เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 - บทที่ 853 ความสบายสงวนไว้สำหรับคนตาย
บทที่ 853 ความสบายสงวนไว้สำหรับคนตาย
เมื่อกู้ย่าฮุยกลับถึงบ้าน แล้วเห็นพ่อของเขาอุ้มหลานชายไว้บนหลังตามลำพัง เฉินรั่วหลินเองก็เพิ่งกลับมา และซื้ออาหารเข้ามาจากข้างนอก
“แม่ไปเรียนเสริมสวยจริง ๆ หรือ?” กู้ย่าฮุยถามด้วยความไม่เชื่อ “ใครเป็นคนเสนอความคิดพิเรนทร์ ๆ ให้เธออีกล่ะ? เธอเพิ่งเปิดร้านและเริ่มต้นธุรกิจได้ไม่นานเองนะ ทำไมต้องไปเรียนเพิ่มด้วย? คิดอะไรของเขากันนะ?”
เฉินรั่วหลินอธิบาย “อาสะใภ้เป็นคนเสนอแนะและสนับสนุนเธอเองแหละ อุตสาหกรรมด้านความงามตอนนี้มีแนวโน้มที่ดีมาก ถ้าแม่ของฉันเรียนจบหลักสูตรจนมีทักษะและสามารถเปิดร้านเสริมสวยได้ ธุรกิจจะเฟื่องฟูยิ่งกว่านี้แน่ ๆ อีกทั้งยังสามารถโปรโมตแบรนด์เครื่องสำอางของเราได้ด้วย”
“แล้วเธอจะกลับมาตอนกลางคืนหรือเปล่า?” กู้ย่าฮุยมองไปที่พ่อผู้ชราที่กำลังอุ้มหลานอยู่ อดบ่นไม่ได้ว่า “พ่อ ทำไมไม่เล่าเรื่องแม่ให้ผมฟังเลยล่ะ? เธอหนีไปเรียนเสริมสวย แต่ทิ้งพ่อให้อยู่บ้านดูแลหลานตามลำพัง แบบนี้ไม่เหนื่อยแย่หรือ?”
กู้ฉางอันพูดด้วยสีหน้าขรึม “ไปยุ่งอะไรกับแม่เขาล่ะ? คนวัยเดียวกันกับพวกเรา ถ้าไม่ไปเรียนเพื่อพัฒนาอาชีพหรือธุรกิจแล้วจะให้สวยไปโชว์ใคร? หลังเลิกเรียนตอนบ่ายเธอก็กลับมาแล้ว พ่อไปรับเธอกลับบ้านทุกวัน”
“เอ่อ…” กู้ย่าฮุยรีบอธิบาย “ผมไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น แค่กังวลว่าพ่อจะเบื่อและเหนื่อยที่ต้องอยู่ดูแลหลานที่บ้านคนเดียว เด็กคนนี้ยิ่งเลี้ยงยากอยู่ด้วย”
กู้ย่าฮุยเข้าไปอุ้มลูกชาย ต้องการจะกอดและเล่นกับเขา แต่เนื่องจากเขาไม่ได้กลับบ้านมาหลายวัน เด็กจึงจำแขนพ่อตัวเองไม่ได้ ร้องไห้จ้าทันทีที่ถูกเขากอด
“ช่วงกลางวันคุณพ่อจะออกไปเฝ้าร้านด้วยกันกับฉัน แล้วเดี๋ยวนี้ฉันก็จ้างเสมียนให้อยู่ประจำร้านเพิ่มแล้ว ฉันเลยไม่ค่อยยุ่งเท่าไหร่ พ่อกับฉันผลัดกันดูลูกเป็นเวลา คุณต่างหากที่แทบไม่กลับบ้านเลย หายไปทั้งสัปดาห์ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าแม่ไปเรียน”
เฉินรั่วหลินกลอกตาไปที่กู้ย่าฮุยที่ถูกลูกชายของเขาต่อต้าน
ดูสิ ถ้าเขากลับมาช้ากว่านี้สักสองสามวัน ลูกชายคงจะจำเขาไม่ได้ด้วยซ้ำ
“ช่วงนี้ผมยุ่งมากจริง ๆ”
“แม่ของลูกใกล้เลิกเรียนแล้ว พ่อต้องออกไปรับเธอ”
“ไปเถอะ ไปรับแม่ด้วยกัน”
กู้ย่าฮุยขับรถ เฉินรั่วหลินและกู้ฉางอันขึ้นรถพร้อมกับอุ้มเด็กชายตัวน้อยไว้ในอ้อมแขน ขับรถตรงไปจนถึงโรงเรียนเสริมสวย
จากนั้นพวกเขาก็ขับรถเข้าไปจอดที่หน้าโรงเรียน รอให้เนี่ยอวี้ฮว๋าเลิกเรียน
ข้างนอกอากาศค่อนข้างหนาว ดังนั้นกู้ย่าฮุยจึงขอให้พ่อของเขากับเฉินรั่วหลินช่วยอุ้มลูกไว้ไม่ต้องลงจากรถ ในขณะที่เขาลงไปรอแม่
กู้ย่าฮุยยังอยากเยี่ยมชมสภาพแวดล้อมภายในโรงเรียนของแม่ด้วย
ที่นี่เป็นสถาบันฝึกอบรมที่เชี่ยวชาญด้านความงามและการทำผม อาคารมีขนาดเล็ก เขาเดาว่าทางโรงเรียนน่าจะจัดเป็นหลักสูตรการฝึกอบรมระยะสั้นเท่านั้น
ตอนที่เขาเข้าไปเป็นช่วงที่โรงเรียนเลิกคลาสพอดี เด็กสาวหลายคนเดินออกมากันเป็นกลุ่ม
เมื่อเห็นชายหนุ่มรูปงามที่มีออร่าไม่ธรรมดายืนอยู่ที่หน้าประตู สาว ๆ ก็อดไม่ได้ที่จะมองจนเหลียวหลัง
สาวน้อยที่ใจกล้าหน่อยพยายามเข้าไปหากู้ย่าฮุย ต้องการชวนเขาคุยสัพเพเหระ แต่กู้ย่าฮุยเมินพวกเธอสนิทก่อนจะเดินเข้าไปข้างใน ทำให้สาว ๆ ต้องล้มเลิกความคิดนี้ด้วยความผิดหวัง
ขณะเดียวกัน เนี่ยอวี้ฮว๋าก็เดินออกมาพร้อมกับพูดคุยอย่างสนุกสนานอยู่กับเด็กสาวอีกสองคน
เมื่อกู้ย่าฮุยเห็นแม่ของเขา เขาก็โคลงศีรษะพร้อมกับโบกมือให้เธอ “สวัสดีครับ คุณเนี่ย”
“พี่อวี้ฮว๋า หนุ่มหล่อกำลังโบกมือทักทายคุณอยู่ทางนั้น” เด็กสาวที่อยู่ข้าง ๆ เนี่ยอวี้ฮว๋าเบิกตากว้าง
“ว้าว ดูสิ เขาหล่อมากเลย หน้าตาเขาเหมือนดาราหนังเลยนะ”
“พี่อวี้ฮว๋า นั่นใครกันคะ? คุณรู้จักผู้ชายหล่อเหลาขนาดนี้ด้วยหรือ?”
เนี่ยอวี้ฮว๋ามองไปยังชายหนุ่มที่โบกมือให้ ทำท่าทางชวนให้เข้าใจผิดราวกลับจะแกล้ง และกลอกตาใส่ด้วยความรังเกียจ
เนี่ยอวี้ฮว๋าหันไปพูดกับหญิงสาวด้านข้าง “พวกเธอไม่คิดว่าเขาหน้าเหมือนฉันหรอกหรือ?”
เพื่อนรุ่นน้องสองคนถึงกับหน้าแดง ก่อนจะเหลือบมองกู้ย่าฮุยอีกครั้ง
“หน้าตาดูคล้ายกันนิดหน่อยจริงด้วย”
เด็กสาวคนหนึ่งมองไปที่เนี่ยอวี้ฮว๋าแล้วถามว่า “เขาเป็นน้องชายของคุณหรือเปล่าคะ?”
เนี่ยอวี้ฮว๋ามองค้อน “น้องชายอะไรกัน? ฉันเคยเล่าให้พวกเธอฟังไม่ใช่หรือว่าฉันมีลูกแฝด? นั่นคือลูกชายของฉันยังไงล่ะ”
“อะไรนะ?” สองสาวอุทานพร้อมกัน
“ลูกชายหรือ?”
“พระเจ้าช่วย ลูกชายของคุณหล่อมาก”
เนี่ยอวี้ฮว๋าตบมือเรียกสติเพื่อนรุ่นน้องที่ตื่นเต้นมากจนแทบจะกระโดดตัวลอย “อย่ามาทำตัวเป็นผีสางเทวดาแถวนี้นะ จำที่ฉันเล่าได้ไหมว่าตอนนี้ฉันเป็นย่าคนแล้ว? ลูกชายฉันคนนี้ก็มีลูกชายของตัวเองแล้วเหมือนกัน”
กู้ย่าฮุยเห็นแม่ของเขายืนอยู่ตรงนั้น แต่ไม่ยอมเดินมาสักที ทั้งยังเอาแต่พูดคุยกับคนรอบข้างราวกับเห็นเขาเป็นธาตุอากาศ
เขาจึงเดินเข้าไปและพูดด้วยรอยยิ้มว่า “คุณเนี่ยครับ ยืนพึมพำอะไรอยู่ตั้งนานเอ่ย? น่าจะคุยเพลินจนมองไม่เห็นการมาถึงของผมด้วยซ้ำ”
เนี่ยอวี้ฮว๋าแก้ไขคำพูดของเขาอย่างไม่พอใจ “คำก็คุณเนี่ย สองคำก็คุณเนี่ย ทำคนเขาเข้าใจผิดกันหมดแล้ว แม่ไม่ได้เจอหน้าแกมาสองสามวัน ถึงขั้นไม่เรียกแม่แล้วหรือไง?”
“ผมคิดว่าตอนอยู่ข้างนอกแม่ไม่ชอบให้ผมเรียกว่าแม่ซะอีก” ตั้งแต่เธอเรียนเสริมสวย ทั้งหัวจรดเท้าก็ทันสมัยและสวยงามอ่อนกว่าวัยลงมาก
ป้า ๆ ทั้งหลายในวัยเดียวกันสมัยนี้ ชอบมากเมื่อได้รับการยกย่องว่าหน้าเด็ก หรือเรียกว่าพี่สาว
กู้ย่าฮุยกลัวว่ากลับบ้านไปแล้วแม่จะหาเรื่องตำหนิเขาเอาได้ จึงไม่กล้าเรียกเธอว่าแม่ต่อหน้าเพื่อนร่วมชั้น
เนี่ยอวี้ฮว๋าแนะนำพวกเธอให้รู้จักกับกู้ย่าฮุย
“นี่คือเพื่อนรุ่นน้องทั้งสองคนของแม่เอง พวกเธอจะมาทำงานในร้านเสริมสวยของเราหลังจากเรียนจบหลักสูตร”
กู้ย่าฮุยยิ้มและทักทายว่า “สวัสดีครับ”
“สวัสดีค่ะ สวัสดีค่ะ”
ถึงแม้สองสาวจะรู้แล้วว่ากู้ย่าฮุยเป็นพ่อคน แต่พวกเธอก็ยังคงหน้าแดงด้วยความเขินอายเมื่อได้เห็นใบหน้าของชายหนุ่มในระยะใกล้
กู้ฉางอันรอไม่ไหวจึงลงจากรถ เนี่ยอวี้ฮว๋าเห็นเขาจึงหันไปถามกู้ย่าฮุย
“พ่อของลูกก็มาด้วยหรือ? แล้วรั่วหลินกับหลานแม่อยู่ไหน?”
“นั่งอยู่ในรถครับ”
เมื่อได้ยินแบบนั้น เนี่ยอวี้ฮว๋าจึงพูดกับเพื่อนรุ่นน้องสองคนที่อยู่ข้าง ๆ ว่า “มาเถอะ ฉันจะพาพวกเธอไปรู้จักกับลูกสะใภ้ของฉันไว้ก่อน ซึ่งเธออาจจะเป็นเจ้านายของพวกเธอในอนาคต”
“รั่วหลิน”
“เด็กหลับไปแล้วหรือ? งั้นฝากย่าฮุยอุ้มแทนแป๊บหนึ่งสิ”
กู้ย่าฮุยขึ้นไปบนรถเพื่อทำหน้าที่แทนเฉินรั่วหลินชั่วคราว
เฉินรั่วหลินลงจากรถ จากนั้นเนี่ยอวี้ฮว๋าก็เริ่มแนะนำตัวตนของเฉินรั่วหลินให้กับเพื่อนรุ่นน้องทั้งสองของเธอ
เนี่ยอวี้ฮว๋าดูภาคภูมิใจมาก “เป็นยังไงบ้าง? ลูกสะใภ้ฉันสวยใช่ไหมล่ะ? ขอบอกเลยว่าเธอไม่ใช่แค่สวยมากเท่านั้น ยังมีความสามารถมากอีกด้วย ผู้หญิงสวยและเก่งแบบนี้เหมาะสมอย่างยิ่งที่ได้เป็นภรรยาของลูกชายฉัน คู่รักสวรรค์สร้างจริง ๆ”
รุ่นน้องทั้งสองมองหญิงสาวที่สวยและสง่างามตรงหน้า จากนั้นก็มองไปที่เนี่ยอวี้ฮว๋าและถอนหายใจ “พี่อวี้ฮว๋า ครอบครัวของคุณเหมือนเป็นดารากันทั้งบ้านจริง ๆ”
“ใช่แล้วค่ะ ได้ยีนดีกันทั้งนั้นเลย”
“งั้นฉันขอตัวก่อนนะ ไว้เจอกันใหม่สัปดาห์หน้า”
เนี่ยอวี้ฮว๋ากล่าวคำอำลากับเพื่อนรุ่นน้องของเธอ หลังจากนั้นทั้งครอบครัวก็ก้าวขึ้นรถ
กู้ย่าฮุยไปประจำที่นั่งคนขับเหมือนเดิม เริ่มกล่าวหาเนี่ยอวี้ฮว๋า “แม่ แม่มาเรียนเสริมสวย แต่กลับไม่เล่าให้ผมฟังเลยสักนิด ถ้าผมไม่กลับบ้าน คงไม่รู้ว่าแม่มาเป็นนักเรียนอยู่ที่นี่”
เนี่ยอวี้ฮว๋าโต้กลับ “ใครใช้ให้แกไม่กลับบ้านกันล่ะ?”
“ก็ผมไม่ว่างนี่ ผมแทบจะอาเจียนเป็นเลือดในระหว่างการผ่าตัดอยู่แล้ว ผู้อำนวยการหวังรับเคสผ่าตัดเฉลี่ยหกครั้งต่อวัน อีกสองวันในสัปดาห์ที่เหลือ ผมก็ต้องขึ้นไปราวน์วอร์ดผู้ป่วยเพื่อตรวจและศึกษาภาพเอกซเรย์ ขาขวิดแทบไม่ได้พักสักแอะ ผมเหนื่อยมากจริง ๆ กว่าจะเลิกงานกลับหอก็สองสามทุ่ม ถึงเตียงปุ๊บก็หลับปั๊บ ถ้าผมรู้แต่แรกว่างานในจิงตูสาหัสขนาดนี้ ผมคงไม่สอบเรียนต่อแต่แรกหรอก ตอนนี้นอกจากจะต้องทำงานในโรงพยาบาลแล้ว ยังต้องเตรียมโครงงานและวิทยานิพนธ์ก่อนรับปริญญาด้วย เรี่ยวแรงไม่เหลือเลย”
เนี่ยอวี้ฮว๋าอุ้มหลานชายของเธอไว้ในอ้อมแขน พูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาว่า “เหนื่อยหน่อยเป็นธรรมดา ความสบายสงวนไว้สำหรับคนตายเท่านั้นแหละ”
กู้ย่าฮุย “!!!”
กู้ฉางอันเหลือบมองภรรยา แอบรู้สึกว่าเธอเป็นคนพูดจาตรงไปตรงมาเกินไป จึงรับหน้าที่ทำให้บทสนทนาผ่อนเบาลง
“ย่าฮุย ตอนนี้ลูกอาจจะเหนื่อยหน่อย แต่หลังเรียนจบอย่างเป็นทางการแล้วบรรจุเข้าทำงานในโรงพยาบาล ก็น่าจะผ่อนคลายมากขึ้น
กู้ย่าฮุยโอดครวญ “ตอนนั้นผมจะยิ่งเหนื่อยกว่านี้อีก ตอนนี้ผมเป็นแค่ผู้ช่วยแพทย์ แต่ในอนาคตภาระงานจะถูกส่งตรงมาที่ผมเต็ม ๆ ไม่มีทางเหนื่อยน้อยลงแน่ เปรียบเทียบแล้วโรงพยาบาลหลันเฉิงเด็ก ๆ ไปเลย”
พวกเขาเป็นหมอศัลยกรรมกระดูก โชคดีที่ร่างกายมีภูมิต้านทานต่องานหนักมาบ้างแล้ว
ถ้าไม่ใช่เพราะร่างกายที่แข็งแรงและคุ้นชินในระดับหนึ่ง เขาคงทนไม่ไหวจริง ๆ
เมื่อได้ยินแบบนี้ กู้ฉางอันก็ตักเตือนเขาอย่างจริงจัง “งานหนักแค่ไหนก็ต้องอดทน พวกเราตัดสินใจย้ายครอบครัวมาอยู่ที่จิงตูเพื่อลูกโดยเฉพาะเลยนะ อย่าให้พวกเราทุกคนมาปักหลักเก้อ ถ้าท้ายที่สุดลูกยอมแพ้ไม่สู้งานในโรงพยาบาลที่นี่ต่อจริง ๆ เราจะอธิบายให้คนอื่นฟังยังไง คราวนี้พ่อกับแม่คงติดตามลูกไปทุกที่อีกไม่ได้แล้วนะ”