เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 - บทที่ 846 ละลายทรัพย์ของครอบครัวจนเกือบหมด
- Home
- All Mangas
- เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90
- บทที่ 846 ละลายทรัพย์ของครอบครัวจนเกือบหมด
บทที่ 846 ละลายทรัพย์ของครอบครัวจนเกือบหมด
ตามคำร้องขอของผู้เฒ่าลู่ กู้หนานจึงพาชายชราไปเยี่ยมชมโรงงานผลิตยา
ผู้เฒ่าลู่ตื่นตาตื่นใจมากเมื่อมาถึงโรงงานผลิตยา
เขามองไปยังพื้นที่โรงงานอันกว้างขวาง สะอาด และใหญ่โต แล้วถอนหายใจ “นี่คงเป็นโรงงานที่สะอาดตาและใหญ่ที่สุดที่ฉันเคยเห็น”
กู้หนานอธิบาย “คุณปู่ ที่นี่คือโรงงานผลิตยา มันต้องแตกต่างกับโรงงานแปรรูปวัตถุดิบยาในบ้านเกิดของเราอยู่แล้ว ที่นั่นเราแปรรูปวัตถุดิบแบบหยาบ แล้วส่งมาผลิตต่อที่โรงงานแห่งนี้ มีห้องปฏิบัติการเต็มรูปแบบ พนักงานทุกคนที่เราว่าจ้างล้วนมีฐานะ การศึกษาที่ดี และมีความสามารถ ตอนนี้ยังมีห้องปฏิบัติการปลอดเชื้อที่คนทั่วไปไม่สามารถเข้าถึงได้ และมีอาคารสำนักงานสามชั้นซึ่งเพิ่งขยายต่อเติมในปีนี้”
“พวกยานี่ผลิตจากสูตรยาของเธอเองหรือ?” ผู้เฒ่าลู่มองไปที่กู้หนานและถามด้วยความตื่นเต้น
กู้หนานตอบว่า “ใช่ค่ะ เป็นสูตรยาของแม่บุญธรรมที่ได้รับการจดสิทธิบัตรเรียบร้อยแล้ว”
“ยาจีนที่จดสิทธิบัตรเหล่านี้ได้รับรองจากทางการแล้วว่าสามารถรักษาโรคได้จริง ดังนั้นจึงมีกระบวนการผลิตที่เข้มงวดมาก และต้องผ่านการตรวจสอบจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาก่อน ถึงจะออกสู่ตลาดได้”
กู้หนานไม่สามารถพาผู้เฒ่าลู่เข้าไปในห้องปฏิบัติการปลอดเชื้อได้ หลังจากเดินไปรอบ ๆ ข้างนอกแล็บแล้ว เธอก็พูดว่า “ไปดูร้านขายอุปกรณ์การแพทย์กันเถอะค่ะ เป็นร้านตัวแทนจำหน่ายแบรนด์ของบริษัทพ่อแม่สาขาใหญ่ในเมืองจิงตู ซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามโรงพยาบาลพอดี เพื่อโฆษณาให้กับบริษัท เราจึงจ้างเสมียนสองคนมาประจำอยู่ที่นั่น”
“ได้ เราไปดูกันเถอะ”
กู้หนานพาผู้เฒ่าลู่ไปที่ร้าน
ตอนนี้ภายในร้านไม่มีลูกค้าอยู่พอดี พนักงานทั้งสองคนกำลังจัดสินค้าและพูดคุยกัน
เมื่อเห็นกู้หนานเดินเข้ามา พวกเธอก็ทักทายเจ้านายด้วยความเคารพ และเล่าสถานการณ์ในวันนี้ให้เธอฟัง
“เธอรับสมัครหนูสองคนนี้มาทำงานหรือ?” ผู้เฒ่าลู่ถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“ใช่ค่ะ”
ผู้เฒ่าลู่ถามอีกครั้ง “แล้วถ้าไม่มีลูกค้าเข้าร้านเลย พวกเธอจะยังได้รับค่าจ้างอยู่ไหม?”
“ได้รับสิคะ”
ผู้เฒ่าลู่เป็นกังวลเล็กน้อยเมื่อเห็นร้านว่างเปล่าที่ไม่มีลูกค้าเข้า
กู้หนานเข้าใจว่าชายชราอาจกังวลว่าพนักงานทั้งสองคนอาจไม่ได้รับเงินเดือน หรือได้เงินเดือนโดยเปล่าประโยชน์
เธอจึงอธิบายว่า
“อุปกรณ์ทางการแพทย์ของเราทั้งหมดได้รับใบอนุญาตอย่างเป็นทางการหลังจากผ่านการตรวจสอบคุณภาพแล้ว ทั้งยังตั้งร้านขายอยู่บนถนนฝั่งตรงข้ามกับโรงพยาบาล อย่าลืมว่าของพวกนี้ไม่เหมือนกับของใช้ในชีวิตประจำวัน”
อุปกรณ์การแพทย์ทั่วไปมักได้รับการปรับเปลี่ยนให้ลักษณะการใช้งานเหมาะสมกับผู้ป่วยมากขึ้น ถ้าผู้ป่วยต้องการก็จะเข้าไปที่แผนกผู้ป่วยนอกในโรงพยาบาลโดยตรง เพราะแพทย์จะมีการแนะนำอุปกรณ์ที่เข้ากับคนไข้ได้ดีกว่าคนไข้ออกไปซื้อเอง
อีกทั้งสินค้าพวกนี้ก็มีราคาแพง
กู้หนานพาผู้เฒ่าลู่เดินไปรอบ ๆ ร้านแล้วแนะนำว่า “ถึงอย่างนั้นเราก็จัดหาคนไปส่งใบปลิวเพื่อโฆษณาร้านค้าอยู่เนือง ๆ เพื่อดึงดูดลูกค้าบางรายให้รู้จักผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพของบริษัทเรา นอกจากนี้เรายังลงโฆษณากรอบใหญ่ในหนังสือพิมพ์ด้วย ที่จริงโรงพยาบาลจิงตูเริ่มใช้อวัยวะเทียมนำเข้าของบริษัทวิคเตอร์กันมาสักระยะแล้ว ดังนั้นแบรนด์นี้จึงค่อย ๆ ได้รับความนิยมในประเทศจีนค่ะ”
หลังจากได้ยินคำพูดของกู้หนาน ดวงตาของผู้เฒ่าลู่ก็สว่างวาบทันที “ฉันออกไปแจกใบปลิวได้นะ จะเริ่มแจกเมื่อไหร่? ต้องแจกที่ไหน? ฉันไปแจกเองได้!”
กู้หนานกลอกตามองเขาอย่างไร้คำพูด “พูดเรื่องอะไรกันคะ? กลับบ้านกันเถอะ”
ขืนปล่อยให้อยู่ต่อไป เสมียนสองคนในร้านคงถูกชายชราหว่านล้อมหรือบีบให้ออกแน่
กู้หนานไม่ได้แนะนำพวกเขาให้รู้จักกัน เธอพาชายชราออกไปจากร้านเงียบ ๆ แล้วขับรถตรงกลับไปที่บ้าน
ระหว่างทางกลับ เธอก็พูดกับผู้เฒ่าลู่อย่างจริงจัง “คุณปู่ ฉันรู้นะคะว่าคุณคุ้นชินกับการมีงานทำตลอดเวลา และมักกระสับกระส่ายไม่อยากอยู่นิ่ง ต้องการใช้เรี่ยวแรงที่มีอยู่เพื่อทำอะไรบางอย่าง แต่คุณปู่ช่วยเชื่อฟังเราหน่อยได้ไหม? ผู้สูงวัยที่อายุเท่าคุณไม่สามารถทำงานอะไรในจิงตูได้เลย ไม่ว่าจะเป็นในโรงงานผลิตยา หรือในร้านขายอุปกรณ์ทางการแพทย์ เราเน้นรับสมัครพนักงานที่เชี่ยวชาญเฉพาะทาง พวกเขาอายุยังน้อยและมีความทุ่มเทสูงกว่า ฉันเชื่อในศักยภาพของพวกเขา วันนี้ฉันจะพาคุณมาที่ร้านแค่ครั้งเดียว จากนี้ไม่ต้องคิดช่วยงานอะไรอีกแล้วนะคะ การดูแลลูกสาวของฉันก็เป็นงานที่สำคัญมากไม่ต่างกัน”
ผู้เฒ่าลู่พูดอย่างขมขื่น “พวกเธอจ้างคนไว้ที่บ้านตั้งสองคน คนหนึ่งทำอาหารและทำงานบ้าน อีกคนคอยดูแลเด็กเล็ก ฉันไม่มีประโยชน์อะไรเลยเมื่อเทียบกับพวกเธอ”
นี่คือสิ่งที่เขาไม่ค่อยเข้าใจมากนัก ที่จริงมีแม่บ้านแค่คนเดียวก็พอแล้ว แต่นี่กลับมีแม่บ้านและพี่เลี้ยงเด็กรวมกันสองคน
ตอนนี้เพิ่มเขาเข้าไปอีกคน ไม่เท่ากับมีพี่เลี้ยงสามคนหรอกหรือ?
กู้หนานต้องอธิบายว่าพี่เลี้ยงมีหน้าที่คือดูแลเด็กอย่างเดียว ไม่ต้องหยิบจับงานอื่น ในขณะที่แม่บ้านก็ไม่จำเป็นต้องดูแลเด็ก แค่ทำอาหารและทำความสะอาดบ้านเท่านั้น
กล่าวโดยสรุปคือ ผู้เฒ่าลู่รู้สึกว่าคนสมัยนี้มีภาระงานน้อยลง แต่กลับได้รับเงินค่าจ้างอย่างง่ายดาย
เขาได้ยินมาว่าเด็ก ๆ ยุคใหม่มีวิธีการเลี้ยงดูที่แตกต่างกับการเลี้ยงเด็กสมัยก่อน คนเป็นพ่อแม่ต้องใส่ใจเรื่องสุขอนามัยอย่างเข้มงวด และส่งเสริมคุณภาพชีวิตเด็กอย่างดีที่สุด ในขณะที่เขาไม่รู้วิธีดูแลอย่างประคบประหงมแบบนั้น จึงกลัวว่าตนอาจทำหน้าที่ไม่ดีพอ
ดังนั้น แม้ว่าเขาจะรักหลานสาวมากแค่ไหน แต่อีกใจก็ไม่กล้าเข้าใกล้เธอมากเกินไป เพราะกลัวว่าตัวเองอาจจะหยิบอาหารมาเคี้ยวแล้วป้อนให้เด็กกินโดยไม่สมควร
สมัยลู่ฮ่าวยังเป็นเด็ก ตอนที่ฟันของเขายังไม่ขึ้นและกัดซาลาเปาไม่ได้ เขาจึงป้อนหลานชายด้วยการเคี้ยวเองก่อนแล้วค่อยป้อนให้กิน
ตอนที่เขายังอยู่ในหมู่บ้าน เมื่อไม่กี่วันก่อน ได้ยินว่าเหล่าหลี่กับลูกสะใภ้ของเขาทะเลาะกันใหญ่โต
เหตุผลก็คือหลานของเขาอยากกินถั่วเหลือง แต่ไม่มีฟันเคี้ยวไม่ได้ เหล่าหลี่จึงหยิบเข้าปากเคี้ยวให้ก่อน แล้วค่อยป้อนให้หลานกิน ลูกสะใภ้เห็นจึงต่อว่าทันทีว่าการทำแบบนี้ทั้งสกปรกและไม่ถูกหลักอนามัย เหล่าหลี่โกรธมากจึงโต้เถียงกับเธออย่างรุนแรง
ผู้เฒ่าลู่รู้ดีว่าเด็กที่เกิดในเมืองใหญ่ย่อมได้รับการเลี้ยงดูอย่างถูกหลักอนามัยมากกว่านั้นเสียอีก
เขาจึงอยากออกไปทำงาน แล้วค่อยกลับมาหาหลานสาวตอนกลางคืน
“คุณปู่ อยู่บ้านเล่นกับลูกสาวฉันเถอะค่ะ อย่าเอาแต่คิดถึงเรื่องทำงานเลย พวกเราตั้งใจพาคุณมาอยู่ที่นี่ก็เพราะอยากดูแลคุณตอนแก่เฒ่าให้ดีที่สุด คุณไม่จำเป็นต้องออกไปทำงานอีกแล้ว”
ในที่สุดผู้เฒ่าลู่ก็ยอมเชื่อฟังในสิ่งที่กู้หนานพูด
“ได้ ฉันจะอยู่บ้านและเป็นพี่เลี้ยงเด็กที่ดี ไม่เคี้ยวอาหารให้เธอ หรือเลี้ยงเธอในแบบผิด ๆ”
จากนั้นผู้เฒ่าลู่ก็ไม่เคยพูดถึงการออกไปแจกใบปลิวหรืออะไรทำนองนั้นอีกเลย เขาอยู่บ้าน ช่วยพี่เลี้ยงดูแลหลานสาวและเล่นกับเธอตลอดทั้งวัน กู้หนานจึงคอยดูแลเขาให้กลับมามีสุขภาพแข็งแรงสมวัยเป็นพิเศษ
หลังจากที่เฉินรั่วหลินคลอดลูกแล้ว เธอก็เดินทางมาที่เมืองจิงตูพร้อมกับลูกน้อยในอ้อมแขน
เฉินรั่วหลินยินดีทำตามคำแนะนำของกู้หนาน โดยซื้อวิลล่าที่ตั้งอยู่หลังวิทยาลัยการแพทย์จิงตู
บ้านหลังนี้มีราคาประมาณหนึ่งแสนหยวน
และแล้วครอบครัวสามคนก็ย้ายเข้ามา
ตอนแรกที่เธอตัดสินใจซื้อมัน กู้ย่าฮุยไม่ได้สนับสนุนมากนัก เพราะเขาคิดเสมอว่าถึงมีเงินก็ควรซื้อห้องชุดธรรมดาทั่วไป จะซื้อวิลล่าทำไมให้สิ้นเปลืองกัน ห้องชุดธรรมดาก็มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันพออยู่แล้ว
แต่เมื่อเห็นกู้หนานควักเงินซื้อ เฉินรั่วหลินก็พลอยรู้สึกว่าวิลล่าสะดวกกว่าห้องชุดบนอาคารมาก จึงตัดสินใจซื้อตามเธอหนึ่งหลัง
วันธรรมดา กู้ย่าฮุยจะยุ่งอยู่กับการเรียนที่วิทยาลัยการแพทย์ ส่วนเฉินรั่วหลินจะอุ้มลูกชายไปฝากไว้ที่บ้านของกู้หนาน หรือเมื่อกู้หนานไม่ยุ่งกับงาน สองสาวก็จะออกไปตระเวนตามพื้นที่ห่างไกลเพื่อหาซื้อบ้านเก็บไว้
“รั่วหลิน อย่าคิดมากกับสิ่งที่ลูกพี่ลูกน้องของฉันบ่นเลย อีกหน่อยเขาจะรู้เองว่าการตัดสินใจของเราในวันนี้เป็นเรื่องที่ฉลาดแค่ไหน”
เฉินรั่วหลินถามอย่างกระตือรือร้น “หนานหน่าน ได้ยินมาว่าอุตสาหกรรมด้านอสังหาริมทรัพย์เฟื่องฟูขึ้นเรื่อย ๆ ในอนาคตลานบ้านที่ฉันซื้อจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นกว่าเดิมไหม?”
กู้หนานตอบ “แน่นอน พวกเรามากว้านซื้อสายเกินไปด้วยซ้ำ แต่ก่อนหน้านี้เราไม่มีเงินมากพอ ตอนนี้หากเรามีเงินเพียงพอ ก็สามารถซื้อเพิ่มอีกสักสองสามแห่งได้ ไม่ว่าจะเป็นลานบ้านหรืออาคารชุด ซื้อไว้ก็ไม่เสียหาย”
“ได้ ฉันเชื่อเธอ”
เฉินรั่วหลินช่วยพ่อของเธอบริหารธุรกิจการค้าในเมืองหลันเฉิง และยังกลายเป็นตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางให้กับบริษัทของกู้หลันอีกด้วย เนื่องจากเธอพอจะทำเงินได้บ้าง จึงค่อนข้างผ่อนคลายเมื่อย้ายมาที่จิงตู
ตอนนี้กู้ย่าฮุยไม่ได้รับเงินเดือนเป็นของตัวเองแล้ว ดังนั้นเขาจึงไม่กล้าพูดอะไรมาก และไม่สามารถปรามเฉินรั่วหลินไม่ให้ทำในสิ่งที่เธอต้องการได้
ลูกของพวกเขายังเล็กเกินไป เฉินรั่วหลินจึงรู้สึกไม่สะดวกใจที่จะจ้างพี่เลี้ยงเด็ก ดังนั้นเธอจึงเลี้ยงดูด้วยตัวเองอย่างเต็มเวลา ว่างเมื่อไหร่ก็ตามกู้หนานไปซื้อขายหุ้น
ตอนนี้กู้หนานกลายเป็นนักธุรกิจสมองใสเต็มตัว เธอเริ่มเรียนรู้วิธีการจัดการบริหารบริษัทมาจากเดวิด และยังได้รู้จักกับคอนเนคชันมากมายผ่านเขา อีกทั้งเมื่ออาศัยการที่เธอมีทักษะทางการแพทย์ มักจะรักษาอาการเจ็บป่วยของผู้คนเป็นงานอดิเรก ทำให้เธอมีเครือข่ายการติดต่อที่เชื่อถือได้ กอปรกับความทรงจำเกี่ยวกับธุรกิจจากชาติที่แล้ว ตอนนี้การใช้ชีวิตของเธอในจิงตูจึงลื่นไหลดุจปลากับน้ำ
วันหนึ่ง เมื่อลู่ฮ่าวเพิ่งออกมาจากห้องทดลองของวิทยาลัย กู้ย่าฮุยก็เข้ามาขวางเขาแล้วพูดว่า “เหล่าลู่ วันนี้นายช่วยกลับไปห้ามเมียตัวเองหน่อยก็ดีนะ ตอนนี้รั่วหลินแทบจะเอาทรัพย์ของครอบครัวไปละลายจนไม่เหลือแล้ว”
“เกิดอะไรขึ้น?” ลู่ฮ่าวมองเขาแล้วถามต่อ “เธอไปยืมเงินลงทุนจากรั่วหลินหรือไง?”
“บางทีขอยืมเงินยังจะดีซะกว่า” กู้ย่าฮุยทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ “เธอพารั่วหลินออกไปตระเวนซื้อบ้านทุกวัน แถมตอนนี้ยังอุตริไปลงทุนในตลาดหุ้นอีก รั่วหลินเอาเงินทั้งหมดของบ้านเราไปลงทุนด้วยซ้ำ ถ้าเธอไม่ได้อะไรกลับคืนมา เดือนหน้าพวกเราก็ไม่มีเงินค่าครองชีพแล้ว”
ลู่ฮ่าว “!!!”
เขารู้เข้าก็ตกใจเช่นเดียวกัน
ภูมิหลังทางครอบครัวของเฉินรั่วหลินไม่ได้ร่ำรวยขนาดนั้น
ถ้าล้มละลายจะทำยังไง?