เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 - บทที่ 855 การตอบโต้ทางธุรกิจ
บทที่ 855 การตอบโต้ทางธุรกิจ
ซุนเฉิงและเวิงอิ่งมาถึงเร็วมาก กู้หนานยุ่งจนไม่มีเวลา พวกเขาจึงนั่งแท็กซี่มาหาเองที่บ้านซะเลย
ซุนเฉิงถือถุงใบเล็กใหญ่และของขวัญต่าง ๆ อยู่ในมือ
เมื่อมาถึงบ้าน ภายในบ้านนั้นมีเพียงผู้เฒ่าลู่กับเฉินหย่าจือและเด็กน้อยเท่านั้น
วันนี้กู้หนานจะไปทดสอบสูตรยาที่ห้องทดลอง เดวิดเองก็อยู่ที่บริษัทด้วย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงลู่ฮ่าวที่อาจจะไม่กลับมาตอนกลางคืนด้วยซ้ำ
“เสี่ยวอิ่ง ซุนเฉิง เชิญเข้ามาเร็ว” เฉินหย่าจือตั้งใจรออยู่ที่บ้าน เมื่อเธอเห็นพวกเขามาถึง ก็ดีใจมากและรีบต้อนรับเข้ามาในบ้าน
เวิงอิ่งมองไปที่เฉินหย่าจือแล้วเรียกว่าป้าสะใภ้อย่างสนิทสนม
ผู้เฒ่าลู่กำลังเล่นของเล่นกับถงถงที่ลานบ้าน เมื่อเขาเห็นทั้งสองคนเข้ามา จึงอุ้มเด็กแล้วเดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้ม
“ซุนเฉิง เสี่ยวอิ่ง เหนื่อยแย่เลยใช่ไหม? รีบเข้ามาในบ้านเร็ว”
ซุนเฉิงเองก็กำลังจะเป็นพ่อคนแล้ว เมื่อเห็นถงถง เขาก็ยิ่งชอบเธอมากขึ้นกว่าเดิม
เขาอุ้มเธอขึ้นมา
“ถงถง อาซุนอุ้มหน่อยสิ”
ถงถงเองก็ไม่ได้กลัวคนแปลกหน้า เธอจึงให้เขาอุ้มโดยที่ไม่ร้องไห้
เวิงอิ่งมองสาวน้อยที่น่ารักทะนุถนอมด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรัก “ถงถงเป็นเด็กดีจริง ๆ”
เฉินหย่าจือจูงมือเวิงอิ่งเข้าไปในห้องนั่งเล่น แล้วรีบบอกให้แม่บ้านเด็กรินน้ำผลไม้มาให้พวกเขา
เฉินหย่าจือมองไปยังเวิงอิ่งและถามด้วยความห่วงใย “เสี่ยวอิ่ง สุขภาพของหนูเป็นยังไงบ้าง? ดูท่าทางหนูจะสบายดีนะจ๊ะ”
ขอเพียงเป็นคนรู้จักกัน เมื่อเจอกับเวิงอิ่ง ทุกคนก็ล้วนเป็นห่วงปัญหาด้านสุขภาพของเธอก่อนเป็นอันดับแรก
เวิงอิ่งตอบว่า “ป้าสะใภ้ สุขภาพหนูก็โอเคดีค่ะ”
“งั้นก็ดีแล้วละ อย่าลืมทำร่างกายให้อบอุ่น เวลาปกติก็อย่าให้เหนื่อยเกินไปนะ”
กู้หนานบอกเฉินหย่าจือและคนอื่นๆ ว่าเวิงอิ่งจะมาที่จิงตูเพราะเรื่องงาน แต่ไม่ได้บอกเรื่องการตั้งครรภ์ของเธอ
หากจะฟังคำพูดของผู้เฒ่า ยังไม่ถึงสามเดือนก็ยากจะประกาศเผยแพร่ออกไป
อีกอย่าง เรื่องการประกาศก็ควรจะให้เจ้าตัวบอกเอง
ตอนนี้เฉินหย่าจือไม่รู้เรื่องการตั้งครรภ์ของเวิงอิ่ง
เธอมองเวิงอิ่งและถามอย่างคาดหวัง “ฉันได้ยินจากหนานหน่านว่า หนังสือของหนูกำลังจะถูกสร้างเป็นภาพยนตร์หรือ?”
เวิงอิ่งพยักหน้า “ใช่ค่ะ ที่หนูมาคราวนี้ก็เพื่อพบปะคนจากบริษัทภาพยนตร์และโทรทัศน์น่ะค่ะ”
เฉินหย่าจือจับมือของเธอ แล้วมองดูเธอด้วยความชื่นชม “เยี่ยมจริง ๆ คนหนุ่มสาวอย่างพวกเธอนี่น่าทึ่งจัง”
เมื่อผู้เฒ่าลู่ที่อยู่ข้าง ๆ ได้ยินข่าวนี้ ก็ชื่นชมเวิงอิ่งยกใหญ่ “เสี่ยวอิ่งสุดยอดจริง ๆ ความมุ่งมั่นแรงกล้า จนสามารถประสบความสำเร็จอย่างวันนี้ได้ ช่างยอดเยี่ยมจริงๆ ตอนที่เพิ่งรู้จักเด็กคนนี้ ฉันละรู้สึกสงสารเธอจริง ๆ”
ผู้เฒ่าลู่นึกถึงตอนที่เวิงอิ่งมาหากู้หนานเพื่อรับการรักษา เธอเดินก็ไม่ได้ นิ้วก็ยังเหยียดไม่ตรง ดูไปแล้วน่าสงสารจับใจ
ตอนนี้ เธอไม่เพียงมีสุขภาพแข็งแรงดีแล้ว แต่สิ่งที่น่าชื่นชมที่สุดคือ ในช่วงสองสามปีที่ป่วย เธอก็ไม่ได้อยู่เฉย ๆ และเขียนหนังสือออกมาสองเล่ม จนตอนนี้กำลังจะนำมาสร้างภาพยนตร์แล้ว
เขารู้สึกว่า เรื่องราวของเวิงอิ่งสามารถนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์สร้างแรงบันดาลใจได้เลยทีเดียว
เวิงอิ่งมองสายตาอันเปี่ยมด้วยความรักและเมตตาของผู้เฒ่าลู่ แล้วพูดด้วยรอยยิ้ม
“คุณปู่ลู่ เรื่องก็ผ่านไปแล้ว ดูสิคะ ตอนนี้ฉันแข็งแรงแค่ไหน ข้อต่อของฉันไม่บวมหรือเจ็บปวดเลยสักนิดเดียว”
ซุนเฉิงพูดอย่างจริงใจอยู่อีกด้านหนึ่ง “ทั้งหมดเป็นเพราะความดีของหนานหน่าน การได้พบเธอถือเป็นวาสนาของเรา เธอช่วยเสี่ยวอิ่งไว้ และยังช่วยผมด้วย”
“เมื่อไหร่หนานหน่านจะกลับมาหรือคะ? ลุงของหนูเองก็ไปทำงานแล้วหรือ?” เมื่อเอ่ยถึงกู้หนาน เวิงอิ่งแทบรอจะเจอเธอไม่ไหว
เฉินหย่าจืออธิบายด้วยรอยยิ้ม “วันนี้หนานหน่านอยู่ที่ห้องทดลองของโรงงานผลิตยา จะกลับมาก็คงเป็นตอนบ่ายแล้ว ลุงของหนูช่วงนี้งานยุ่ง โรงพยาบาลหลายแห่งในประเทศได้แนะนำวัตถุดิบยาของบริษัทเรา เขาเลยยุ่งอยู่กับการหารือเรื่องความร่วมมืออยู่น่ะ”
“ธุรกิจของคุณลุงนับวันยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ เลยนะคะ ดีจัง”
เฉินหย่าจือกลัวว่าเวิงอิ่งจะเหนื่อย เธอจึงให้พวกเขาไปพักผ่อนที่ห้องพักแขกสักพัก แล้วค่อยให้พวกเขาลงมาชั้นล่างเมื่อกู้หนานกลับมาในตอนบ่าย
เมื่อทั้งสองคนพบหน้าก็สวมกอดกันอย่างอบอุ่นทันที
กู้หนานมองดูเธอแล้วยิ้ม “โอ้โห คุณนักเขียนใหญ่ ไม่ได้เจอกันตั้งนาน เธอยอดเยี่ยมขึ้นเรื่อยแล้วนะ จะไปพบกับผู้กำกับใหญ่แล้ว สีหน้าแบบนี้ก็ไม่เลวเลย”
เวิงอิ่งยังคงเอ่ยชมอีกฝ่ายโดยไม่ลังเลว่า “เธอเองก็เหมือนกัน เปิดทั้งโรงงานผลิตยา ตัวเธอก็ยังผลิตยาเองด้วย เธอต่างหากที่ยอดเยี่ยมที่สุด”
เฉินหย่าจือพูดด้วยรอยยิ้มอยู่ข้าง ๆ “พวกหนูไม่ต้องแย่งกันชมเรื่องธุรกิจหรอก ทั้งสองคนต่างก็ยอดเยี่ยมมาก สุดยอดมากกันทั้งนั้นจ้ะ”
“ใช่แล้ว พวกเราล้วนเป็นคนที่สุดยอด เพราะพวกเราต่างก็พยายามอย่างหนักนี่นา”
ถงถงกำลังเล่นตุ๊กตาอยู่ในห้องนั่งเล่น เมื่อเห็นแม่กลับมาแล้วไม่มากอดเธอ แต่ไปกอดคุณน้าแทน เธอจึงวิ่งเตาะแตะด้วยขาเล็กๆ นั้นเข้ามากอดขาของกู้หนาน
“อุ๊ย เจ้าตัวน้อยของฉันหึงซะแล้ว มาให้แม่กอดหน่อยเร็ว”
กู้หนานอุ้มถงถงขึ้นมาอย่างรวดเร็ว แล้วหอมแก้มเธอทีหนึ่ง
“นั่งลงเร็วเข้า”
กู้หนานอุ้มลูกและนั่งลงด้วยกันกับเวิงอิ่ง เมื่อมองเธอแล้วก็เอ่ยคำถามเดิมอีกครั้ง “ร่างกายเป็นยังไงบ้าง? เหนื่อยหรือเปล่า?”
เวิงอิ่งตอบ “ก็โอเคนะ ฉันเพิ่งจะไปงีบหลับมาครู่หนึ่ง”
“มาเถอะ ถงถง ขอคุณน้ากอดหน่อยสิจ๊ะ” เวิงอิ่งอ้าแขนออกคิดอยากจะกอดถงถง แต่ถงถงก็กลับวิ่งไปให้ซุนเฉิงอุ้มเธอ
“โอ้ ถงถงจะให้อาซุนอุ้มอีกหรือ มา พวกเราไปเล่นของเล่นกัน”
เห็นได้ชัดว่าซุนเฉิงใส่ใจเด็กน้อยเป็นพิเศษ เขาอุ้มเธอไปเล่นอีกด้านหนึ่ง
“พวกเธอคุยกันไปก่อนนะ เดี๋ยวคุณลุงกลับมาแล้วพวกเราค่อยกินข้าวกัน”
เฉินหย่าจือโทรไปที่สำนักงาน บอกว่าเวิงอิ่งกับซุนเฉิงมาถึงแล้ว และให้เขากลับบ้านโดยเร็วที่สุด
กู้หนานจับมือของเวิงอิ่ง และจับชีพจรของเธอเงียบ ๆ
หลังตรวจเสร็จ ก็พูดด้วยรอยยิ้ม “ดีมากเลย ทุกอย่างปกติดี”
“เธอไม่ได้บอกป้าสะใภ้เรื่องที่ฉันท้องหรือ?” เวิงอิ่งถามและมองไปทางห้องครัว
ถ้าเฉินหย่าจือรู้ว่าเธอท้อง ก็คงถามไถ่ขึ้นมาแล้วแน่นอน
กู้หนานยิ้มและพูดว่า “ฉันยังไม่ได้บอกพวกเขา ฉันอยากจะรอให้เธอมาบอกพวกเขาด้วยตัวเองมากกว่า”
ตอนที่เดวิดกลับมาถึง ภายในบ้านก็ครึกครื้นอย่างมาก
ซุนเฉิงอุ้มถงถงและเล่นแต่งตัวตุ๊กตา ขณะที่ผู้เฒ่าลู่ก็กำลังจัดของเล่นของเด็กน้อยอยู่ข้าง ๆ
เมื่อเวิงอิ่งเห็นเดวิด เธอก็ลุกขึ้นอย่างรวดเร็วและตะโกนว่า “คุณลุง”
“เสี่ยวอิ่ง ซุนเฉิง พวกเธอมาแล้วหรือ?” เดวิดพูดด้วยรอยยิ้ม “ขอโทษด้วยนะ วันนี้ฉันมีประชุมเลยกลับช้า”
“คุณลุง ไม่ช้าเลยค่ะ พวกเรารู้ว่าลุงค่อนข้างยุ่ง”
เมื่อเฉินหย่าจือได้ยินเดวิดกลับมา เธอก็ออกมาจากครัวแล้วพูดว่า “ในเมื่อทุกคนกลับมาหมดแล้ว เราก็มากินข้าวกันเถอะ”
เดวิดถอดเสื้อคลุมออกแล้วไปล้างมือ เมื่อไม่เห็นลู่ฮ่าว เขาจึงถามว่า “เสี่ยวฮ่าวยังไม่กลับมาหรือ?”
กู้หนานตอบว่า “วันนี้เขาจะกลับจากการผ่าตัด น่าจะประมาณแปดหรือเก้าโมงเช้า เรามากินข้าวกันเถอะ”
ซุนเฉิงยิ้มและถามว่า “พี่ฮ่าวอยู่ที่นี่ก็ยังงานยุ่งขนาดนั้นเลยหรือ?”
กู้หนานถอนหายใจ “ยุ่งยิ่งกว่าเมื่อก่อนซะอีก”
เฉินหย่าจือขอให้แม่บ้านทำอาหารหลายอย่าง เธอยังตั้งใจทำไก่เป็นพิเศษ บอกว่าช่วงนี้กู้หนานและคนอื่น ๆ มีงานยุ่งมาก ต้องดื่มซุปไก่บำรุงร่างกายสักหน่อย เธอเพิ่งตักแบ่งใส่ถ้วยเล็กแล้ววางไว้ตรงหน้าเวิงอิ่งอย่างเอาใจใส่ เวิงอิ่งยังไม่ทันได้ดื่มก็ปิดปากลุกวิ่งไปเข้าห้องน้ำทันที
ซุนเฉิงย่อมติดตามเธอไป
“นี่มันเกิดอะไรขึ้น?” เฉินหย่าจือและคนอื่น ๆ ต่างมองด้านหลังของเวิงอิ่งด้วยความสับสน
กู้หนานพูดขึ้น “แม่คะ อย่าเอาอาหารมัน ๆ ให้เสี่ยวอิ่งเลย เธอชอบอะไรก็ให้เธอคีบเองเถอะ”
เฉินหย่าจือในฐานะผู้มีประสบการณ์ ย่อมเข้าใจทันทีหลังจากฟังคำพูดและน้ำเสียงของกู้หนาน
แต่เธอก็ไม่ได้ถามอะไรมาก หลังจากขานรับแล้วก็กินข้าวต่อไป
หลังจากนั้นไม่กี่นาที ซุนเฉิงคอยดูแลเธออยู่ แล้วทั้งสองคนจึงเข้ามานั่งลงอีกครั้ง
เฉินหย่าจือและเดวิดมองหน้ากัน ก่อนถามด้วยรอยยิ้ม “ไม่เป็นไรใช่ไหม?”
“ไม่เป็นอะไรค่ะ”
ซุนเฉิงเอาซุปได้เทใส่ด้านหน้าของตัวเอง จากนั้นจึงคีบแตงกวาอร่อยชุ่มคอให้เวิงอิ่ง
เวิงอิ่งมองไปยังทุกคน แล้วประกาศข่าวดีว่า “คุณลุง ป้าสะใภ้ หนูท้องแล้วละค่ะ”
เมื่อเฉินหย่าจือได้รับการยอมรับจากเวิงอิ่ง เธอก็ปรบมืออย่างตื่นเต้น “จริงหรือ? ฉันรู้สึกแปลก ๆ อยู่แล้วเชียว แต่ว่าก็ไม่กล้าถาม นานแค่ไหนแล้วหรือจ๊ะ?”
“ประมาณสองเดือนค่ะ” เวิงอิ่งตอบ
“เยี่ยมจริง ๆ พวกเธอสองคนเองก็โตเป็นผู้ใหญ่กันแล้ว ก็ควรจะมีลูกกันสักคนแล้ว”
“มาเถอะ รีบกินข้าวเร็ว อยากกินอะไรก็ให้ซุนเฉิงคีบให้นะ”
เดวิดมองไปทางเวิงอิ่ง เขาดีใจมากที่ได้ยินข่าวดีนี้ แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกซับซ้อนอย่างมาก
เด็กคนนี้ก็เหมือนกับเขา โชคร้ายที่ต้องเกิดมาในครอบครัวที่เลวร้ายเช่นนี้ มีคนในครอบครัวที่แสนเย็นชาขนาดนั้น
แต่โชคดีก็คือ พวกเขาต่างรอดพ้นจากหล่มโคลนนั้นมาได้ และได้พบกับคนรักมิตรสหายที่ควรค่าให้ทะนุถนอมและไว้ใจ