เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 - บทที่ 831 สอบผ่านรอบแรก
บทที่ 831 สอบผ่านรอบแรก
หลังจากคุยโทรศัพท์กับกู้ย่าฮุย ลู่ฮ่าวก็ได้รับผลกระทบทางอารมณ์ไม่น้อยเมื่อได้ยินอีกฝ่ายบอกว่าตัวเองต้องสอบตกเป็นแน่
“อย่าไปฟังลูกพี่ลูกน้องฉันพูดเลย เขาโหมอ่านหนังสือหนักขนาดนั้นจะพลาดได้ยังไง เขาก็เป็นคนแบบนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไร เอะอะตีตนไปก่อนไข้เสมอ รอผลสอบออกก่อนเราถึงจะรู้”
กู้หนานรู้สึกว่ากู้ย่าฮุยแค่จงใจพูดดักทางตัวเองในเชิงลบเท่านั้น เขามีนิสัยแบบนั้นมาตลอด จนชายหนุ่มดูจะแค่ทำอะไรสักอย่างเพื่อให้มันผ่าน ๆ ไป แต่เบื้องหลังเขาทำงานหนักและจริงจังมากกว่าใครเสียอีก
เฉินหย่าจือกล่าวเสริมเช่นกันว่า “ใช่ ตอนนี้การสอบจบลงแล้ว อย่ามัวคิดเรื่องอื่นอยู่เลย รอจนกว่าผลสอบจะออกดีกว่า ย่าฮุยคนนี้มีสมาธิมั่นคงเพียงพอ การสอบจึงไม่น่าจะติดปัญหาอะไร”
หลังจากการสอบเสร็จสิ้น ลู่ฮ่าวก็กลับไปทำงานตามปกติระหว่างรอผลสอบรอบแรก
กู้หนานติดตามเดวิดไปทำงาน และกลับมาสาละวนอยู่กับการเตรียมโรงงานผลิตยาอีกครั้ง ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็กำลังเตรียมหน้าร้านสำหรับเปิดขายอุปกรณ์ทางการแพทย์ด้วย
ขั้นตอนในการเปิดโรงงานผลิตยาไม่ใช่เรื่องง่าย หลังจากวางแผนงานและเตรียมอุปกรณ์แล้ว ก็เหลือแค่ต้องทำให้เสร็จตามขั้นตอนเหล่านั้น
จากนั้นพวกเขาก็หาฤกษ์ในการเปิดร้านขายอุปกรณ์การแพทย์ ซึ่งตรงกับวันที่ 18 แรม 3 ค่ำ
พอได้ฤกษ์แล้ว กู้หนานก็โทรกลับไปบอกข่าวดีกับครอบครัวที่เมืองหลันเฉิง
คนหนุ่มสาวต่างก็งานยุ่งกัน เธอจึงไม่ได้เชิญพวกเขามาเข้าร่วมพิธีเปิดโรงงาน เพราะถึงยังไงพวกเขาก็อยู่ไกลเกินไป และเธอไม่ต้องการให้ใครสละเวลามา
หลังจากแจ้งให้เพื่อน ๆ ทราบแล้ว เธอก็โทรกลับไปหาเนี่ยเหล่าแล้วพูดด้วยความตื่นเต้นว่า “คุณตา เรากำลังจะเปิดร้านขายอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่นี่แหละค่ะ คุณตากับแม่ และลุงเนี่ยพอจะมีเวลามาที่เมืองจิงตูไหมคะ?”
หลังจากได้ยินสิ่งที่อีกฝ่ายพูด เนี่ยเหล่าก็พูดว่า “ไหนว่าจะเปิดคลินิกไง ทำไมถึงเปลี่ยนใจไปเปิดร้านขายอุปกรณ์ทางการแพทย์ล่ะ? ธุรกิจคนละอย่างกันเลยนะ”
“คุณตา ตอนนี้หนูยังเปิดคลินิกไม่ได้ค่ะ เพราะยังไม่มีคุณสมบัติมากพอที่จะเป็นหมอรักษาคน การตรวจสอบคุณสมบัติแพทย์ที่เมืองจิงตูเข้มงวดมาก หนูเพิ่งจะได้ใบประกอบวิชาชีพมาแค่ปีเดียว หากว่ากันตามระเบียบการแล้วยังเป็นแพทย์ที่ปรึกษาประจำคลินิกไม่ได้ หรือคุณตาจะมาอยู่ที่นี่แล้วทิ้งคลินิกเดิมไว้ให้แม่บุญธรรมกับลุงเนี่ยดูแลแทนล่ะคะ?”
เนี่ยเหล่าแค่นเสียงอย่างเย็นชา “ทำไมเธอถึงได้เป็นเด็กฉลาดแกมโกงแบบนี้นะ? ให้ฉันห่างจากบ้านเกิดตอนอายุมากเพื่อไปทำงานงก ๆ ในเมืองจิงตู ทั้งยังจะแยกฉันออกจากหลานชายกับหลานสะใภ้อีก ช่างเอากันเปรียบจริง ๆ!”
“คุณตา หนูล้อเล่นเฉย ๆ ค่ะ ตาอยู่ดูแลคลินิกที่หลันเฉิงให้ดีเถอะ”
กู้หนานรายงานสถานการณ์อื่น ๆ ให้เขาทราบเพิ่มเติม “ตอนนี้พวกเรากำลังเตรียมเปิดโรงงานผลิตยาด้วย โดยวางแผนไว้ว่าจะนำสูตรยาจีนโบราณของเราไปผลิตเป็นยาหลัก พร้อมทั้งจดสิทธิบัตรและจำหน่ายสู่ท้องตลาด ซึ่งถือเป็นวิธีการส่งเสริมและสืบทอดการแพทย์แผนจีนเช่นเดียวกัน หวังว่าคุณตาจะสนับสนุนนะคะ”
เนี่ยเหล่าตอบเธอด้วยน้ำเสียงจริงจัง “นั่นก็จริง แต่เธอต้องจำไว้ว่าสูตรยาที่จะนำไปใช้สำหรับผลิตยาตัวหลัก ต่อให้จดกรรมสิทธิ์แล้ว ทางคลินิกก็จะนำมาผลิตซ้ำเพื่อทำให้เกิดประสิทธิผล จงจำไว้ว่าอย่าแสวงหาผลกำไรจากคนไข้”
กู้หนานตอบว่า “คุณตา ไม่ต้องห่วงค่ะ แม่บุญธรรมของหนูเป็นคนคิดค้นสูตรยานี้ขึ้นมาเอง หลังจากนำไปปรับใช้จริงกับทางคลินิกอยู่หลายปี หมายความว่ามีบันทึกรายงานการรักษาของคนไข้อยู่แล้ว”
“ในเมื่อคุณตากับแม่บุญธรรมปลีกตัวมาไม่ได้ ถ้าอย่างนั้นหนูขอไม่เชิญคุณตามาก็แล้วกันค่ะ หนูแค่โทรมาบอกเกี่ยวกับการเปิดร้านขายอุปกรณ์ทางการแพทย์ เพื่อให้รู้ว่าหนูเองก็จริงจังกับอาชีพของตัวเองเหมือนกัน”
หลังจากนั้นกู้หนานก็โทรหากู้เจิ้งอันกับกู้ฉางอัน เพื่อแจ้งให้พวกเขาทราบถึงข่าวอันน่ายินดีนี้ กู้เจิ้งอันอยู่ที่ปินเฉิงพอดี เมื่อได้ยินข่าวจากเฉินหย่าจือก็รู้สึกตื่นเต้นยินดีอย่างมาก เขาบอกว่าขอเวลาเคลียร์งานสักสองสามวัน แล้วจะพาสมาชิกครอบครัวทั้งสามคนมาที่เมืองจิงตู
…
และแล้วก็ถึงวันประกาศผลสอบ ลู่ฮ่าวจึงยิ่งรู้สึกกังวลมากขึ้น
แม้เขาจะบอกว่าทุ่มเทไปแล้วไม่มีคำว่าเสียใจ แต่ลึก ๆ แล้ว ชายหนุ่มก็ไม่ต้องการจะเผชิญกับความล้มเหลว ทั้งยังไม่อยากได้ยินข่าวร้ายเกี่ยวกับตัวเอง
ลู่ฮ่าวได้รับหมายเลขโทรศัพท์ของทางมหาวิทยาลัยมาจากผู้อำนวยการหวัง ดังนั้นเขาจึงโทรไปสอบถามผลสอบกับเจ้าหน้าที่ทันที
ชายหนุ่มตื่นเต้นอย่างมากเมื่อได้ยินปลายสายรายงานถึงผลคะแนนของเขา และบอกว่าเขาผ่านการสอบรอบแรก
กู้หนานกับเฉินหย่าจือที่กำลังรอฟังข่าวดีต่างก็ส่งเสียงเฮลั่นด้วยความตื่นเต้นเช่นกัน
ในที่สุดลู่ฮ่าวก็สอบผ่านจริง ๆ ความพยายามของเขาไม่เคยสูญเปล่า
ลู่ฮ่าวโทรหาผู้อำนวยการหวังเพื่อรายงานข่าวดี
น้ำเสียงของผู้อำนวยการหวังเต็มไปด้วยความร่าเริงอย่างยิ่ง “ฉันรู้อยู่แล้ว พวกคุณทุกคนเก่งมาก อย่าลืมกลับไปเตรียมตัวให้ดีสำหรับการสอบในรอบต่อไปด้วยล่ะ”
“พวกเราเหรอครับ?” ดวงตาของลู่ฮ่าวเป็นประกาย ก่อนหน้านี้ผู้อำนวยการหวังเพิ่งบอกว่าปีนี้เขาจะรับลูกศิษย์แค่สองคนไม่ใช่เหรอ?
งั้นเขาก็หมายความว่า…
“ผลคะแนนสอบของเพื่อนคุณที่ชื่อกู้ย่าฮุยก็ดีมาก เขาห่างจากคุณแค่ไม่กี่คะแนน ผมดีใจจริง ๆ ที่เลือกคนไม่ผิด จากนี้ผมเองก็จะทำงานให้หนักขึ้นเพื่อเตรียมตัวสำหรับการสอบครั้งหน้า”
“ผู้อำนวยการหวัง คุณหมายความว่าเขาเองก็สอบผ่านเหมือนกันเหรอครับ?” ลู่ฮ่าวถาม
ผู้อำนวยการหวังรับคำ “ผ่านสิ”
กู้ย่าฮุยยังคงวุ่นอยู่ในที่ทำงาน อาจเป็นเพราะเขางานยุ่งตลอดทั้งวันจนลืมไปสนิทว่าผลสอบรอบแรกจะถูกประกาศวันนี้
ลู่ฮ่าวกดโทรออกแล้วถามว่า “เหล่ากู้ นายทำอะไรอยู่?”
“ฉันเพิ่งเลิกงาน ตอนนี้มาแวะซื้อผลไม้ให้รั่วหลิน” กู้ย่าฮุยจอดมอเตอร์ไซค์แอบไว้ริมถนน ส่วนตัวเขาก็ยืนอยู่หน้าแผงขายสตรอว์เบอร์รี
“นายได้โทรไปสอบถามถึงผลสอบรอบแรกหรือยัง?” ลู่ฮ่าวถาม
กู้ย่าฮุยตอบอย่างเรียบเฉยว่า “ยังไม่ได้ถาม แล้วก็ไม่มีใครโทรมาแจ้งผลด้วย”
“นายว่าข้อสอบเป็นยังไงบ้าง?” ลู่ฮ่าวถามด้วยเสียงแผ่วเบา
หมอนี่ไม่ได้บอกว่าตัวเองสอบตกแน่ ๆ หรอกเหรอ? ทำไมผู้อำนวยการหวังถึงบอกว่าผลสอบของเราทิ้งห่างกันแค่ไม่กี่คะแนนกันล่ะ?
กู้ย่าฮุยตอบกลับ “ก็ไม่ได้แย่อะไร ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ฉันไม่สนใจอีกแล้ว ถ้าสอบไม่ผ่านจริง ๆ ฉันก็จะอยู่ดูแลเมียที่นี่ แต่ถ้าสอบผ่าน ฉันก็จะพารั่วหลินไปอยู่จิงตู ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ฉันกำลังจะเป็นพ่อคน ก็ควรทำตัวเป็นผู้ใหญ่และมั่นคงกว่านี้ ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นยังไง ฉันก็ยอมรับได้ทั้งนั้น”
“นายสอบผ่านแล้ว”
“นายรู้ได้ยังไง?”
ลู่ฮ่าวชะงักครู่หนึ่งแล้วกล่าวกับอีกฝ่ายว่า “ผลสอบออกมาแล้ว ผู้อำนวยการหวังบอกมาแบบนั้น”
“อะไรนะ? นี่ฉันสอบรอบแรกผ่านแล้วเรอะ?” กู้ย่าฮุยเบิกตาโตด้วยความไม่เชื่อ “จริงดิ? พระเจ้าช่วยกล้วยทอด! ทำไมฉันถึงเก่งขนาดนี้กันนะ?”
กู้ย่าฮุยกำลังซื้อสตรอว์เบอร์รีอยู่ที่หน้าแผงลอย เมื่อเขาได้ยินคำพูดของลู่ฮ่าว ก็แทบจะหลั่งน้ำตาด้วยความดีใจล้นปรี่
ชายหนุ่มไม่คาดคิดมาก่อนว่าตัวเองจะสอบผ่านได้อย่างราบรื่น เพราะเขารู้สึกไม่ค่อยดีนักหลังจากสอบเสร็จ เหตุผลสำคัญคือเขาไม่เคยเข้าสอบสนามใหญ่ขนาดนี้มาก่อน หลังจากเรียนจบปริญญาโท เหมือนเขาจะปรับสภาพร่างกายตัวเองไม่ค่อยได้
ทำให้เขาไม่มั่นใจในตัวเองนัก
ตอนนี้กู้ย่าฮุยหลุดมาดเดิมของตัวเองโดยสิ้นเชิง เขาถือโทรศัพท์ไว้พลางประกาศข่าวดีแก่ทุกคนที่ยืนอยู่รอบด้าน
“เถ้าแก่ ผมสอบเรียนต่อรอบแรกผ่านแล้ว ผมสอบผ่านแล้ว! ผมเข้าใกล้การเรียนต่อปริญญาเอกอีกก้าวหนึ่งแล้ว!!!”
“หา?” เจ้าของร้านสตรอว์เบอร์รีพลันตกใจกับเสียงตะโกนของลูกค้าหนุ่ม
“เถ้าแก่ คุณยินดีกับผมไหม? ผลสอบเรียนต่อปริญญาเอกรอบแรกของผมออกมาแล้ว และผมก็สอบผ่านด้วย!” กู้ย่าฮุยยังคงพูดพล่ามต่อไปอย่างมีความสุข
“ยินดีด้วย ยินดีด้วย”
จากนั้นเขาพูดอย่างกล้าหาญว่า “มา! ช่วยชั่งสตรอว์เบอร์รีสิบชั่งให้ผมที”
เจ้าของแผงลอยเอ่ยเตือนด้วยความหวังดี “พ่อหนุ่มเอ๊ย ซื้อเยอะเกินไประวังกินไม่หมดแล้วจะเน่าซะเปล่า”
กู้ย่าฮุยเพิ่งฉุกคิดได้เช่นกัน เขาอาจจะซื้อมากเกินไปจนกินไม่หมด จึงมองไปที่ลูกค้าสองคนด้านข้างซึ่งกำลังซื้อสตรอว์เบอร์รีเช่นเดียวกับเขา ชายหนุ่มรีบโบกมือ “งั้นผมจะจ่ายเงินให้พี่สาวทั้งสองคนนี้เอง ทุกคนไม่ต้องเกรงใจ วันนี้ผมเป็นเจ้ามือ”
พวกพี่สาวที่กำลังเลือกสตรอว์เบอร์รีได้ยินกู้ย่าฮุยตะโกนเกี่ยวกับการสอบเรียนต่อปริญญาเอก พวกเธอจึงกล่าวอย่างไม่เกรงใจว่า “ขอบคุณมากนะพ่อหนุ่ม ยินดีด้วย”
กู้ย่าฮุยสั่งสตรอว์เบอร์รีสองชั่งด้วยความตื่นเต้น แต่ตอนจ่ายเงิน เจ้าของแผงกลับยอมรับเฉพาะเงินที่เขาจ่ายให้พี่สาวสองคนหน้าแผง และยกเว้นส่วนของชายหนุ่มไว้
เจ้าของแผงสตรอว์เบอร์รีมองเขาแล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ลูกชายของผมก็เรียนมหาวิทยาลัยเหมือนกัน ผมหวังว่าเขาจะประสบความสำเร็จเหมือนคุณในอนาคต ถือว่าสตรอว์เบอร์รีพวกนี้เป็นของขวัญแสดงความยินดีให้คุณแล้วกันนะ”
“ขอบคุณครับเถ้าแก่”
กู้ย่าฮุยกลับบ้านพร้อมกับฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดี เนี่ยอวี้ฮว๋าเลิกงานแล้ว และกำลังอ่านหนังสือเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกอยู่กับเฉินรั่วหลิน เมื่อลูกชายกลับมา เธอก็ทำเมินไม่สนใจเขา
นับแต่กู้ย่าฮุยบอกว่าการสอบของเขาไม่ค่อยเป็นที่น่าพอใจ เนี่ยอวี้ฮว๋าก็ไม่ต้องการเสวนากับลูกชายที่ ‘ไม่น่าพอใจ’ คนนี้อีก
กู้ย่าฮุยวางถุงสตรอว์เบอร์รีไว้บนโต๊ะ มองไปที่แม่ตัวเองกับภรรยาตัวเองบนโซฟาด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ “เฮ้ สาวสวยทั้งสองคน พวกคุณกำลังตั้งหน้าตั้งตาอ่านหนังสืออะไรกัน?”