู่เจิ้งอวี่พบกับหลินจินซานที่ห้องเต้นรำ เขาถามว่า “พวกเราสองคนไปกันเองเหรอ? จะชวนพี่เจียซิ่งไปด้วยไหม?”
เมื่อพูดถึงเฉินเจียซิ่ง หลินจินซานทำหน้าเบื่อหน่ายแล้วหัวเราะ พูดว่า “เขาคงไม่กล้าไปรับภรรยาของเขาหรอก”
“ทำไมล่ะ?” ลู่เจิ้งอวี่ถามอย่างสงสัย
“ฉันจะลองถามเขาดูว่ากล้าไปหรือเปล่า” หลินจินซานพูดล้อเลียน พลางส่งข้อความเพจเจอร์ไปหาเฉินเจียซิ่ง ถามว่าเขาจะไปรับที่สนามบินด้วยกันหรือไม่
เฉินเจียซิ่งโทรกลับมาอย่างรวดเร็ว บอกว่าจะไปด้วยกัน
เมื่อเขาได้ยินว่าหลินจินซานจะขับรถไป จึงหน้าด้านเสนอให้หลินจินซานมารับที่ร้านถ่ายรูป
หลินจินซานด่าทอเฉินเจียซิ่งว่าไม่รู้จักอาย แต่การกระทำกลับสวนทาง เขาพาลู่เจิ้งอวี่ไปที่ร้านถ่ายรูปที่เฉินเจียซิ่งอยู่
จากนั้นพวกเขาก็ได้รู้โดยบังเอิญว่าเฉินเจียซิ่งได้ซื้อกิจการร้านถ่ายรูปนี้
………………………………………………………………………………………………………………………….
สารจากผู้แปล
ต้องขอบคุณแม่ให้หนักๆ เลยเจียซิ่งเอ๊ย ไม่มีแม่มาช่วยนี่จะเจอทางสว่างไหมเนี่ย
ไหหม่า(海馬)
………………..
puddingMT
หวังว่าจะ สำนึก และไม่ทำพังอีกนะคุณชายหยิบโหย่งเอ๊ยยยยยยยยยยยยยยยยยยย