เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 - บทที่ 848 ครั้งนี้ทำได้ดีมาก แต่ครั้งหน้าอย่าทำอีก
- Home
- All Mangas
- เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90
- บทที่ 848 ครั้งนี้ทำได้ดีมาก แต่ครั้งหน้าอย่าทำอีก
บทที่ 848 ครั้งนี้ทำได้ดีมาก แต่ครั้งหน้าอย่าทำอีก
เมื่อเฉินรั่วหลินกลับบ้าน กู้ย่าฮุยยังไม่กลับมา เธอซื้ออาหารอร่อย ๆ ไว้มากมาย เนื่องจากเธอต้องเลี้ยงลูกจึงเข้าครัวเองไม่ได้ จำเป็นต้องสั่งอาหารจากร้านอาหารใกล้เคียง
กู้ย่าฮุยกลับมาพร้อมกับฮัมเพลงในลำคอ เรียกหาลูกชายทันทีที่เข้าไปในลานบ้าน
เฉินรั่วหลินหน้าชาไปแถบหนึ่ง
ลูกชายของเขาเพิ่งจะอายุเท่าไหร่เอง? ถึงตะโกนเรียก เขาจะตอบรับอะไรได้
เธอในฐานะที่เป็นภรรยาของเขา ดูเหมือนจะไม่สำคัญเป็นอันดับแรกสำหรับเขาแล้ว
กู้ย่าฮุยเข้าไปในห้อง เมื่อเห็นเฉินรั่วหลินนั่งอยู่พร้อมกับอุ้มลูกไว้แนบอก ก็ทำหน้าบึ้งตึงและบ่นว่า “ผมเรียกหา ทำไมคุณไม่ขานรับเลย?”
น้ำเสียงของเฉินรั่วหลินเย็นชา “คุณไม่ได้เรียกลูกชายของคุณหรอกหรือ? ฉันไม่ใช่ลูกคุณซะหน่อย”
“อิจฉาหรือไง? คุณเป็นแม่นะ จะมาอิจฉาลูกชายตัวเองไม่ได้” กู้ย่าฮุยถูกเธอดูหมิ่นทันทีที่เดินเข้าไป อารมณ์ดี ๆ ของเขาจึงพังทลายลงทันที
เฉินรั่วหลินแค่นเสียงเย็นชา “สำหรับคุณแล้ว ลูกชายคุณมาที่หนึ่งเสมอ ส่วนฉันก็เป็นแค่แม่ของลูกชายคุณเท่านั้น คงไม่มีตัวตนอื่นเลยสินะ?”
“เฉินรั่วหลิน ทำไมช่วงนี้คุณถึงได้ทำตัวแปลก ๆ แบบนี้?”
กู้ย่าฮุยวางกระเป๋าของเขาลง มองหน้าเธอพลางบ่นว่า “เมื่อก่อนคุณเป็นคนอ่อนโยนและมีน้ำใจกว่านี้มาก ไหงตอนนี้ถึงทำตัวเป็นคนแก่จู้จี้อยู่เรื่อย?”
สิ้นคำพูดของเขา จู่ ๆ เฉินรั่วหลินก็อดไม่ได้ที่จะหลั่งน้ำตา
เธอหันหลังกลับและวิ่งเข้าไปในห้องนอน
ตอนแรกกู้ย่าฮุยยังคงกรุ่นโกรธอยู่ แต่หลังจากสงบสติอารมณ์ได้สองนาที เขาก็ตระหนักได้ว่าปัญหาคืออะไร
เฉินรั่วหลินต้องอยู่แต่ในบ้านตามลำพัง ดูแลลูกตลอดทั้งวัน ไม่สามารถขยับตัวทำอะไรได้เลย แน่นอนว่าอารมณ์ของเธอต้องอ่อนไหวมาก เมื่อเขากลับมา เขายังหาเรื่องทะเลาะกับเธออีก บางทีเธออาจมีอาการซึมเศร้าหลังคลอดก็ได้
เมื่อกู้ย่าฮุยตระหนักถึงปัญหาได้แล้ว เขาก็สะดุ้งได้สติคืนมา รีบอุ้มลูกตามเข้าไปในห้องนอน
“หลินหลิน คุณเป็นอะไรไป?”
เฉินรั่วหลินนั่งอยู่ข้างเตียง ร้องไห้สะอึกสะอื้นโดยที่ไม่สนใจเขา
เขานั่งลงข้างเธอและเตือนเธอเบา ๆ ว่า “อย่าทำตัวอ่อนไหวนักสิ สำหรับผมคุณต้องมาก่อนอยู่แล้ว ผู้หญิงที่ผมตกหลุมรักมาตั้งแต่อายุสิบแปด จะมีค่าเท่าเด็กน้อยที่เพิ่งลืมตาดูโลกแค่ไม่กี่เดือนได้ยังไง? ที่ผมเข้ามาแล้วเรียกหาลูกชายก่อน ก็เพราะอยากฝึกให้เขาเข้าใจภาษามนุษย์เร็วที่สุด”
กู้ย่าฮุยจูบใบหน้าเธอ “คุณควรมีความมั่นใจในตัวเองมากกว่านี้ อีกอย่าง ลูกชายคนนี้ก็คลอดออกมาจากท้องของคุณเหมือนกัน ที่ผมดีกับเขา ไม่ใช่เพราะผมเห็นคุณเป็นแค่แม่พันธุ์ให้กำเนิดเด็กซะที่ไหน?”
“เรามีลูกก็เพื่อให้เขานำความสุขมาสู่พวกเรา ไม่ใช่ทำให้เขาเกิดมาแล้วส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของเราในฐานะสามีภรรยา”
“อย่าโกรธไปเลย ผมรักคุณนะ” กู้ย่าฮุยมีวิธีโน้มน้าวและปากหวานมากจนเฉินรั่วหลินทำใจโกรธไม่ได้อีกต่อไป เธอสงบลงหลังจากเขาพูดเกลี้ยกล่อมเพียงไม่กี่คำ
“ออกไปข้างนอกเถอะ ผมจะทำกับข้าวเอง”
กู้ย่าฮุยอุ้มลูกชายของเขาไว้ด้วยมือข้างหนึ่ง อีกมือจับจูงภรรยา เฉินรั่วหลินทนดูไม่ไหวจึงแย่งลูกชายมาอุ้มเอาไว้เอง “ใครเขาอุ้มเด็กมือเดียวแบบคุณกัน?”
เขาเข้าไปในครัว เมื่อเห็นจานที่บรรจุกับข้าววางเรียงอยู่บนโต๊ะโดยที่ยังปิดฝาไว้ จึงถามด้วยความแปลกใจ “คุณซื้ออาหารอร่อย ๆ กลับมาหลายอย่างจัง?”
เฉินรั่วหลินยืนอยู่ที่หน้าประตู อุ้มลูกไว้พร้อมกับพยักหน้า “ใช่ ฉันสั่งมาจากโรงแรม”
“คุณทำกำไรได้ล่ะสิ?”
กู้ย่าฮุยมองไปที่อาหารราคาแพงทั้งหลายบนโต๊ะ แล้วหันไปขอคำยืนยันกับเธออีกครั้งด้วยรอยยิ้ม “คุณทำเงินได้จริง ๆ หรือ?”
เฉินรั่วหลินเชิดหน้าขึ้นด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ “ถ้าไม่แล้วยังไง? คิดจะให้ฉันสูญเสียผลประโยชน์เพื่อที่คุณจะได้หาเหตุผลมาต่อว่าฉันใช่ไหมล่ะ?”
“แล้วคุณได้กลับมาเท่าไหร่?” กู้ย่าฮุยถามและมองเธอด้วยดวงตาสดใส
“ฉันถอนออกมาหมดแล้ว อยู่ในกระเป๋า”
กู้ย่าฮุยวิ่งไปเปิดกระเป๋าของเฉินรั่วหลิน เมื่อเขาเห็นเงินข้างในจึงหยิบออกมานับและอุทานว่า “โอ้ พระเจ้า”
“คุณลงทุนแล้วได้กำไรกลับมาจริง ๆ ด้วย หลายวันที่ผ่านมาใจผมสั่นไปหมด” กู้ย่าฮุยเก็บเงินกลับเข้าไปในกระเป๋าแล้วถอนหายใจ “ไม่ขาดทุนก็ดีแล้ว”
เมื่อเฉินรั่วหลินเห็นว่าเขาเก็บเงินกลับเข้าไปอีกครั้ง และพูดด้วยความโล่งใจเพราะผลที่ได้ไม่ขาดทุน เธอดูผิดหวังนิดหน่อย “ทำไมคุณไม่ชมฉันเลยล่ะ?”
“จะให้ผมชมอะไร? คราวหน้าอย่าทำอะไรที่เสี่ยงแบบนี้เพื่อเก็งกำไรอีกนะ นี่มันไม่ต่างอะไรจากการพนันเลย มีเสียมีได้ ครั้งนี้คุณอาจได้ก็จริง แต่คราวหน้าอาจจะเสียจนหมดตัวก็ได้ เราไม่สามารถยอมรับความเสี่ยงได้จริง ๆ ทางที่ดีอย่าหวังเก็งกำไรหุ้นอีกเลย”
หลังจากที่กู้ย่าฮุยสาธยาย เฉินรั่วหลินก็พูดด้วยความโกรธว่า “อย่าเอาแต่สั่งสอนฉันไปหน่อยเลย”
กู้ย่าฮุยตระหนักว่าเขาทำให้เธอโกรธอีกครั้งแล้ว จึงรีบพูดว่า “ที่รัก ครั้งนี้คุณทำได้ดีมาก แต่ครั้งหน้าเราอย่าทำอะไรแบบนี้อีกเลยได้ไหม?”
“ฉันไม่คิดจะเล่นแล้ว หนานหน่านกับคนอื่น ๆ เองก็ไม่คิดจะซื้อขายหุ้นอีกเหมือนกัน”
เมื่อเฉินรั่วหลินพูดแบบนี้ กู้ย่าฮุยก็รู้สึกโล่งใจในที่สุด
หากกู้หนานวางมือ สมาชิกในครอบครัวก็ต้องวางมือตาม
“มากินข้าวกันเถอะ” กู้ย่าฮุยนำจานทั้งหมดออกมาวาง ก่อนที่เฉินรั่วหลินจะขยับตะเกียบ ทารกในอ้อมแขนของเธอก็เริ่มร้องไห้เอะอะอีกครั้ง
“อย่าร้องไห้นะลูก เดี๋ยวพ่ออุ้มลูกเอง” กู้ย่าฮุยรีบรับมันจากมือของเธอ “คุณกินก่อนเถอะ ผมจะปลอบเขาเอง”
“อย่าทำให้แม่ลำบากใจสิ ถ้าลูกเอาแต่ร้องไห้งอแงไม่ยอมเชื่อฟัง พ่อจะไม่รักลูกแล้วนะ”
กู้ย่าฮุยอุ้มเด็กขึ้นมาโยกเยก มองหน้าเขา จากนั้นก็เดินไปรอบ ๆ และเกลี้ยกล่อมเขาอยู่พักหนึ่ง ในที่สุดเด็กก็ผล็อยหลับไป
ใช้เวลาแค่ไม่นานมาก แต่เขากลับเหนื่อยจนเหงื่อโซมกาย
การดูแลเด็กไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
โดยเฉพาะเวลาที่ลูกร้องไห้ ทั้งรู้สึกเหนื่อยและหงุดหงิดมาก
กู้ย่าฮุยวางเด็กลงแล้วกลับไปนั่งกินข้าวกับเธอ เขาคิดอยู่พักหนึ่งแล้วพูดกับเฉินรั่วหลินว่า “หลินหลิน ทำไมเราไม่จ้างพี่เลี้ยงเด็กสักคนล่ะ? ยอมเสียค่าใช้จ่ายแค่สองถึงสามร้อยหยวนต่อเดือนเท่านั้นเอง คุณจะได้มีเวลาพักหายใจหายคอได้คล่องขี้นหน่อย
ตอนนี้คุณเริ่มคุ้นเคยกับจิงตูและปรับตัวได้บ้างแล้ว ผมอยากให้คุณเริ่มเตรียมตัวเปิดสาขาตั้งแต่ตอนนี้ ยังไงคุณก็อยู่ดูแลลูกที่บ้านไปตลอดไม่ได้ แต่ละปีมีช่องทางในการทำธุรกิจมากมาย ยิ่งเราเริ่มไวก็ยิ่งมีเวลาปรับเปลี่ยนกลยุทธ์หรือหยิบจับอะไรที่เราถนัดสักอย่าง คุณไม่เห็นหรือว่าตั้งแต่มีเจ้าตัวแสบคนนี้ พวกเราต่างก็ไม่มีเวลาส่วนตัวให้กันเลย เรายังอายุน้อย ไม่ควรปล่อยให้ชีวิตคู่จืดชืดเพียงเพราะมีลูกได้ เรื่องนี้สามารถนำไปสู่ปัญหาใหญ่ได้เลยนะ”
เฉินรั่วหลินกลับลังเล “แต่ฉันไม่อยากให้พี่เลี้ยงมาดูแลเขาตามลำพัง ถ้าเราเจอพี่เลี้ยงที่ขาดความรับผิดชอบจะทำยังไง?”
“วันไหนคุณไม่ไปทำงาน คุณก็อยู่ดูแลเขาที่บ้าน พี่เลี้ยงคงไม่กล้าทำอะไรเด็กแน่ถ้าอยู่ภายใต้สายตาคุณ ตอนที่คุณออกไปทำธุระหรือเตรียมเปิดร้าน ก็ให้พี่เลี้ยงพาลูกเราไปด้วย ไปไหนก็ไปด้วยกัน เทอมหน้าผมต้องกลับไปเข้าเวรในโรงพยาบาลแล้ว งานยุ่งยิ่งกว่านี้อีก อาจปลีกตัวมาช่วยคุณดูแลเขาไม่ได้ด้วยซ้ำ คุณก็เห็นนี่ว่าครอบครัวของหนานหนานยังรักใคร่กันดี ทั้ง ๆ ที่เธอจ้างพี่เลี้ยงเด็กและแม่บ้านให้เป็นผู้ช่วย พอมีคนแบ่งเบาภาระก็สามารถทำในสิ่งที่อยากทำได้
เราจากบ้านเกิดมาอยู่ไกล พ่อแม่ก็ยังไม่เกษียณ จะขอให้พวกเขาลาออกก็ไม่ได้ ผมเห็นคุณอยู่บ้านตามลำพังกับลูกแบบนี้ ทั้งรู้สึกเป็นห่วงและไม่สบายใจ ผมยอมให้คุณสละอาชีพตามผมไม่ได้ นับประสาอะไรกับการเสียสละเพื่อลูก ที่ผมแต่งงานกับคุณก็เพราะหวังว่าคุณจะมีความสุขสบายมากเมื่ออยู่กับผม ดังนั้นผมไม่อยากให้คุณเก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน เลี้ยงลูกในฐานะแม่บ้านเต็มเวลา”
กู้ย่าฮุยอดกลัวไม่ได้ว่าถ้าสิ่งต่าง ๆ ดำเนินไปแบบนี้ เฉินรั่วหลินจะรู้สึกหดหู่ และช่องว่างระหว่างพวกเขาจะค่อย ๆ กว้างขึ้น
วันนี้ที่วิทยาลัยการแพทย์ เขาเห็นภรรยาของอาจารย์มาตามหาสามีที่วิทยาลัย คุณป้าคนนั้นแต่งตัวเรียบง่ายธรรมดา มีท่าทีถ่อมตัว มือข้างหนึ่งยังถือถุงผักที่เพิ่งซื้อมาจากตลาดด้วยซ้ำ ดูเหมือนเป็นแม่บ้านที่เคารพและซื่อสัตย์ต่อสามีอย่างที่สุด อาจารย์ซึ่งเดินออกมาจากอาคารโดยรายล้อมไปด้วยลูกศิษย์ พอเห็นภรรยาก็รีบหลบตาด้วยความรังเกียจ เห็นได้ชัดว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าลูกศิษย์ เขาไม่อยากยอมรับว่าเธอเป็นคนรักของเขา
ฉากนั้นทำให้กู้ย่าฮุยสะเทือนใจมาก
ดูแล้วคุณป้าคนนั้นหน้าตาก็ไม่เลวเลย ก่อนหน้านี้เธอน่าจะเคยเป็นผู้หญิงที่ทำงานเก่งพอสมควร อาจจะแต่งงานกับเขาตั้งแต่ประมาณสิบหรือยี่สิบปีก่อนละมั้ง?
ต่อมา อาจเป็นไปได้ว่าฝ่ายหนึ่งต้องละทิ้งอาชีพของตัวเองเพื่ออุทิศตนให้ครอบครัว
เนื่องจากสถานะทางสังคมในปัจจุบันที่เปลี่ยนไป ท่าทีซึ่งเต็มไปด้วยความรังเกียจของสามีที่เคยมีความสัมพันธ์ใกล้ชิด เป็นสิ่งที่ชวนให้รู้สึกเจ็บปวดมากจริง ๆ
เขาไม่ต้องการให้เรื่องทำนองนี้เกิดขึ้นกับพวกเขา
เพราะเขาไม่รู้ว่าวันหนึ่ง ถ้าเฉินรั่วหลินกลายเป็นแม่บ้านเต็มเวลาขึ้นมาจริง ๆ ถึงตอนนั้นเขาจะแสดงท่าทีรังเกียจเธอแบบเดียวกันกับอาจารย์ไหม หรือทำให้เธอเสียใจโดยที่ไม่ตั้งใจหรือเปล่า
คำพูดของกู้ย่าฮุยนั้นเต็มไปด้วยความจริงใจ เฉินรั่วหลินจึงตอบว่า “ฉันจะลองคิดดู”
“ยังต้องคิดอะไรอีก? เชื่อผมเถอะ เงินพวกนี้เก็บไว้ที่บ้านนาน ๆ ไม่ปลอดภัย พรุ่งนี้เราออกไปข้างนอกแล้วเอาเงินสดไปฝากเข้าบัญชีกัน ลองดูว่าวิลล่าที่คุณเพิ่งซื้อสามารถปรับพื้นที่ให้กลายเป็นร้านค้าได้ไหม? ถ้าพอทำได้เราจะประหยัดค่าเช่าในแต่ละเดือนไปมาก เสียเงินกับการตกแต่งแค่อย่างเดียว จากนั้นก็สั่งซื้อสินค้าจากอาผม แล้วค่อยชำระบัญชีกันทีหลัง จะได้ไม่เสียค่าใช้จ่ายทีละเยอะในคราวเดียว”
“นอกจากนี้ คุณยังมีรายได้จากร้านค้าในหลันเฉิงด้วย รอให้แม่เคลียร์บัญชีช่วงสิ้นเดือนแล้วส่งเงินกลับมา คุณก็จะทำธุรกิจได้อย่างคล่องตัวมากขึ้น”
เฉินรั่วหลินบอกว่า “ไว้ฉันค่อยคุยกับหนานหน่านพรุ่งนี้ บ้านที่ฉันซื้อไว้ค่อนข้างห่างไกลจากตัวเมือง และไม่มีพื้นที่ทำหน้าร้าน แต่หนานหน่านเพิ่งซื้อตึกแถวไว้เมื่อไม่กี่วันที่แล้ว และยังไม่ได้ปล่อยเช่า ฉันไปขอเช่าก่อนได้”
เมื่อได้ยินแบบนั้น กู้ย่าฮุยก็กลอกตาอีกครั้งและเริ่มบ่นว่า “ดูสิ คนเราเวลาจะซื้ออสังหาริมทรัพย์ก็เลือกซื้อตึกแถวไว้ปล่อยเช่ากันทั้งนั้น มีแต่คุณเท่านั้นแหละที่ไปซื้อบ้านผีสิง”
เฉินรั่วหลินขุ่นเคืองคำพูดเหน็บแนมของเขาขึ้นมาอีกครั้ง จึงเงยหน้าขึ้นและมองเขาอย่างดุดัน “ยังจะพูดเรื่องนี้อีกนานไหม?”
เมื่อเผชิญกับสายตาที่ดุร้ายของเธอ กู้ย่าฮุยก็รีบวางตะเกียบลงแล้วโค้งคำนับ “เอาละ ๆๆ ผมผิดไปแล้ว ผมผิดไปแล้ว จากนี้ผมจะไม่พูดมากอีกแล้ว คุณหาเงินได้ คุณเป็นเจ้านาย ผมต้องหุบปาก”
เฉินรั่วหลินเห็นว่าเขายอมแพ้ในทันที จึงอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ “ทำไมคุณถึงเป็นผู้ชายที่ปากคอเราะร้ายขนาดนี้นะ จะหาเรื่องตำหนิฉันให้ได้เลยหรือไง?”