เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 - บทที่ 841 ทาสลูกสาว
บทที่ 841 ทาสลูกสาว
หวังชุ่ยผิงยังคงมีความคิดแบบหัวโบราณ จึงไม่ได้คำนึงถึงคำพูดของกู้หนาน “ลูกที่โตกว่าควรดูแลลูกที่อายุน้อยกว่าแทนผู้ใหญ่อยู่แล้วไม่ใช่หรือ? มีเถี่ยตันคอยช่วยดูแลน้องสาวคนหนึ่ง คราวนี้ฉันก็จะพอปลีกตัวไปทำอาหารหรือหยิบจับงานอย่างอื่นได้ อีกอย่างเถี่ยตันเขาก็ดูรักน้องสาวจะตายไป”
กู้หนานอธิบาย “เถี่ยตันจะรักน้องสาวของเขา ก็ต่อเมื่อชีวิตของน้องสาวที่เกิดมาไม่ส่งผลกระทบต่อชีวิตในปกติประจำวันของเขา หลังจากแม่กำเนิดลูกคนที่สอง ความรักที่เคยมอบให้เขาเพียงคนเดียวก็จะถูกพรากไปครึ่งหนึ่ง ตอนนี้พี่ยังมาขอให้เด็กอายุสิบขวบแบ่งเบาภาระมากมายอีก ในฐานะแม่ พี่ควรรักษาสมดุลของความสัมพันธ์ให้มาก เพื่อไม่ให้เถี่ยตันรู้สึกว่าแม่ลำเอียง”
หวังชุ่ยผิงรับฟังคำพูดของกู้หนาน แต่ก็ยังไม่ได้ใส่ใจกับปัญหานี้เท่าที่ควร “เถี่ยตันยังเด็ก เขาคงยังไม่คิดมากอะไรทำนองนั้นหรอกมั้ง?”
“พี่สะใภ้ ความคิดของคุณเปลี่ยนไปมากจริง ๆ ถึงแม้พี่ชายของฉันจะดีกับเถี่ยตันมากแค่ไหน แต่พี่ยังต้องคอยระวัง อย่าให้เถี่ยตันคิดว่าบ้านหลังนี้มีกันแค่พ่อแม่ และน้องสาว และอย่าปล่อยให้เถี่ยตันแบกรับภาระจนเหนื่อยเกินไป ยังไงเขาก็ยังเป็นเด็ก”
กู้หนานเองก็โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว เธอแต่งงาน มีครอบครัว มีลูกเป็นของตัวเอง แต่เมื่อเห็นแม่เลี้ยงให้กำเนิดน้องชาย แล้วผู้เป็นพ่อก็ดูรักเขามาก เธอยังรู้สึกขมขื่นไม่สบายใจ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเถี่ยตันที่ยังเด็กมาก
สาเหตุของความรู้สึกไม่ใช่เพราะเสแสร้งหรืออิจฉา
แต่มันคือความกลัวว่าจะสูญเสีย กลัวการไม่ถูกรักอีกต่อไป
หวังชุ่ยผิงพยักหน้า “เข้าใจแล้ว ต่อไปนี้ฉันจะพยายามทำงานบ้านและเตรียมวัตถุดิบให้ได้มากที่สุด โดยใช้เวลาตอนที่ลูกสาวหลับ ถ้ายังไม่ได้ผลคงต้องขอให้พี่ชายของเธอกลับมาทำแทน เถี่ยตันจะได้ไม่คิดเล็กคิดน้อยกับน้องสาวของเขา”
“ใช่ ทนเหนื่อยอีกแค่สองปีเท่านั้น พอเด็กโตขึ้นจนพอจะเข้าโรงเรียนอนุบาลได้แล้วก็จะสบายตัวขึ้น อดทนเข้าไว้”
หวังชุ่ยผิงลูบหน้าตัวเอง แล้วอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ “เฮ้อ พี่ชายของเธอก็ลำบากไม่แพ้กัน คงจะดีถ้าแม่ของเขาไม่ใช่คนเลวร้ายแบบนั้น เธออายุยังไม่ถึงห้าสิบด้วยซ้ำ คงพอมีกำลังที่จะเลี้ยงหลานอยู่บ้าง”
เมื่อหวังชุ่ยผิงพูดถึงหวังเซิ่งหลัน กู้หนานก็กลอกตามองเธอแล้วพูดด้วยความโกรธ
“หยุดความคิดนั้นเดี๋ยวนี้นะ พวกคุณมีลูกกันเองก็ต้องดูแลกันเองได้ อย่าคาดหวังความช่วยเหลือจากคนอื่น โดยเฉพาะคนอย่างหวังเซิ่งหลัน ตอนที่พวกเรายังเด็กหล่อนยังไม่เคยใส่ใจดูแล ใช้ลูกคนโตเลี้ยงลูกคนเล็กเหมือนกัน หล่อนขี้เกียจยิ่งกว่าหมูซะอีก คิดยังไงถึงอยากให้คนแบบนั้นมาดูแลลูกสาวตัวเองกันนะ ใช่ว่าพี่ไม่เคยเจอผู้หญิงคนนั้นมาก่อนซะเมื่อไหร่”
“บอกฉันหน่อยสิ โลกนี้จะมีผู้หญิงเกียจคร้านนิสัยเสียแบบนั้นอยู่จริง ๆ หรือ?” หวังชุ่ยผิงเองก็รู้สึกว่าการรับคนแก่มาดูแลเพิ่มเป็นการสิ้นเปลืองทรัพยากรเช่นกัน เจียงจื้อกังมีแม่ เธอเองก็เคยมีแม่สามี แต่เธอแค่ยากจะเชื่อเท่านั้น
สมัยเธอแต่งงานครั้งแรก แม่สามีของเธอเป็นหญิงชราที่ใจดีมาก แต่สามีของเธอเสียเองที่กลับกลอกเจ้าเล่ห์
ตอนนี้ทุกอย่างกลับตาลปัตร
หวังชุ่ยผิงอดคิดไม่ได้ว่าชีวิตของเธอช่างน่าสังเวชจริง ๆ
“โลกนี้ไม่มีคนแปลก ๆ ประเภทไหนบ้าง? ตอนนี้ครอบครัวสี่คนของพี่มีความสุขดีไม่ใช่หรือ ถึงการเลี้ยงลูกสองคนจะลำบากหน่อย แต่พี่ชายฉันก็เป็นคนมีน้ำใจ เข้มแข็ง และมีเหตุผล มันอาจเป็นชีวิตที่เหน็ดเหนื่อย แต่ก็อบอวลไปด้วยความสุขและความหวัง แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่พี่ไปยุ่งกับคนแบบนั้น คราวนี้ชีวิตจะไม่มีความสงบสุขอีก”
กู้หนานถูกทิ้งให้อยู่กับเงามืดในจิตใจเพราะหวังเซิ่งหลัน ช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมาเธอเอาแต่ฝันร้ายถึงชีวิตอันแสนยากลำบากเมื่อครั้งอยู่กับตระกูลเจียง นอกจากเจียงจื้อกังแล้ว ทุกคนในตระกูลเจียงล้วนเป็นเทพเจ้าแห่งโรคระบาดที่เธอไม่เคยอยากเจออีกในชีวิตนี้
หลังจากได้ยินสิ่งที่กู้หนานพูดแล้ว หวังชุ่ยผิงก็ยิ้มและพูดว่า “ฉันรู้ ฉันแค่บ่นไปอย่างนั้นเอง”
เมื่อไม่กี่วันก่อน หวังชุ่ยผิงเหนื่อยกับการดูแลลูกสาวและทำงานบ้านมากเกินไป จนเธออดคิดไม่ได้ว่าอยากให้เจียงจื้อกังกลับไปยังชนบทสักครั้ง เพื่อดูว่าแม่ของเขากลับตัวกลับใจได้หรือยัง
เธอคิดว่าถ้าแม่ของเจียงจื้อกังอาการดีขึ้น และมาอยู่ช่วยดูแลลูก ๆ ที่นี่ได้ เธอก็สามารถกลับไปทำงานในโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าได้ตามเดิม คราวนี้เธอกับเจียงจื้อกังก็จะทำงานได้เงินรวมกันถึงสี่ร้อยหยวน
ด้วยเงินขนาดนั้น พวกเขาไม่จำเป็นต้องกังวลเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายของลูกทั้งสองคนเลย ตอนนี้เธอถูกกักตัวให้อยู่แต่ในบ้าน ออกไปทำงานก็ไม่ได้ บางครั้งเจียงจื้อกังกลับมาแล้ว ยังต้องทำอาหารให้คนทั้งบ้านด้วยซ้ำไป เงินเดือนที่คนคนเดียวได้รับนั้นน้อยมาก เต็มกลืนสำหรับครอบครัวสี่คน
ไม่แปลกที่เธอจะคิดฟุ้งซ่านถึงความช่วยเหลืออื่น
“แล้วแต่พี่ละกัน ถ้าพี่คิดจะพาหวังเซิ่งหลันมาที่นี่เพื่อแบ่งเบาภาระของตัวเองจริง ๆ ความสัมพันธ์ระหว่างเราถือว่าจบลงแต่เพียงเท่านี้ ฉันไม่อยากยุ่งกับพวกพี่อีกต่อไป”
ใครก็ตามที่เกี่ยวพันกับหวังเซิ่งหลันและเจียงเหมย ถือเป็นศัตรูทางอ้อมสำหรับเธอ
ยิ่งรู้ก็ยิ่งต้องหลีกให้ห่าง
“หนานหน่าน อย่าเพิ่งเข้าใจฉันผิด ฉันแค่บ่นไปเรื่อยตามประสา ฉันเคยเจอผู้หญิงคนนั้นแล้ว และฉันก็ไม่อยากเกี่ยวข้องกับคนแบบนั้น ฉันจะดูแลลูก ๆ ของฉันด้วยตัวเองให้ดีที่สุด”
พวกเธอสองคนเพิ่งช่วยกันปรุงบะหมี่เสร็จ เจียงจื้อกังก็กลับมาหลังเลิกงานพอดี
เจียงจื้อกังจอดจักรยานของเขา หยิบไก่ย่าง ไข่ และมะเขือเทศที่เขาซื้อจากข้างนอกออกมาจากตะกร้า แล้วตะโกนว่า “ชุ่ยผิง ผมกลับมาแล้ว ผมซื้อไก่ย่างมาด้วย คืนนี้จะทำซุปมะเขือเทศใส่ไข่ให้คุณกินนะ”
“พ่อครับ คุณอาของผมกลับมาแล้ว”
เถี่ยตันเปิดม่านกั้นประตูแล้วกล่าวอย่างตื่นเต้นกับเจียงจื้อกังว่า “คุณปู่ทวดก็อยู่ที่นี่ด้วย”
“อะไรนะ? อาของลูกอยู่ที่นี่หรือ?” เจียงจื้อกังก็ตื่นเต้นเช่นกันเมื่อได้ยินแบบนั้น เขามองไปที่เถี่ยตันอย่างมีความสุข
กู้หนานได้ยินเสียงของเจียงจื้อกังดังมาจากด้านนอก จึงออกจากครัวไปทักทายเขาด้วยรอยยิ้ม
“พี่ เลิกงานแล้วหรือ?”
“หนานหน่าน เธอกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่?” เจียงจื้อกังประหลาดใจ
“ฉันกลับไปดูโรงงานที่บ้านเกิดมา ขากลับผ่านเมืองหลันเฉิงพอดี ก็เลยแวะมาหาพวกพี่หน่อย”
หวังชุ่ยผิงเห็นไก่ย่างในมือของเจียงจื้อกังจึงรีบวิ่งไปรับมันมา
“คุณซื้อไก่ย่างมาก็ดี ตอนแรกฉันว่าจะออกไปซื้อของข้างนอกกลับมาทำกับข้าว แต่หนานหน่านไม่อยากทำให้ยุ่งยาก พวกเราเลยทำบะหมี่กันง่าย ๆ”
หวังชุ่ยผิงเอามันเข้าไปในครัว ฉีกไก่ย่างออกเป็นชิ้น ๆ แล้ววางเรียงลงบนจาน
“หนานหน่าน เข้าบ้านเร็ว ๆ จะได้ยกอาหารออกมาวาง”
“พี่ ฉันขอตัวไปเสิร์ฟอาหารก่อน พี่อยู่คุยเป็นเพื่อนคุณปู่ก็แล้วกัน”
“เอาสิ”
หลังจากเข้าไปในบ้าน เจียงจื้อกังก็มองผู้เฒ่าลู่อุ้มลูกสาวของเขาแล้วตะโกนเรียกด้วยรอยยิ้ม “คุณปู่ลู่ คุณก็อยู่ที่นี่ด้วยหรือครับ?”
“ใช่แล้ว หนานหน่านกับฉันตั้งใจมาเยี่ยมลูกสาวของเธอโดยเฉพาะ” ผู้เฒ่าลู่หยอกล้อเล่นกับเด็กหญิงตัวน้อยในอ้อมแขน
“เด็กคนนี้น่ารักไหมครับ?” เจียงจื้อกังยิ้ม มองผู้เฒ่าลู่ด้วยความคาดหวังว่าอีกฝ่ายจะชมลูกสาวของเขา
“เธอต้องน่ารักแน่อยู่แล้ว แต่ลูกสาวเธอนี่อารมณ์ไม่ดีเอาซะเลย ต้องคอยอุ้มและโยกเยกไปรอบ ๆ เท่านั้น ไม่อย่างนั้นเธอจะร้องไห้งอแง แต่แขนเหี่ยว ๆ ของฉันไม่มีเรี่ยวแรงพอจะเขย่าตัวเธอได้จริง ๆ”
หลังจากอุ้มเด็กน้อยไปสักพัก ผู้เฒ่าลู่ก็ถึงกับเหงื่อตก
เจียงจื้อกังพูดด้วยรอยยิ้มว่า “จริงครับ เธอถูกอุ้มและโยกไปมาตั้งแต่ตอนที่แม่ของเธออยู่เดือนแล้ว หลังจากนั้นก็กลายเป็นเคยตัว เดี๋ยวผมอุ้มเธอต่อเองครับคุณปู่ลู่”
กู้หนานเดินเข้ามาพร้อมอาหารจากด้านหลัง ก่อนเตือนว่า “พี่ นี่ไม่ใช่นิสัยที่ดีเลย พี่จะตามใจลูกแบบนี้ไปตลอดไม่ได้ ต้องเริ่มปรับเปลี่ยนนิสัยเธอได้แล้ว ไม่อย่างนั้นพี่สะใภ้ต้องเหนื่อยอุ้มเธอตลอดทั้งวัน จนปลีกตัวไปทำงานอะไรไม่ได้เลย แล้วคนที่เหนื่อยกลับมาทำแทนก็คือพี่”
เจียงจื้อกังไม่จริงจังกับคำเตือนสักนิด “ไม่เป็นไร ฉันทำกับข้าวเองก็ได้ พี่สะใภ้ของเธอจะได้พักเลี้ยงลูกแค่อย่างเดียว”
กู้หนานกล่าวอย่างมีโทสะ “พักอะไรกันล่ะ? ตัวก่อกวนตัวน้อยของพี่เธอไม่ยอมหลับยอมนอนเลยด้วยซ้ำถ้าไม่ได้อยู่ในอ้อมแขน ฉันจะบอกให้ ถงถงของฉันก็เคยเป็นแบบนี้เหมือนกัน สมัยฉันอยู่เดือนเธอถูกลู่ฮ่าวอุ้มตลอดเวลา จนเธอติดนิสัย ร้องไห้จ้าทันทีที่เราวางเธอลง ต่อมาฉันกับแม่จึงไม่ยอมให้เขาอุ้มอีก เปลี่ยนมาวางลูกไว้ในเปลแทน ไม่นานนิสัยเธอก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไป ตอนนี้ไม่ติดใครอีกต่อไปแล้ว”
คนส่วนใหญ่มักคิดว่าการดูแลลูกอยู่บ้านไม่ได้เหนื่อยอะไร แต่จริง ๆ แล้วเหนื่อยกว่าคนอยู่นอกบ้านเสียอีก โดยเฉพาะเวลาที่ลูกน้อยประพฤติตัวไม่ดี มักจะต้องการใครสักคนคอยโอบอุ้ม และแผดเสียงร้องไห้จ้าเมื่อถูกวางลง จนพ่อแม่ไม่สามารถทำงานใด ๆ ได้เลย ทำให้ผู้ใหญ่อารมณ์เสียเพราะความเอาใจยากของเด็ก
กู้หนานพูดกับเจียงจื้อกัง “เอาละ วางเด็กลงเถอะ”
“ถ้าวางเธอก็ร้องไห้สิ” เจียงจื้อกังทนดูลูกสาวของเขาร้องไห้ไม่ไหวจริง ๆ
กู้หนานเสนอความคิดให้เขาว่า “แข็งใจปล่อยเธอร้องไห้สักสองครั้ง จากนั้นเธอจะเริ่มชิน พี่พาเธอไปวางลงบนเตียงแล้วหาของเล่นสองสามชิ้นมาผูกไว้ด้านบน ควรเป็นของเล่นที่มีเสียง หรืออะไรสักอย่างที่เบี่ยงเบนความสนใจของเธอได้”
“ได้ ไว้ตอนเย็นค่อยว่ากัน ฉันขออุ้มเธอสักพัก หลังจากทำงานเหนื่อยมาตลอดทั้งวัน ฉันคิดถึงลูกและอยากกอดเธอมาก ๆ” เจียงจื้อกังอายุยี่สิบแปดแล้วในปีนี้ โชคดีได้ลูกสาวแสนน่ารักมาคนหนึ่ง เป็นธรรมดาที่เขาจะเอาอกเอาใจเธอเหมือนเป็นเจ้าหญิง
หวังชุ่ยผิงมองไปที่กู้หนานและบ่นกับเธอว่า “หนานหน่าน ดูพี่ชายของเธอสิ เลิกงานมาเขาก็เอาแต่กอดลูกสาวไว้ไม่ยอมปล่อย ตกเป็นทาสลูกสาวอย่างแท้จริง”
กู้หนานบอกว่า “ตอนฉันเด็ก ๆ พี่ชายก็อุ้มฉันตลอดเวลาเหมือนกัน เจียงเหมยกับฉันต่างก็โตมาเพราะมีเขาคอยเลี้ยง ไม่แปลกที่เขามีประสบการณ์ในการดูแลเด็กแรกเกิดมาก แล้วเขาก็ชอบเด็กด้วย”
หลังจากได้ยินคำพูดของกู้หนานแล้ว หวังชุ่ยผิงก็เบนสายตามองไปที่เจียงจื้อกัง และพูดหยั่งเชิงดูว่า
“จื้อกัง คุณดูแลเด็กเล็กเก่งแบบนี้ ถ้าอย่างนั้น… คุณออกมาอยู่ดูแลลูกที่บ้าน แล้วให้ฉันไปทำงานแทนดีไหม”
เมื่อเจียงจื้อกังได้ยินแบบนั้น เขาก็ปฏิเสธไม่เห็นด้วยทันที “ได้ยังไงกัน? ผมเป็นผู้ชาย แต่กลับต้องอยู่บ้านเลี้ยงลูกแล้วปล่อยให้คุณออกไปทำงานหาเงินเนี่ยนะ คนอื่นรู้เข้าจะมองผมยังไง?”