เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 - บทที่ 847 ทุกอย่างของคุณก็คือของผม แม้แต่ตัวคุณเองก็ด้วย
- Home
- All Mangas
- เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90
- บทที่ 847 ทุกอย่างของคุณก็คือของผม แม้แต่ตัวคุณเองก็ด้วย
บทที่ 847 ทุกอย่างของคุณก็คือของผม แม้แต่ตัวคุณเองก็ด้วย
ลู่ฮ่าวถามกู้ย่าฮุยที่สีหน้าดูไม่มีความสุขว่า “นายหมายความว่า หนานหน่านเป็นคนโน้มน้าวให้รั่วหลินใช้เงินทั้งหมดของครอบครัวเพื่อลงทุนซื้อบ้านและซื้อหุ้นหรือ?”
“ใช่ วันนี้เธอบอกว่าเธอเหลือเงินที่บ้านอยู่แค่ห้าร้อยหยวน แต่พวกเรายังต้องเลี้ยงลูกนะ เงินแค่ห้าร้อยหยวนจะพอใช้จ่ายอะไรได้บ้าง? ถ้าลูกไม่สบายขึ้นมา จะเอาเงินที่ไหนพาเขาไปหาหมอ”
กู้ย่าฮุยเริ่มโกรธเมื่อเขาพูดมาถึงตรงนี้ “วันนี้ฉันต้องไปบ้านนายให้ได้”
ลู่ฮ่าวก็กังวลมากเช่นกันเพราะกลัวว่าพวกเธออาจสูญเงินเปล่าจริง ๆ ดังนั้นจึงต้องพากู้ย่าฮุยกลับบ้าน
ช่วงนี้กู้หนานค่อนข้างว่าง เธอกับเฉินรั่วหลินอยู่ในห้อง กำลังศึกษาเรียนรู้วิธีใช้คอมพิวเตอร์ เฉินรั่วหลินจึงฝากเด็กไว้กับพี่เลี้ยงและผู้เฒ่าลู่ให้ช่วยดูแล ในขณะที่ยุ่งอยู่กับธุระของตัวเอง
ทันใดนั้นเอง ทันทีที่กู้ย่าฮุยกับลู่ฮ่าวเข้ามา พวกเขาเห็นผู้เฒ่าลู่อุ้มตงตงไว้ในอ้อมแขน ส่วนพี่เลี้ยงอุ้มถงถงไว้และให้เล่นอยู่ด้วยกันในห้องรับแขก
“ไอหยา ลูกชายพ่อถูกโยนให้เป็นภาระของคุณปู่อีกแล้ว”
กู้ย่าฮุยเอื้อมมือไปรับลูกชายของเขาจากผู้เฒ่าลู่ รู้สึกผิดที่ชายชราต้องมารับหน้าที่ดูแลลูกแทนแม่เด็ก ตะโกนไปทางห้องหนังสือเสียงดัง “หนานหน่าน เฉินรั่วหลิน ออกมาเดี๋ยวนี้!”
เฉินรั่วหลินได้ยินเสียงของกู้ย่าฮุย จึงเดินออกมาจากห้องด้วยสีหน้ารำคาญเต็มทน “อะไรของคุณ? จะตะโกนทำไม?”
เมื่อคืนนี้พวกเขาทะเลาะกันจึงนอนแยกเตียง เธอหนีมาหาที่พึ่งทางใจอย่างกู้หนาน แต่แล้วเทพเจ้าแห่งโรคระบาดก็ตามมารังควานเธอหลังเลิกเรียนอีก
กู้ย่าฮุยถาม “หนานหน่านอยู่ไหน?”
“พี่ชาย ไปกินรังแตนที่ไหนมาเนี่ย?” กู้หนานออกมาจากห้องหนังสือ พอเห็นกู้ย่าฮุยที่หน้าตาและน้ำเสียงดุร้าย น้ำเสียงของเธอเองก็ไร้ความปรานีเช่นกัน
“หนานหน่าน ฉันขอถามหน่อย เธอบอกให้เฉินรั่วหลินเอาเงินทั้งหมดที่มีอยู่ไปซื้อบ้านและซื้อหุ้นจริงไหม?” กู้ย่าฮุยปรี่เข้าไปเค้นถามกู้หนาน
“ใช่ แล้วไง?”
“แล้วไงน่ะหรือ?” กู้ย่าฮุยโกรธมาก “ฉันได้ยินมาว่าพวกเธอพากันไปซื้อบ้านผีสิงที่ไม่มีใครต้องการด้วย นี่คิดจะทำอะไรกันแน่? คิดจะเอาเงินทั้งหมดที่มีไปทิ้งน้ำเปล่า ๆ หรือยังไง?”
ผู้เฒ่าลู่ก็ตกใจเช่นกันเมื่อได้ยินเรื่องบ้านผีสิง
ผู้หญิงสองคนนี้ปีศาจเข้าสิงหรืออย่างไร?
ทำไมถึงได้หาซื้อบ้านผีสิงกันล่ะ?
“บ้านผีสิงบ้าบออะไร นายเป็นหมอ ยังเชื่อเรื่องงมงายไร้สาระแบบนี้ด้วยหรือ? เจ้าของบ้านแค่ล้มป่วยและตายที่บ้านหลังนั้น ไม่มีประวัติฆาตกรรมอะไรเลย”
แต่ด้วยเหตุผลนี้ จึงไม่มีใครต้องการบ้านหลังนั้น แม้แต่ลูกหลานก็ปล่อยทิ้งร้างโดยเปล่าประโยชน์
เธออยู่ในแวดวงธุรกิจมานาน เคยได้ยินข่าวลือว่าบ้านเก่า ๆ ทั้งหลายจะถูกรัฐสั่งรื้อถอนในอีกสองปีข้างหน้า บ้านผีสิงที่ไม่มีใครต้องการนี่แหละ จะมีมูลค่ามหาศาลเมื่อถึงเวลานั้น
กู้ย่าฮุยพูดด้วยความโกรธ “ประเด็นไม่ได้อยู่ตรงนี้ แต่มันอยู่ที่เธอพาเมียฉันไปซื้อบ้านหลังนั้นทำไม? อาคารใหญ่ ๆ มีห้องว่างตั้งหลายพันห้อง นอนเข้าจริงใช้พื้นที่แค่เจ็ดฟุต แต่เธอกลับหลอกให้ซื้อบ้านหลังนั้น แล้วเธอก็บ้าซื้อตามคำโน้มน้าวซะด้วย พอย้ายกลับมาซื้อห้องชุดก็ไม่มีเงินเหลือแล้ว ไม่มีเงินแม้แต่จะประทังชีพ เธอคิดว่าพวกเราควรทำยังไง?”
เมื่อได้ยินแบบนี้ กู้หนานก็มองไปที่เฉินรั่วหลินด้วยความเหลือเชื่อ “หือ? เธอเอาเงินมาลงทุนจนไม่เหลือเงินกินเลยหรือ?”
เฉินรั่วหลินรีบอธิบาย “อย่าไปฟังเรื่องไร้สาระของเขา ที่บ้านเรายังมีเงินเหลืออีกตั้งสองสามร้อยหยวน หนานหน่าน เธอไม่ได้บอกหรอกหรือว่าเราสามารถปิดตลาดหุ้นได้ภายในสามวัน? แล้วถึงตอนนั้นเงินที่เราเอาไปลงทุนกับหุ้นก็จะได้กลับคืน”
เฉินรั่วหลินได้ยินเดวิดและคนอื่น ๆ พูดคุยกับกู้หนาน บอกว่าครั้งสุดท้ายที่พวกเขาลงทุนในตลาดหุ้น พวกเขาสามารถทำเงินได้มากมาย ดังนั้นเธอจึงตัดสินใจลงทุนเงินในครั้งนี้
กู้หนานบอกว่า “พี่ชาย ไม่ต้องกังวลนะ เงินที่เธอเอาไปลงหุ้นจะกลับมาในอีกไม่กี่วันจริง ๆ”
“หนานหน่าน เธอมีรายได้เป็นของตัวเองในฐานะเจ้าของธุรกิจ แต่รั่วหลินแค่ดูแลลูกอยู่เฉย ๆ ที่บ้าน ถ้าเงินออมของครอบครัวเราสูญเปล่า ไม่คิดบ้างหรือไงว่าพวกเราได้ขัดสนอดอยากกันแน่ ๆ”
กู้ย่าฮุยเคยชินกับการมีเงินเก็บในมือมากมาย แต่ตอนนี้เขามีเงินเหลืออยู่ที่บ้านแค่ไม่กี่ร้อยหยวน เขารู้สึกไม่ชินกับมันเอาซะเลย
ถ้าครอบครัวพวกเขามีกันอยู่แค่สองคน ต่อให้มีเงินเหลือน้อยก็ไม่กังวล แต่นี่เขายังต้องเลี้ยงดูลูก
ถ้าลูกชายเขามีอาการปวดหัวเป็นไข้ขึ้นมาจะทำยังไง?
เฉินรั่วหลินตะคอกใส่เขาด้วยความโกรธ “แล้วคุณมาเดือดร้อนอะไรด้วย? เงินลงทุนพวกนั้นก็เงินของฉันทั้งนั้น ต่อให้ฉันจะเสียมันไปฉันก็ยินดี คนที่ไม่ได้ช่วยทำมาหากินอย่างคุณจะไปรู้อะไร? แต่ละวันกว่าจะกลับมาก็ดึกดื่น แทบไม่ได้ช่วยดูแลลูกด้วยซ้ำ กล้าดียังไงมาสั่งสอนฉันว่าควรทำอะไร?”
เพื่อไม่ให้พ่ายแพ้ กู้ย่าฮุยตอบโต้กลับว่า “คุณหมายความว่าไง? ผมไม่มีสิทธิ์ควบคุมการตัดสินใจเลยงั้นหรือ? อย่ามาใช้คำว่าเงินของคุณ ตัวคุณเป็นของผม เงินของคุณก็เป็นของผมด้วยเหมือนกัน”
ทัศนคติของเขาแทบไม่ต่างจากการกินข้าวนิ่มเลย*[1]
เฉินรั่วหลินหัวเราะเยาะ “คุณนี่ไร้ยางอายจริง ๆ”
ขณะที่กู้ย่าฮุยกำลังจะพ่นคำสาปแช่งต่อ กู้หนานก็ขัดจังหวะพวกเขา “เอาละ หยุดเถียงกันได้แล้ว พวกเราจะได้เงินลงทุนกลับคืนมาจริง ๆ ในอีกไม่กี่วัน ส่วนการซื้อบ้านก็ถือเป็นการลงทุนระยะยาว ตอนนี้พวกเราใช้เงินเพียงเล็กน้อยในการซื้อหา ไว้ค่อยจัดการรื้อทิ้งทีหลัง หรือถ้ารีโนเวตบ้านแล้วขายก็ร่ำรวยได้ภายในชั่วข้ามคืนเหมือนกัน ลองมองในระยะยาวดูบ้าง คราวนี้พอเงินที่ได้จากการซื้อหุ้นฟื้น ฉันสัญญาว่าจะไม่พารั่วหลินไปซื้ออันนั้นอันนี้อีก จะปล่อยให้เธอดูแลลูกอย่างเต็มที่ แล้วค่อยทำเรื่องเปิดสาขาใหม่ อย่างน้อยก็ยังมีอาชีพรองรับ ต่อให้เงินลงทุนจะเสียไปบ้าง ก็ยังมีหนทางในการหาเงินเลี้ยงชีพ”
เมื่อเห็นว่าลู่ฮ่าวมีวี่แววจะตามใจกู้หนาน กู้ย่าฮุยจึงส่งสัญญาณให้เขาปรามเธอ
“หนานหน่าน อย่าเอาเงินไปลงกับอะไรอีกเลย” ลู่ฮ่าวพยายามเกลี้ยกล่อมเธอภายใต้แรงกดดันจากสายตาของกู้ย่าฮุย
กู้หนานอดไม่ได้ที่จะพูดแรง ๆ “พวกคุณสองคนเป็นได้แค่หมอเท่านั้นแหละ ไม่มีความเฉียบแหลมด้านการลงทุนเอาซะเลย รั่วหลินพูดถูก เงินที่เราลงทุนก็เป็นเงินที่พวกเราหากันมาเองทั้งนั้น หมายความว่าเรามีสิทธิ์ในการใช้จ่ายไปกับอะไรก็ได้ตามที่ต้องการ คุณสองคนไปตั้งใจเรียนให้หนักและศึกษาค้นคว้าหัวข้อวิจัยของตัวเองต่อไปเถอะ เรียนจบแล้วก็เป็นหมอ ทำหน้าที่ช่วยชีวิตและรักษาผู้ป่วยให้ดี เพื่อความสามัคคีในครอบครัว เป็นการดีที่สุดที่คุณจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับสิ่งที่ตัวเองไม่มีความสามารถ”
“อีกอย่าง สิ่งที่พวกเราทำลงไป ก็เป็นช่องทางที่ทำให้ครอบครัวมีรายได้เพิ่มขึ้นทั้งนั้น เป็นการตัดสินใจที่ทำให้ครอบครัวเจริญรุ่งเรือง ฉะนั้นเราจะไม่ยอมให้พวกคุณมายุ่งกับเรื่องเกี่ยวกับเงินและผลกำไรเด็ดขาด ยังไม่สำนึกอีกหรือว่าพวกเราทุ่มเทกันขนาดไหน”
เมื่อกู้หนานพูดแบบนี้ ลู่ฮ่าวก็พูดไม่ออก เขาดึงแขนของกู้ย่าฮุยให้ถอยกลับและแนะนำว่า “หยุดสร้างปัญหาได้แล้ว เราไม่ได้เป็นคนหาเงินหลักของบ้าน จึงไม่มีสิทธิ์พูด”
ที่ผ่านมาลู่ฮ่าวไม่เคยถามอะไรละลาบละล้วงมากเกินไป หากกู้หนานไม่คิดว่าเขาเป็นผู้ชายกินข้าวนิ่มในช่วงที่เขาไม่มีเงินเดือนเป็นของตัวเอง
ส่วนธุรกิจข้างนอกที่เธอต้องใช้เงินลงทุน เขาไม่กล้าสอดมือเข้าไปยุ่ง
สาเหตุหลักเป็นเพราะเขายังมีพ่อและแม่คอยควบคุมดูแลสิ่งต่าง ๆ เขาจึงไม่มีอะไรต้องกังวล
เมื่อเดวิดกับเฉินหย่าจือกลับมา พวกเขาก็เห็นกู้ย่าฮุยและเฉินรั่วหลินอยู่ในบ้านด้วย แต่สีหน้าของกู้ย่าฮุยดูไร้ความเมตตา ราวกับว่าพวกเขากำลังทะเลาะกัน
“เกิดอะไรขึ้น? ย่าฮุย ทำไมถึงทำหน้าตาแบบนั้นล่ะ”
เมื่อกู้ย่าฮุยเห็นเดวิดกับเฉินหย่าจือ เขาก็ระงับอารมณ์ทันทีพร้อมกับพูดยิ้ม ๆ ว่า “คุณลุง ไม่มีอะไรครับ”
“พ่อ แม่ พวกคุณกลับมาทันเวลาพอดีเลย” กู้หนานหันไปขอความช่วยเหลือจากเดวิด “พ่อคะ กราฟหุ้นที่เราเพิ่งซื้อมีแววจะขายได้กำไรไหม? ลูกพี่ลูกน้องของฉันมาที่นี่เพราะกังวลเรื่องนี้ กลัวว่าเงินของครอบครัวเขาจะสูญเปล่าหลุดลอยไป”
เดวิดอธิบายด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ย่าฮุย อย่ากังวลไปเลย ฉันเองก็ซื้อหุ้นไว้เยอะเหมือนกัน ครั้งล่าสุดที่เราซื้อ พวกมันทำเงินให้พวกเรามากมายเกินคาดจริง ๆ ครั้งนี้พวกเราเองก็ควรเชื่อหนานหน่าน เธอดูกราฟแม่นยำที่สุดแล้ว”
เดวิดเชื่อมั่นในความสามารถของกู้หนานอย่างสมบูรณ์ เพราะครั้งล่าสุดที่เขาตัดสินใจซื้อหุ้นตามคำแนะนำของกู้หนาน ในเวลามากกว่าหนึ่งเดือน ราคาหุ้นเพิ่มขึ้นกว่าเดิมถึงยี่สิบเท่า และพวกเขาก็ทำเงินได้อย่างมหาศาล
กำไรที่เขาทำได้ในครั้งนั้นน่าตื่นเต้นมาก เหมือนปล้นเงินมาอย่างง่ายดายอย่างไรอย่างนั้น
เฉินรั่วหลินพูดกับกู้ย่าฮุยด้วยความโกรธ “ได้ยินหรือยัง? แม้แต่คุณลุงกับคุณอายังซื้อเลย มีอะไรให้ต้องกังวลอีกไหม?”
กู้ย่าฮุยพึมพำ “พวกคุณกระเป๋าเงินหนานี่นา ต่อให้เงินลงทุนสูญไปก็ไม่ทำให้ขนหน้าแข้งพวกคุณร่วง แต่ถ้ารั่วหลินสูญเงินไปจริง ๆ ชีวิตความเป็นอยู่ของลูกชายผมก็จบเห่”
นี่คือการลุงทุนครั้งแรกในชีวิต ทำให้กู้ย่าฮุยวิตกกังวลอย่างยิ่ง
สมัยอยู่หลันเฉิงเขาเคยมีชีวิตที่สุขสบายมาก ไม่เคยรับรู้ถึงความยากลำบากในการใช้ชีวิตเลย
เงินเก็บเพียงเล็กน้อยที่เขามีก็ใช้ไปกับการซื้อบ้านแล้ว ตอนนี้เขาต้องหวังพึ่งพาเฉินรั่วหลินเพื่อประคับประคองครอบครัวจริง ๆ
เพราะเขามีภรรยาคอยสนับสนุน ดังนั้นจึงไม่กล้าหยิ่งผยองหรือระบายความอัดอั้นมากเกินไป และทำได้แค่รออย่างอดทน
ตอนเข้ามาครั้งแรก กู้ย่าฮุยมีท่าทีดุร้ายพร้อมปะทะ แต่ตอนนี้เขากลับขี้ขลาดอีกครั้ง “ถ้าอย่างนั้นเรากลับบ้านกันเถอะ ผมจะซื้อผักมาทำกับข้าว”
“อุ้มลูกไปด้วย” เฉินรั่วหลินสั่ง
กู้ย่าฮุยรีบอุ้มลูกชายของเขาขึ้นจากรถเข็นเด็ก แล้วทำท่าทางให้ทารกน้อยโบกมือลาปู่ทวดของเขา
“หนานหน่าน พวกเราไปก่อนนะ อีกสามวันฉันจะกลับมา”
ก่อนออกเดินทาง กู้ย่าฮุยกลอกตามองไปที่ลู่ฮ่าวด้วยความรังเกียจ
สถานะของเหล่าลู่ในบ้านหลังนี้เหมือนเขาเป็นลูกเขยซะมากกว่า ในขณะที่หนานหน่านมีปากเสียงในบ้าน ราวกับเธอเป็นลูกสาวแท้ ๆ ของเฉินหย่าจือและเดวิด
เขาจ้องมองไปที่ลู่ฮ่าว และลู่ฮ่าวก็ถลึงตากลับ
สามวันต่อมา เฉินรั่วหลินมาที่บ้านพวกเขาแต่เช้า อุ้มลูกชายไว้ในอ้อมแขน หลังจากส่งมอบเด็กให้ผู้เฒ่าลู่ช่วยดูแลแทนชั่วคราวแล้ว ก็ติดตามกู้หนานไปที่ตลาดหลักทรัพย์
ผู้เฒ่าลู่มองพวกเธอสองคนเหมือนคนบ้า และอดเป็นห่วงพวกเธอไม่ได้
นี่มันวิธีหาเงินแบบไหนกัน?
ไม่ได้ลงแรงทำงาน แต่กลับหาเงินด้วยวิธีง่าย ๆ จากการคาดเดาน่ะหรือ?
พวกเธอกลับมาในตอนบ่าย
เมื่อมองจากภายนอกกู้หนานและเฉินรั่วหลินพูดคุยกันอย่างมีชีวิตชีวา ดูเหมือนว่าพวกเธอจะอารมณ์ดีกับผลตอบรับในครั้งนี้มาก
เมื่อเห็นพวกเธอเข้ามา ผู้เฒ่าลู่ก็รีบถามไถ่ “เป็นยังไงบ้าง? หุ้นอะไรนั่นของพวกเธอทำเงินได้จริงไหม?”
กู้หนานยิ้มอย่างมีเลศนัย “คุณปู่ ลองเดาดูสิคะ”
“จะให้ฉันเดาอะไรได้? ต่อให้ไม่ได้กำไรกลับมาก็ไม่เป็นไร ขอแค่ได้เงินต้นกลับมาก็พอแล้ว”
“เราทำกำไรจากการซื้อหุ้นครั้งนี้ถึงสามเท่าค่ะ” กู้หนานประกาศ
เฉินรั่วหลินอดไม่ได้ที่จะยิ้มอย่างมีความสุข “ใช่ค่ะ คุณปู่ ฉันลงทุนไปหนึ่งหมื่นหยวน แต่ได้กลับมาตั้งสามหมื่น”
ผู้เฒ่าลู่ตกใจมากจนกรามแทบหลุด “พระเจ้าช่วย เมืองนี้มันบ้าไปแล้ว พวกเธอหาเงินกันได้ง่าย ๆ แบบนี้เลยหรือ”
“คุณอา ขึ้นชื่อว่าตลาดหุ้น แน่นอนว่าเราไม่สามารถหาเงินจากมันได้เสมอไป หุ้นตกเมื่อไหร่ก็ขาดทุนได้เหมือนกัน”
หลังจากได้ยินคำอธิบายของเดวิด ผู้เฒ่าลู่ก็ตั้งข้อสังเกต “แสดงว่าก็เหมือนกับการพนันขันต่อน่ะสิ?”
กู้หนานเห็นด้วยกับผู้เฒ่าลู่ พูดเสริมขึ้นว่า “คุณปู่พูดไม่ผิดค่ะ จริง ๆ กระบวนการทั้งหมดจากการทำเงินก็เกี่ยวพันกับการเก็งกำไรทั้งนั้น แต่ฉันจะไม่เล่นหุ้นอีกแล้วค่ะ หัวใจไม่พร้อมรับความเสี่ยงจริง ๆ”
เดวิดบอกว่า “งั้นเรากลับไปทำงานหนัก รอเวลาอีกสักสองสามปี แล้วค่อยดึงบริษัทเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ คราวนี้เราก็จะมีหุ้นเป็นของตัวเองแล้ว”
ผู้เฒ่าลู่ไม่ค่อยเข้าใจสิ่งที่พวกเขากำลังพูดถึง แต่จากที่ฟังก็ดูมีระดับมากเกินความเข้าใจ
เฉินรั่วหลินเก็บกระเป๋าไปวาง รับลูกคืนจากพี่เลี้ยงของกู้หนาน แล้วพูดกับพวกเขาว่า “ฉันขอพาลูกกลับบ้านก่อนนะคะ อยากใช้เงินพวกนี้ตบหน้ากู้ย่าฮุยจริง ๆ”
กู้หนานมองท่าทางหยิ่งผยองของเฉินรั่วหลิน ก่อนรีบเตือนเธอว่า “อย่าทำอะไรโหดร้ายต่อความรู้สึกอย่างนั้นเลย ลูกพี่ลูกน้องของฉันพยายามถ่อมตัวมากแล้ว เธอควรทำดีต่อเขาให้มากดีกว่า ถึงยังไงเขาก็เป็นหุ้นส่วนที่มีศักยภาพที่สุด และมีมูลค่าการลงทุนที่ประเมินไม่ได้ยิ่งกว่าหุ้นใด ๆ ที่เธอซื้อเสียอีก”
[1] กินข้าวนิ่ม หมายถึง ผู้ชายที่ต้องพึ่งผู้หญิง เกาะผู้หญิงในการใช้ชีวิต ไม่ทำงาน ให้ภรรยาหรือแฟนทำมาหาเลี้ยง