เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 - บทที่ 852 เนี่ยอวี้ฮว๋าผู้ไฟแรง
บทที่ 852 เนี่ยอวี้ฮว๋าผู้ไฟแรง
กู้ฉางอันไม่วายมองหน้ากู้ย่าฮุยพร้อมพ่นคำถามต่อ “พ่อให้เงินไปไม่น้อยเลยนะ? ทำไมถึงไม่ไปหาซื้อห้องชุดบนอาคารที่คนทั่วไปอยู่อาศัยกันล่ะ?”
ปากของเนี่ยอวี้ฮว๋าเร็วกว่าสมองอีกตามเคย เธอถามกู้ย่าฮุยทันทีโดยไม่คิดอะไรว่า “อย่าบอกนะว่าเอาเงินไปใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายซะหมด?”
กู้ย่าฮุยกลอกตาใส่ “แม่ ผมจะเอาเงินที่ไหนไปใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายล่ะ? ตั้งแต่ผมย้ายมาจิงตู ผมยังไม่ได้ซื้อเสื้อผ้าตัวใหม่เลยด้วยซ้ำ ใส่แต่เสื้อผ้าตัวอย่างที่โรงงานของซุนเฉิงเขาส่งมาให้”
สุรุ่ยสุร่ายอะไรกัน เขาน่ะตระหนี่ถี่เหนียวยิ่งกว่าอะไร มีเงินพอให้เขาใช้จ่ายฟุ่มเฟือยด้วยหรือ?
เฉินรั่วหลินก้มหน้าลงอย่างรู้สึกผิด
“รีบเข้าไปนั่งก่อนเถอะค่ะ ถึงยังไงบ้านหลังนี้ก็ตกแต่งสวย กว้างขวาง แถมไม่ต้องเดินขึ้นบันไดด้วย”
“เข้าไปดูห้องของพ่อแม่กันดีกว่า พวกเราตั้งใจตกแต่งใหม่เป็นพิเศษเลยนะคะ”
กู้ย่าฮุยพาพ่อแม่ของเขาไปที่ห้องทางทิศเหนือ เมื่อเนี่ยอวี้ฮว๋าเห็นเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งข้างใน ใบหน้าของเธอก็เต็มไปด้วยความปลื้มปริ่ม “ของพวกนี้เพิ่งซื้อเข้ามาใหม่ใช่ไหม?”
กู้ย่าฮุยยกเครดิตให้พวกตัวเองทันที “ใช่ครับ เราสองคนเตรียมของพวกนี้ไว้ให้พ่อแม่โดยเฉพาะ เพราะกลัวว่าพวกคุณจะไม่คุ้นชิน”
“ขอบคุณนะ พวกเราอายุมากกันแล้วแท้ ๆ ลูกสองคนยังรับรองพ่อแม่อย่างดีแบบนี้”
เนี่ยอวี้ฮว๋ากอดหลานชายเอาไว้แน่น รู้สึกสะเทือนใจมากจนแทบจะร้องไห้
“มาเถอะ ออกไปนั่งในห้องนั่งเล่นแล้วค่อย ๆ คุยเรื่องต่าง ๆ ภายในครอบครัวกัน”
เมื่อทุกคนนั่งลงเรียบร้อย เฉินรั่วหลินก็โน้มตัวไปกระซิบเบา ๆ “พ่อคะ แม่คะ อย่าดุย่าฮุยเรื่องการใช้เงินเลย ฉันเป็นคนจ่ายเงินซื้อที่นี่เองค่ะ”
“รั่วหลินเป็นคนซื้อเองหรือ?” เนี่ยอวี้ฮว๋าก็ยังไม่เข้าใจ “แม่ได้ยินจากย่าฮุยว่าลูกทำกำไรได้จากการซื้อขายหุ้นนี่? หรือลูกเอาเงินไปลงทุนในตลาดหุ้นเพิ่ม?”
“เปล่าค่ะ พอฉันกอบโกยกำไรได้ก็ขายหุ้นทิ้งไปทั้งหมดแล้ว หนานหน่านเองก็จะไม่ลงทุนเกี่ยวกับหุ้นอีกต่อไป พวกเราตกลงกันว่าจะไม่แตะต้องอุตสาหกรรมนี้อีกในอนาคต”
กู้ฉางอันพยักหน้า “การซื้อขายหุ้นก็คือการเก็งกำไร ไม่ต่างอะไรกับการพนัน ยิ่งลงเงินก็ยิ่งเสพติด ช่วงแรก ๆ อาจจะทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำ แต่สักวันก็อาจเสียจนหมดตัวได้ ดังนั้นอย่าเล่นหุ้นอีกเลย”
ในเมื่อเฉินรั่วหลินขายหุ้นไปหมดแล้ว และบอกว่าจะไม่ลงทุนอีกเป็นครั้งที่สอง ถ้าอย่างนั้นเงินไปไหนหมดล่ะ?
ภายใต้การจ้องมองที่สับสนของเนี่ยอวี้ฮว๋าและกู้ฉางอัน แต่เขินอายเกินกว่าจะถามตรง ๆ เฉินรั่วหลินจึงอธิบายว่า “พ่อแม่คะ ฉันกับหนานหน่านซื้ออสังหาริมทรัพย์ไว้สองรายการ แต่ทั้งสองหลังเป็นแค่ลานบ้านธรรมดา ๆ หนานหน่านบอกว่ารัฐจะสั่งรื้อถอนพื้นที่ตรงนั้นภายในสองปี จากนั้นเราก็นอนรอรับเงินชดเชยได้เลย”
“หนานหน่านรู้ได้ยังไงว่ารัฐบาลจะสั่งรื้อถอนตึกพวกนี้?” กู้ฉางอันถาม
เฉินรั่วหลินอธิบาย “หนานหน่านตามคุณลุงไปทำงานบ่อย ๆ ค่ะพ่อ จนตอนนี้เธอคุ้นเคยกับแวดวงธุรกิจในจิงตูเป็นอย่างดี ทำให้พลอยรู้เรื่องราวสำคัญ ๆ มากมาย รวมไปถึงรู้ข้อมูลภายในมากขึ้น”
“ถ้าอย่างนั้นก็ไม่เลว พวกเรารีบหาช่องทางทำเงินเพิ่มกันดีกว่า ถือโอกาสนี้ซื้อเพิ่มอีกสักสองสามหลังและรอให้รัฐสั่งรื้อถอน”
แม้แต่ในหลันเฉิง ช่วงหลังยังมีการรื้อถอนบ้านเรือนเก่า ๆ ที่มีขนาดเล็กกันเป็นแถบ หลังจากเคลียร์พื้นที่แล้วก็ปรับภูมิทัศน์เพื่อสร้างเป็นอาคารสูง แน่นอนว่าจิงตูต้องมีการเปลี่ยนแปลงมากกว่านั้น
กู้ฉางอันมองไปรอบลานเล็ก ๆ หลังเก่าแห่งนี้ด้วยท่าทีซับซ้อนซึ่งหาได้ยาก
“ทำไมเราไม่รื้อมันทิ้งซะล่ะ ในเมื่อเรามีเงิน ก็สามารถปรับปรุงสภาพแวดล้อมให้มันดีกว่านี้ได้ ถือเป็นการสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีรองรับการเติบโตของหลานชายเรา”
“สภาพแวดล้อมที่มีผลต่อการเติบโตไม่ได้ขึ้นอยู่กับบ้านที่สวยงามหรูหรา แต่ขึ้นอยู่กับบรรยากาศภายในครอบครัวต่างหาก”
“คุณแม่พูดถูกค่ะ”
ถึงเนี่ยอวี้ฮว๋าจะพูดแบบนั้นก็จริง แต่ความจริงแล้วเธอทำงานหนักยิ่งกว่าใคร หลังจากย้ายมาอยู่จิงตูได้สองวัน เธอก็เริ่มติดต่อกู้หลันเพื่อสั่งซื้อสินค้าและตกแต่งร้านแล้ว
พวกเขาขายรถที่ใช้ตอนอยู่ในหลันเฉิงไป แล้วซื้อรถมือสองราคาถูกจากที่นี่เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทาง
จากนั้นก็ติดต่อเช่าร้านเปล่าของกู้หนานในราคาต่ำ แล้วติดต่อจ้างมัณฑนากรให้เข้ามาตกแต่งภายใน
การสนับสนุนของกู้หลันแข็งแกร่งมาก จนพวกเขาไม่จำเป็นต้องเดินทางไปที่ปินเฉิงเพื่อขนสินค้ามาขายด้วยตัวเอง เพราะอีกฝ่ายบอกให้รถของบริษัทขับมาส่งถึงที่
หลังจากทำงานกันมากว่าครึ่งเดือน ร้านตัวแทนจำหน่ายเครื่องสำอางของเฉินรั่วหลินก็เปิดตัวสาขาใหม่ในจิงตู
เนี่ยอวี้ฮว๋ามีผิวพรรณดี หน้าตาสะสวย แต่งตัวทันสมัย จึงเหมาะกับธุรกิจเครื่องสำอางอย่างยิ่ง
เธอสามารถดึงดูดลูกค้าสาว ๆ หลายคนในวัยไล่เลี่ยกันมาสนใจตัวสินค้า โดยอาศัยใบหน้าที่ได้รับการดูแลเป็นอย่างดี รวมถึงนิสัยที่ร่าเริงและเป็นมิตร
กู้ฉางอันรับหน้าที่ดูแลหลานชายเต็มเวลา ในขณะที่แม่สามีและลูกสะใภ้กำลังรุ่งเรืองด้านอาชีพ
เนี่ยอวี้ฮว๋ายังต้องการเรียนรู้เกี่ยวกับความสวยความงามเพิ่มเติม จึงตั้งใจว่าจะเปิดร้านเสริมสวยใกล้ ๆ และใช้ผลิตภัณฑ์ที่ตัวเองจำหน่ายเพื่อเป็นการโปรโมตไปในตัว สิ่งนี้ถือเป็นการโฆษณาที่ได้ผลดีมาก
กู้หลันสนับสนุนเนี่ยอวี้ฮว๋าอย่างเต็มที่ โดยใช้เส้นสายที่ตัวเองมีอยู่เพื่อป้องกันกิจการเปิดใหม่ไม่ฝืดเคืองจนเกินไป
เนี่ยอวี้ฮว๋าเข้าเรียนที่โรงเรียนเสริมสวย ทำให้เธอกลายเป็นนักเรียนที่อายุมากที่สุด แต่กลับมีความสง่างามและทันสมัยที่สุดในชั้นเรียน
เฉินรั่วหลินจ้างเสมียนสองคนให้มาประจำอยู่ที่ร้าน จะได้แบ่งเบาภาระให้ตัวเอง
เฉินหย่าจือเห็นว่าอาชีพของเนี่ยอวี้ฮว๋าเจริญรุ่งเรืองมากในเวลาไม่ถึงครึ่งปีหลังจากย้ายมาที่จิงตู ก็อดไม่ได้ที่จะชื่นชมความสามารถของเธอ
สิ่งที่น่าชื่นชมมากที่สุดคือผู้ใหญ่ซึ่งอายุเลยสี่สิบเข้าไปแล้วแบบเธอยังสามารถเรียนรู้อะไรใหม่ ๆ ได้
ใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่า ใฝ่เรียนแม้แก่เฒ่า
เฉินหย่าจือได้ไปเยี่ยมเนี่ยอวี้ฮว๋าถึงโรงเรียนเสริมสวย หลังจากที่เธอเลิกคลาสในตอนเที่ยง ทั้งสองคนก็ออกมาทานอาหารที่ร้านใกล้กับโรงเรียนเสริมสวย
เฉินหย่าจือมองไปทางผู้หญิงผมหยิกดัด แต่งหน้าอย่างประณีต สวมทับด้วยชุดสูทตัวหลวมที่ยังคงเน้นทรวดทรงเพรียวบางและสง่างาม พูดอย่างจริงใจว่า
“อวี้ฮว๋า เธอเป็นสาวมหัศจรรย์ที่ไฟแรงมาก ฉันชื่นชมและนึกอิจฉาเธอจริง ๆ เลย ฉันรู้สึกเสมอว่าตัวเองใกล้เข้าสู่วัยเกษียณไปทุกวัน แค่ออกไปทำงานที่บริษัทเป็นครั้งคราวก็เหนื่อยแล้ว แต่ดูเธอสิ ยังสามารถเรียนและฝึกฝนวิชาชีพร่วมกับคนหนุ่มสาวเหล่านั้นได้”
เนี่ยอวี้ฮว๋าพูดด้วยรอยยิ้ม “พี่หย่าจือ นั่นก็เป็นเพราะฉันอายุน้อยกว่าพี่ อีกอย่าง ช่วงหลายปีที่ผ่านมาพี่ต้องทุกข์ทรมานกับเรื่องต่าง ๆ มากมาย เป็นธรรมดาที่ร่างกายจะเหนื่อยล้า ถ้าไม่ใช่เพราะการรักษาของหนานหน่าน บางทีพี่อาจจะมีสภาพโทรมกว่าที่เป็นอยู่นี้ก็ได้”
เฉินหย่าจือพยักหน้าเห็นด้วย “ใช่ สุขภาพฉันไม่แข็งแรงเท่าเธอ เทียบกับเธอไม่ได้หรอก แต่เธอก็ดูอายุน้อยกว่าคนรอบข้างมากที่อยู่ในวัยเดียวกันจริง ๆ นั่นแหละ ต่อให้เธอบอกว่าอายุสามสิบคนอื่นก็เชื่อ”
เนี่ยอวี้ฮว๋ายิ้มรับ
ที่โรงเรียน หลาย ๆ คนคิดว่าเธอเพิ่งจะอายุสามสิบหมาด ๆ แต่พอเธอบอกว่าเธอมีหลานและเป็นคุณย่าแล้ว ก็สร้างความตกตะลึงให้กับเด็กสาวร่วมชั้นเรียนที่อายุสิบเจ็ดหรือสิบแปดกันอย่างมาก
แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าเฉินหย่าจือ เนี่ยอวี้ฮว๋ากลับสบายใจที่จะพูดคุยด้วย เธอกินข้าวแล้วถอนหายใจ “พี่หย่าจือ สาเหตุว่าทำไมฉันถึงต้องทำงานหนักขนาดนี้ นั่นก็เป็นเพราะฉันเห็นพี่แล้วอิจฉา
ถึงในอดีตพี่ต้องเจอประสบการณ์ชีวิตที่เลวร้าย แต่อย่างน้อยก็ยังมีโชคได้กลับมาอยู่พร้อมหน้ากับครอบครัวอีกครั้ง พี่เขยเดวิด เสี่ยวฮ่าว หรือสะใภ้อย่างหนานหน่านต่างก็ประสบความสำเร็จในชีวิตกันทั้งนั้น ตอนนี้พี่สามารถเพลิดเพลินกับช่วงวัยชราได้อย่างสงบสุข แต่ฉันต่างออกไป เหล่ากู้กับฉันทำงานในหน่วยงานมาหลายสิบปีด้วยเงินเดือนตายตัว ใช้ชีวิตสบาย ๆ หลังเลิกงานไปวัน ๆ พอลูกสองคนโตต่างก็แยกย้ายไปมีครอบครัวกันหมด
ตอนนี้ฉันเริ่มแก่ตัวลง ถึงรู้ว่าตัวเองไม่ได้แสวงหาทรัพย์สินมีค่าใด ๆ ไว้เป็นมรดกให้ลูกหลานเลย ดูอย่างหนานหน่าน เสี่ยวฮ่าว หรือซุนเฉิงสิ พวกเขาอยากซื้อรถก็ซื้อได้ อยากทำธุรกิจก็ได้ ในขณะที่ย่าฮุยของฉันไม่มีอะไรเลย พอตระหนักมาถึงจุดนี้ฉันเลยรู้สึกเสียใจมาก”
ธรรมชาติของมนุษย์จะรู้สึกแย่ที่สุดเมื่อเริ่มเปรียบเทียบตัวเองกับคนรอบข้าง
แต่ถ้าไม่เปรียบเทียบ ตัวเองก็จะไม่มีแรงผลักดันเลยเหมือนกัน
เมื่อก่อน บรรดาสมาชิกในครอบครัวของเธอ กู้ย่าฮุยถือเป็นคนที่มีความสุขในชีวิตมากที่สุด เขาทำตัวสบาย ๆ ไร้กังวลมาตั้งแต่เด็ก อีกทั้งครอบครัวก็ไม่เคยขาดเหลืออะไร
เรื่องต่าง ๆ ดำเนินไปอย่างราบรื่นเสมอมา
กลับกลายเป็นคนรอบข้างที่พัฒนาเร็วเกินไป
ครอบครัวที่มีรายได้จากทั้งสองทางเช่นครอบครัวของพวกเขาเคยมีข้อได้เปรียบ แต่ตอนนี้ทุกคนรอบตัวต่างก็หันมาทำธุรกิจกันหมดแล้ว บ้างเปิดโรงงาน บ้างก็บริษัท อาศัยอยู่ในวิลล่าและได้ขับรถหรู
ถึงเวลานี้พวกเขาจึงรู้สึกถึงวิกฤต
ถ้ากู้ย่าฮุยไม่ได้ย้ายมาเรียนต่อปริญญาเอกที่จิงตู พวกเขาก็คงจะใช้ชีวิตอย่างสะดวกสบายและมีความสุขอยู่แต่ในหลันเฉิงเท่านั้น
แต่พอย้ายมาที่นี่ ความกดดันก็เพิ่มสูงตาม
เนี่ยอวี้ฮว๋าพูดต่อว่า “ดังนั้นฉันอยากใช้ช่วงเวลาตอนนี้ที่ยังมีพลังงานล้นเหลือ ช่วยสนับสนุนรั่วหลินในอาชีพการงานของเธอให้ได้มากที่สุด แก่ตัวไปฉันเองก็จะได้ไม่ลำบากมาก ต่อให้ต้องไปอาศัยอยู่ในบ้านพักคนชรา ฉันก็มีเงินกินใช้อย่างสุขสบายไม่ขาดมือ”
เมื่อเนี่ยอวี้ฮว๋ากับกู้ฉางอันตัดสินใจว่าจะปลดเกษียณก่อนกำหนด พวกเขาก็เริ่มรู้สึกถึงช่องว่างทางการเงิน
พวกเขากลัวว่าตัวเองอาจจะไม่มีทรัพย์สมบัติทิ้งไว้ให้คนรุ่นหลัง และลูก ๆ ก็อาจไม่มีความมั่นคงในชีวิต
สังคมสมัยนี้พัฒนาเร็วขึ้นมาก จึงถือเป็นโอกาสดีที่จะไขว่คว้าโอกาสและต่อสู้อย่างหนัก ไม่สามารถกินนอนอยู่ที่บ้านและรอความตายได้
กู้เจิ้งอันกับกู้หลันต่างก็เป็นนักธุรกิจกันทั้งคู่ ลูกชายของพวกเขาเกิดมาพร้อมช้อนเงินช้อนทองในปาก
ถงถงจากครอบครัวของกู้หนานก็ได้อาศัยอยู่ในวิลล่ามาตั้งแต่แรกเกิด
แม้ว่าหลานชายคนโตของเธอจะเกิดมาในครอบครัวใหญ่ มีความสุข ญาติ ๆ รักใคร่กันดี แต่ในด้านวัตถุแล้ว เมื่อพูดตามตรง ถ้าพวกเขาไม่ทำธุรกิจก็คงเป็นเรื่องยากที่จะส่งเสียให้เด็กได้ไปเรียนในโรงเรียนดี ๆ ด้วยเงินน้อยนิดจากเงินบำนาญ
เฉินหย่าจือยิ้มพลางถอนหายใจ “รู้ไหมว่ามีกี่คนที่อิจฉาเธอ? แต่ตอนนี้เธอกลับสารภาพว่าอิจฉาพวกเรา ดูเหมือนว่าคนเราต่อให้ชีวิตจะสมบูรณ์พูนสุขมากแค่ไหน ก็ไม่มีทางพอใจกับสภาพที่ตัวเองเป็นอยู่ง่าย ๆ เลยต้องยอมแม้กระทั่งทำงานหนัก ยุคสมัยนี้อะไร ๆ ก็เปลี่ยนไป ผู้หญิงอย่างเราสามารถหารายได้ด้วยตัวเอง แม้แต่แนวโน้มในการบริโภคของลูกค้ายังเปลี่ยนแปลงไปเลย อุตสาหกรรมด้านความงามต้องกลายเป็นตลาดใหญ่ในอนาคตแน่ ดีแล้วที่เธอเลือกเริ่มต้นอาชีพร้านเสริมสวยแต่เนิ่น ๆ ธุรกิจเฟื่องฟูแน่นอน”
เนี่ยอวี้ฮว๋าตอบ “ฉันทำข้อตกลงกับสาว ๆ ทั้งหลายในชั้นเรียนไว้แล้ว หลังจากเรียนจบหลักสูตร ฉันจะว่าจ้างให้พวกเธอมาทำงานในร้านเสริมสวยของฉันทันที ทั้งยังจ่ายค่าแรงให้ด้วยอัตราสมเหตุสมผล พวกเธอตอบรับแทบจะในทันที”
“เธอนี่เป็นอัจฉริยะจริง ๆ”
หลังจากที่เฉินหย่าจือกับเนี่ยอวี้ฮว๋าทานอาหารเสร็จแล้ว เนี่ยอวี้ฮว๋าก็กลับไปที่โรงเรียนเสริมสวยต่อ ส่วนเฉินหย่าจือก็ขับรถกลับบ้าน แล้วเล่าให้กู้หนานและคนอื่น ๆ ฟังว่าวันนี้ไปเจอเนี่ยอวี้ฮว๋าแล้วได้ความคืบหน้าอะไรบ้าง
ทุกคนต่างก็ชื่นชมพลังและความสามารถในการปรับตัวของเนี่ยอวี้ฮว๋าเป็นเสียงเดียว
เฉินรั่วหลินเช่าร้านอีกคูหาที่อยู่ข้างร้านขายเครื่องสำอางเพิ่ม เนี่ยอวี้ฮว๋ายังเรียนไม่จบหลักสูตรก็จริง แต่เธอเริ่มตกแต่งร้านส่วนหนึ่งแล้ว
จากนั้นก็แขวนป้ายไว้ก่อนเป็นการประชาสัมพันธ์ทางอ้อม
พอเรียนในวิทยาลัยได้หนึ่งปีเต็ม กู้ย่าฮุยกับลู่ฮ่าวก็กลับมาเข้าเวรในโรงพยาบาล ระบบระเบียบในโรงพยาบาลจิงตูเข้มงวดมาก ทั้งยังมีผู้ป่วยจำนวนมากที่ถูกส่งตัวมาจากนอกเมือง หมออย่างพวกเขาที่ต้องคอยรับเคสเรื่อย ๆ จึงแทบไม่มีเวลาส่วนตัว
เนื่องจากพวกเขาศึกษาต่อในนามลูกศิษย์ของผู้อำนวยการหวัง ศัลยแพทย์กระดูกและข้อที่มีชื่อเสียง ความกดดันในการทำงานของพวกเขาจึงมากกว่าคนอื่น ๆ และมีผู้ป่วยจากที่อื่นถูกส่งตัวมาที่เมืองใหญ่เพื่อรับการผ่าตัดรักษาจากผู้อำนวยการหวังโดยเฉพาะเป็นจำนวนมาก
พวกเขาต้องเข้าห้องผ่าตัดบ่อย ๆ เดินราวน์วอร์ดดูแลผู้ป่วยพักฟื้น เพื่อไม่ให้งานล่าช้า จึงต้องอาศัยอยู่ที่หอพักของโรงพยาบาล
นอกจากศัลยกรรมกระดูกแล้ว พวกเขายังต้องไปปฏิบัติหน้าที่ในแผนกอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน โดยพื้นฐานแล้วพวกเขาจะสามารถกลับบ้านได้แค่สัปดาห์ละครั้ง
ทันทีที่กู้ย่าฮุยกลับถึงบ้าน เขาก็พบว่าผู้เป็นแม่ไม่อยู่
ถามจากใครหลาย ๆ คนถึงรู้ว่าแม่ของเขาไปเรียนที่โรงเรียนเสริมสวย