เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 - บทที่ 849 เกษียณก่อนกำหนด
บทที่ 849 เกษียณก่อนกำหนด
“กินเยอะ ๆ นะ กินอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ ร่างกายจะได้ผลิตน้ำนมเพียงพอ”
กู้ย่าฮุยกับเฉินรั่วหลินนั่งอยู่ด้วยกัน เขาก็เอาแต่คีบอาหารใส่ชามของเธอไม่หยุด
อาหารในชามของเฉินรั่วหลินวางซ้อนกันสูงเป็นกองพะเนิน เธอจึงพูดด้วยความโกรธว่า “คุณก็กังวลแต่ลูกชายตัวเองจะไม่มีน้ำนมกินเท่านั้นแหละ ฉันกินจนอ้วนจะตายอยู่แล้ว คุณไม่เห็นหรือว่าฉันอ้วนกว่าเดิมขนาดไหน?”
พูดแล้วเธอก็สะบัดหน้าใส่พลางชี้ไปที่ไขมันใต้คางของตัวเอง
กู้ย่าฮุยสะดุ้งโหยงจนต้องรีบหยิบเนื้อในชามออกมา “ได้ ๆ งั้นไม่ต้องกินเพิ่มแล้ว กินแค่ของที่คุณอยากกินก็พอ ถ้าลูกโตขึ้นจนพอหย่านมได้ เราจะเปลี่ยนไปชงนมผงให้เขาดื่มแทน”
เฉินรั่วหลินอยู่บ้านดูแลลูกด้วยตัวเองมาหลายเดือนแล้ว เป็นธรรมดาที่เธอจะมีอารมณ์ไม่มั่นคง กู้ย่าฮุยในฐานะหมอ ย่อมเข้าใจดีว่านี่ไม่ได้เป็นเพราะเธอไม่มีเหตุผล แต่เป็นเพราะเธอไม่สามารถควบคุมอารมณ์ของตัวเองได้
เขาพยายามตามใจเธอให้มากที่สุด
หลังมื้อเย็น เขาได้รับโทรศัพท์จากที่บ้าน
เนี่ยอวี้ฮว๋าถามเสียงใส “ย่าฮุย เลิกเรียนหรือยังลูก? ช่วงนี้พวกลูกเป็นยังไงกันบ้าง?”
“แม่ พวกเราสบายดีครับ รั่วหลินลงทุนซื้อหุ้นแล้วได้กำไรด้วยนะ”
กู้ย่าฮุยบ่นจู้จี้เกี่ยวกับการลงทุนของเฉินรั่วหลินซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ต่อหน้าคนอื่น เขายังคงชื่นชมผลกำไรจากการซื้อหุ้นของเฉินรั่วหลินอย่างภาคภูมิใจ
“จริงหรือ? รั่วหลินไปเรียนรู้การซื้อหุ้นมาจากใครล่ะ?” เนี่ยอวี้ฮว๋าถามอย่างตื่นเต้น
“เธอมีหนานหน่านเป็นตัวอย่างครับ” กู้ย่าฮุยตอบ “ในขณะที่เธอทำกำไรได้จากการลงทุนในตลาดหุ้น เธอก็ดูแลลูกเป็นอย่างดี จำนวนเงินที่ได้มากกว่าเงินเดือนหลังจากทำงานเป็นระยะเวลาสองสามปีด้วยซ้ำ”
เนี่ยอวี้ฮว๋าถึงกับเดาะลิ้นเมื่อได้ยินแบบนั้น สิ่งนี้ยืนยันได้ว่าตัวเองคิดไม่ผิด
เธอชื่นชมอย่างจริงใจ “ลูกสะใภ้ของแม่เก่งมาก”
กู้ย่าฮุยบอกว่า “พวกเราวางแผนว่าจะจ้างพี่เลี้ยงเด็กมาช่วยดูแลลูกอีกแรงครับ รั่วหลินจะได้มีเวลาปลีกตัวไปเปิดร้าน แบรนด์เครื่องสำอางของอาสะใภ้ค่อนข้างโด่งดัง สามารถเปิดตลาดที่นี่ได้แน่นอน ถ้าไม่เริ่มเปิดร้านตั้งแต่ตอนนี้ อีกหน่อยการแข่งขันจะยิ่งสูง”
“ย่าฮุ่ย อย่าเพิ่งรีบจ้างพี่เลี้ยงเด็กเลย”
“ทำไมล่ะครับแม่?” กู้ย่าฮุยถามอย่างงงงวย
เนี่ยอวี้ฮว๋าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “พ่อกับแม่มีอะไรบางอย่างจะบอกลูก”
เนี่ยอวี้ฮว๋าไม่ค่อยใช้น้ำเสียงจริงจังแบบนี้บ่อยนัก ดังนั้นกู้ย่าฮุยจึงเอ่ยถามว่า “แม่ มีอะไรหรือ?”
“ปู่กับย่าของลูกคิดว่าบ้านเงียบเหงาเกินไป ดังนั้นพวกเขาจึงต้องการย้ายไปอยู่ที่บ้านของอารองในปินเฉิง จะได้อยู่ดูแลอาสะใภ้กับเหิงเหิงด้วย อีกหน่อยพวกเขาอาจจะกลับมาที่บ้านเกิดเพียงปีละครั้งสองครั้ง พ่อกับแม่เลยไม่มีเหตุผลที่อยากจะอยู่บ้านอีก พูดถึงเรื่องการงานอาชีพ เราก็เป็นแค่พนักงานรุ่นเก่าในองค์กร ไม่มีจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้เหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว พวกเราจึงคุยกันว่าเราอาจจะปลดเกษียณก่อนกำหนด เพื่อเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้ามาทำงานพัฒนาองค์กรต่อไป แล้วเราจะไปอยู่จิงตูกับลูก ๆ สักระยะ”
เมื่ออายุมากขึ้น เส้นทางการเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งก็เริ่มถึงทางตัน ทั้งคู่เป็นเพียงพนักงานที่ย่ำอยู่กับที่ ไม่มีหน้าที่รับผิดชอบมากมายแต่ได้รับเงิน ใช้ชีวิตอย่างว่างเปล่าไปวัน ๆ
“เกษียณก่อนกำหนดหรือ?”
เมื่อกู้ย่าฮุยได้ยินแบบนั้น ใบหน้าของเขาพลันเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ “แม่ แม่พูดเล่นหรือเปล่า? แม่เพิ่งจะอายุไม่เท่าไหร่เองนะ ถ้าปลดเกษียณตั้งแต่ตอนนี้ พ่อกับแม่จะยิ่งหางานยากเข้าไปใหญ่”
เนี่ยอวี้ฮว๋าอธิบาย “ก็เพราะพวกเรายังไม่แก่ ถึงอยากเกษียณก่อนกำหนด ด้วยอายุเท่านี้ เรายังพอมีเรี่ยวแรงทำงานในสังคมได้ ตอนอยู่ที่ทำงาน แม่ไม่ค่อยได้ทำอะไรเลยนอกจากจิบชา อ่านหนังสือพิมพ์ พูดคุยเสวนากับเพื่อนร่วมงาน และเจียดเวลาไปดูแลตัวเอง น่าเบื่อจะตายไป พอเลิกงานแล้วกลับบ้านก็ยิ่งเงียบเหงาว่างเปล่า ได้แต่หันมองหน้าพ่อของลูก ขืนอยู่แบบเดิมต่อไปชีวิตคงไร้ความหมายกันพอดี”
กู้ย่าฮุยรับฟังคำพร่ำบ่นของผู้เป็นแม่ จากนั้นก็พูดด้วยรอยยิ้ม “พ่อกับแม่อยากมีเวลาส่วนตัวเพื่ออยู่กันสองคนไม่ใช่หรือ? เราย้ายมาอยู่ที่นี่ ไม่มีใครรบกวนพวกคุณแล้ว ทำไมถึงยังบ่นเบื่ออีกล่ะ?”
เมื่อก่อนเธอเบื่อหน้าลูก ๆ สองพี่น้องจนออกจะรำคาญด้วยซ้ำไป แต่ตอนนี้พอพวกเขาแต่งงานและย้ายออกไปอยู่กันเอง เธอกลับคิดถึงพวกเขาขึ้นมาซะอย่างนั้น?
เนี่ยอวี้ฮว๋าถอนหายใจ “ตอนลูกอยู่บ้าน แม่ก็อยากให้ลูกย้ายออกไปอยู่ข้างนอก แต่พอลูกไม่อยู่บ้านนานเข้า โลกที่มีแค่พ่อกับแม่ก็เริ่มน่าเบื่อ ไม่รู้สึกถึงความหวานชื่นอะไรนั่นเลย หลังจากดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์กันมานาน พวกเราก็เริ่มเบื่อการใช้ชีวิตอยู่กับที่ ตอนนี้แม่รู้ซึ้งแล้ว การมองหน้าพ่อของลูกทุกวันมันน่ารำคาญมาก แถมยังคิดถึงหลานชายคนโตด้วย”
บางทีนี่อาจเป็นอาการข้างเคียงของคนที่แก่ตัวลงก็ได้ ถึงได้เริ่มรู้สึกเหงาเมื่อไม่มีลูกหลานอยู่ด้วย
“แม่ ถ้าเป็นเรื่องงาน แม่กับพ่อลองคุยแล้วตัดสินใจกันเองเถอะ ผมไม่กล้าตัดสินใจแทนหรอก”
ทุกคนในตระกูลกู้ได้รับการเลี้ยงดูให้เติบโตขึ้นอย่างมีความคิดอ่านที่เป็นอิสระ ถึงคุณปู่จะมีนิสัยชอบเรียกประชุมสมาชิกในครอบครัวก็ตาม แต่เมื่อเป็นเรื่องส่วนตัว คนคนนั้นย่อมมีสิทธิ์ตัดสินใจเอง
เนี่ยอวี้ฮว๋าบอกว่า “แม่ไม่ได้ให้ลูกช่วยตัดสินใจ แค่โทรมาถาม ว่าถ้าเราตกงานแล้วย้ายไปอยู่ที่เมืองจิงตูจริง ๆ ลูกจะยินดีให้เราไปอยู่ด้วยไหม? เพราะถ้าแม่กับพ่อตัดสินใจปลดเกษียณจากงาน แต่ลูก ๆ ไม่ต้องการพวกเราขึ้นมา นั่นคงจะน่าเสียดายแย่”
กู้ย่าฮุยกลอกตาและบ่นว่า “แม่ แม่กำลังจะบอกว่าแม่กับพ่อไม่มั่นใจในปลายทางชีวิตของตัวเองใช่ไหมล่ะ? แม่คิดว่าตัวเองเลี้ยงดูลูกชายจนโตมาขนาดนี้โดยที่เขาไม่มีความกตัญญูหรือมโนธรรมเลยหรือไง? นอกจากนี้ ใครกันแน่ที่เป็นฝ่ายพึ่งพาใคร อย่าเอาแต่ถ่อมตัวเมื่ออยู่ต่อหน้าลูกเลย ผมฟังแล้วอึดอัดจริง ๆ”
เขาแสดงความเห็นอย่างจริงจัง “ถ้าพ่อแม่ตั้งใจไว้แบบนั้นก็ปลดเกษียณออกมาเถอะ พวกเราจะสนับสนุนไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น”
“ลูกชาย ช่วยถามความเห็นของรั่วหลินให้แม่หน่อยสิ” เนี่ยอวี้ฮว๋ายังคงไม่สบายใจ กลัวว่าอีกหน่อยลูกชายและลูกสะใภ้อาจจะรังเกียจตัวเองขึ้นมาจริง ๆ
กู้ย่าฮุยยื่นโทรศัพท์ให้เฉินรั่วหลิน “แม่กลัวว่าผมจะตัดสินใจสุ่มสี่สุ่มห้า คุณช่วยยืนยันกับท่านหน่อยสิ”
เฉินรั่วหลินรับโทรศัพท์มาคุยเองแล้วพูดอย่างมีความสุขว่า “แม่คะ คงดีไม่น้อยเลยถ้าแม่กับพ่อย้ายมาอยู่กับพวกเราที่จิงตู อยู่ที่นี่ฉันเหงามากเลยค่ะ กู้ย่าฮุยเอาแต่รังแกฉันและต่อว่าฉันตลอดเลย จนฉันร้องไห้วันละหลายครั้ง”
“ถึงขั้นนั้นเชียวหรือ? เจ้าลูกไม่รักดีคนนี้เป็นหมอประสาอะไรกัน?”
เฉินรั่วหลินเหลือบมองกู้ย่าฮุยแล้วพยักหน้าอย่างหนักแน่น “ใช่ค่ะ ยิ่งเขาบินสูงขึ้นเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งห่างเหินกับฉัน”
“รออยู่นั่นแหละ แม่จะไปจัดการเขาแทนลูกเอง”
ฟังจากน้ำเสียงของเนี่ยอวี้ฮว๋า ดูเหมือนเธอพร้อมเดินทางมาที่นี่ทันทีพร้อมกับดาบยาวแปดเมตรในมือ
เมื่อลูกสะใภ้เห็นพ้องตรงกันกับลูกชายว่าพวกเขาควรปลดเกษียณก่อนกำหนดแล้วย้ายไปอยู่จิงตู เนี่ยอวี้ฮว๋าก็สบายใจมากขึ้น ก่อนพูดว่า “ในเมื่อพวกลูกทุกคนสนับสนุนการตัดสินใจของเรา ถ้าอย่างนั้นเราจะหลีกทางให้คนหนุ่มสาวได้เข้ามาทำงานแทน อีกหน่อยแม่อาจจะเบนสายไปทำธุรกิจก็ได้”
พวกเขาอายุมากขึ้นทุกวัน เป็นไปได้ก็อยากจะไปทุกที่ที่มีลูกหลานอยู่
“แม่ แล้วพี่สาวรู้หรือยังว่าพ่อกับแม่จะเกษียณก่อนกำหนด? ถ้าพวกคุณย้ายไปอยู่ที่อื่นกันหมด หลันเฉิงก็จะเหลือแค่เธอคนเดียวน่ะสิ” กู้ย่าฮุยถาม
เนี่ยอวี้ฮว๋าบอกว่า “พี่สาวก็พูดเหมือนกันกับลูกนี่แหละ เธอเคารพการตัดสินใจของเรา ตอนนี้พี่สาวของลูกมีครอบครัวเล็ก ๆ เป็นของตัวเองแล้ว แถมเธอกับเฟิงจื่อก็ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันสองคนอย่างมีความสุขมาก แม่ไม่มีอะไรต้องกังวลเกี่ยวกับเธอเลย อีกอย่างเราแค่ออกไปอยู่ชั่วคราว ไม่ได้คิดจะปักหลักถาวร”
กู้ย่าฮุยตอบกลับ “เข้าใจแล้ว ผมกับรั่วหลินและหลานชายคนโตของแม่จะนับวันรอให้พวกคุณมานะครับ”
หลังจากวางสายแล้ว กู้ย่าฮุยก็อารมณ์ดีมาก เฉินรั่วหลินเองก็มีความสุขมากเช่นกัน
ตอนแรกพวกเขากังวลเรื่องการหาพี่เลี้ยงเด็กมาดูแลลูก แต่ตอนนี้มีทางออกแล้ว เหมือนคนง่วงนอนแล้วมีหมอนมารองรับ
ผู้ใหญ่ทั้งสองเป็นคนในครอบครัวของพวกเขา บางทีพ่อแม่สามีอาจมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงทางใจกับพวกเขาก็ได้ ทำให้รับรู้ปัญหาและตัดสินใจไม่อยู่ที่หลันเฉิงอีกต่อไป
กู้ย่าฮุยรอจนกว่าลูกชายจะตื่นนอน จากนั้นก็บอกข่าวดีให้เขาฟังอย่างรวดเร็ว “ลูกรัก คุณปู่คุณย่าของลูกกำลังจะปลดเกษียณก่อนกำหนดเพื่อมาอยู่ดูแลลูกโดยเฉพาะเลยนะ จากนี้ไปลูกจะได้ใช้ชีวิตอยู่กับพวกเขาเป็นส่วนใหญ่ พ่อกับแม่จะได้มีเวลาส่วนตัวเป็นของตัวเองกันสักที”
ในที่สุดกู้ย่าฮุยก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
จากนี้เมื่อครอบครัวย้ายมาอยู่ด้วยกัน เขาก็ไม่ต้องคอยกังวลแล้วว่าเฉินรั่วหลินจะมีภาวะซึมเศร้าหลังคลอดแล้ว
เฉินรั่วหลินก็เริ่มคิดวางแผนด้วยความตื่นเต้น “ถ้าคุณแม่มา ฉันอาจจะลงหุ้นเปิดร้านกับเธอก็ได้ เธอพอจะมีประสบการณ์ด้านนี้อยู่บ้าง และเคยช่วยฉันดูแลร้านที่หลันเฉิง แถมยังเป็นคนทันสมัยที่รู้จักดูแลตัวเอง ตอนนั้นฉันเคยบอกเธอว่าเธอมีความสามารถเกินกว่าจะนั่งทำงานอยู่กับที่ตั้งแต่เก้าโมงเช้าถึงห้าโมงเย็น ในที่สุดตอนนี้เธอก็ตัดสินใจลาออกซะที ขอแค่มีเธออยู่ด้วย ฉันก็รู้สึกเหมือนมีคนหนุนหลังแล้ว”