เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 - บทที่ 830 ฉันสอบไม่ผ่านแหง ๆ
บทที่ 830 ฉันสอบไม่ผ่านแหง ๆ
หลังจากกู้หนานกับลู่ฮ่าวกลับมายังเมืองจิงตู ลู่ฮ่าวก็ไปส่งจดหมายแนะนำตัวของกู้ย่าฮุยถึงมือผู้อำนวยการหวังก่อนเป็นอันดับแรก ผู้อำนวยการหวังเองก็ให้สัญญาว่าจะโทรไปคุยกับกู้ย่าฮุยทางโทรศัพท์
เมื่อเห็นจดหมายของกู้ย่าฮุยตอนนี้ ผู้อำนวยการหวังจึงขอให้ลู่ฮ่าวโทรกลับไปหากู้ย่าฮุย ขอให้อีกฝ่ายตั้งใจทำข้อสอบได้ดี เขาจะยอมรับชายหนุ่มเป็นศิษย์อย่างแน่นอน
ลู่ฮ่าวยุ่งอยู่กับงานและการอ่านหนังสือเตรียมสอบหลังจากกลับไปสู่การทำงานตามปกติ
เฉินหย่าจือจ้างพี่เลี้ยงเด็กอีกคนมาช่วยดูแลเด็กน้อย จากนั้นกู้หนานก็เริ่มหันไปยุ่งกับธุรกิจของตัวเองบ้าง
กู้หนานหารือกับเฉินหย่าจือและคนอื่น ๆ ว่าเธออาจจะเริ่มต้นโดยการเปิดร้านขายอุปกรณ์ทางการแพทย์และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพขนาดใหญ่ในจิงตู
พูดให้ถูกก็คือ เป็นร้านจำหน่ายสินค้าของแบรนด์วิคเตอร์โดยเฉพาะ
ตั้งแต่อุปกรณ์ทางการแพทย์ไปจนถึงผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพที่ผลิตโดยบริษัทของพวกเขา ทุกอย่างล้วนถูกนำมาวางเรียงบนชั้นวาง ด้านหนึ่งเพื่อเป็นธุรกิจสำหรับแสวงหารายได้เข้าตัวเอง อีกด้านหนึ่งคือเพื่อสร้างชื่อเสียงของแบรนด์ดังกล่าวให้เป็นที่รู้จักภายในประเทศ
นอกจากนี้ เดวิดยังได้รับแรงบันดาลใจจากความร่วมมือของกู้หนานกับโรงพยาบาลการแพทย์แผนจีน
เขาต้องการใช้ใบสั่งยาของกู้หนานในการสั่งผลิตยาจีนที่มีกรรมสิทธิ์ด้านการดูแลสุขภาพเป็นของตัวเอง
เขากับเฉินหย่าจือมีเงินทุน ส่วนกู้หนานกับหวงอิงมีสูตรยา แทนที่จะแสวงหาความร่วมมือกับพันธมิตรรายอื่น สู้ทำด้วยตัวเองดีกว่า
ด้วยความสัมพันธ์ส่วนตัว เดวิดและเฉินหย่าจือได้ตกลงทำสัญญากับโรงงานผลิตยาในนามของกู้หนาน
จากนั้นทุกคนก็เริ่มวางแผนเตรียมขั้นตอน อุปกรณ์ และยื่นเอกสารขอรับการอนุมัติ ทำการใหญ่อย่างเต็มรูปแบบ
หากร้านเภสัชกรรมแห่งนี้เปิดทำการ พวกเขาจะปรับปรุงกระบวนการผลิตและการจำหน่ายยา ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ อุปกรณ์ทางการแพทย์ และห่วงโซ่อุตสาหกรรมทั้งหมดร่วมกันแบบบูรณาการ
กู้หนานมั่นใจมากในเรื่องนี้ เพราะถึงอย่างไรสิ่งนี้ก็เป็นจุดแข็งของเธอ หากพ่อกับแม่สามีของเธอสามารถจัดหาเงินทุนให้เธอได้ เธอก็พร้อมที่จะเริ่มต้นธุรกิจอย่างกล้าหาญ
ทั้งครอบครัวต่างงานยุ่งกันมาก ๆ จะมีเวลาว่างกลับมาเจอกันเฉพาะตอนกลางคืนเท่านั้น
เด็กน้อยได้รับการดูแลโดยพี่เลี้ยงที่เชื่อถือได้ บางครั้งเฉินหย่าจือก็ขอให้พี่เลี้ยงพาหลานสาวเข้าไปที่บริษัทกับเธอ เพื่อที่เธอจะได้มองเห็นเด็กตลอดเวลา
หลังจากกู้หนานบอกว่าเคยมีข่าวพี่เลี้ยงทารุณกรรมเด็ก เฉินหย่าจือก็ระมัดระวังในเรื่องนี้อย่างรอบคอบ ถนอมเธอเหมือนเป็นลูกสาวแท้ ๆ ของตัวเอง
ถ้าไม่ได้เจอหน้าเธอสักวันหนึ่ง เธอแทบไม่มีใจอยากทำงานด้วยซ้ำ
เพียงชั่วพริบตาก็ถึงวันสอบของลู่ฮ่าว
การเตรียมการสำหรับเปิดร้านอุปกรณ์ทางการแพทย์เสร็จเรียบร้อยแล้ว พร้อมเปิดทำการในวันที่มีฤกษ์ยามมงคลหลังการสอบของลู่ฮ่าวสิ้นสุดลง
ช่วงนี้กู้หนานยุ่งอยู่กับการวางระบบให้โรงงานผลิตยา
“หนานหน่าน พรุ่งนี้ขอเวลาให้ผมสักวันหนึ่งสิ ไปอยู่เป็นกำลังใจให้ผมหน่อย เผื่อผมจะมีสมาธิในการสอบมากขึ้น”
กู้หนานทำท่าลำบากใจ “ฉันคิดว่าพรุ่งนี้ไม่น่าจะว่าง คุณตั้งใจทำข้อสอบให้ดีเถอะค่ะ ไว้รอบสอบภาคปฏิบัติ ฉันต้องไปอยู่ให้กำลังใจคุณแน่”
“ขอเวลาให้ผมแค่วันเดียวก็ไม่ได้หรือ?” ลู่ฮ่าวมองเธออย่างเสียใจ ตั้งแต่กลับมาที่จิงตู เขากับกู้หนานได้อยู่ด้วยกันเฉพาะตอนกลางคืนเท่านั้น แต่เธอก็มักใช้เวลาไปกับการอ่านข้อมูลต่าง ๆ และยุ่งอยู่กับการคุยโทรศัพท์เสมอ จึงไม่มีเวลาถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกันและกันเลย
กู้หนานอธิบายว่า “ฉันต้องไปตรวจสอบอุปกรณ์ ดูกรรมวิธีต่าง ๆ และประสานงานกับช่างเทคนิคที่รับดูแลงานของฉันเพื่อหารือเรื่องค่าแรง ฉันยุ่งมากจนเกือบลืมไปเลยว่าคุณกำลังจะสอบในวันพรุ่งนี้”
“ถ้าในอนาคตคุณเป็นเถ้าแก่เนี้ย ผมคงได้มีเวลาอยู่กับคุณน้อยลงกว่านี้อีกสินะ?” ลู่ฮ่าววางแขนประสานกันไว้ตรงท้ายทอยแล้วถอนหายใจ เริ่มกังวลว่าอีกหน่อยเขาอาจต้องนอนเดียวดายอยู่ในห้องตามลำพัง
กู้หนานตอบกลับด้วยเสียงแผ่วเบา “ไม่ต้องกังวล อีกไม่นานคุณจะงานยุ่งกว่าฉันซะอีก”
ไม่มีงานไหนยุ่งยากไปกว่างานของหมอแล้ว โดยเฉพาะศัลยแพทย์กระดูกและข้อในโรงพยาบาลจิงตู
ในขณะที่เธอเป็นเจ้าของกิจการ มีเวลาว่างเหลือเฟือ
เพียงแต่แรก ๆ ที่อยู่ในช่วงเริ่มต้นอาจจะงานยุ่งเล็กน้อย
“เราควรเริ่มต้นทำอะไรสักอย่างตั้งแต่ตอนที่พวกเรายังมีกำลัง พอโรงงานผลิตยาของเราไปได้สวย งานของฉันก็จะไม่ยุ่งมากแล้ว ช่วงเริ่มต้นกิจการก็แบบนี้แหละ โชคดีที่มีพ่อแม่คอยช่วยในระหว่างเตรียมการ ถ้าไม่มีพวกเขาสักคน ฉันคงต้องลุยเดี่ยว แต่ถ้ามีฉันแค่คนเดียวจัดการเรื่องทุกอย่าง คราวนี้งานคงไม่มีทางเสร็จสมบูรณ์ง่าย ๆ”
“ผมเองก็ช่วยอะไรไม่ได้เหมือนกัน เลยรู้สึกผิดน่ะ”
ลู่ฮ่าวดึงเธอเข้าไปกอดแนบอก ลูบผมเธอแล้วพูดเบา ๆ ว่า “อย่ากังวลเลย ไปทำงานของคุณตามปกติเถอะ รอให้ผมสอบเสร็จซะก่อน เผื่อผมจะตามคุณไปตรวจดูอุปกรณ์อะไรได้บ้าง”
กู้หนานตอบกลับ “ได้ค่ะ พรุ่งนี้ฉันกับพ่อแม่จะอุ้มลูกไปรอคุณอยู่นอกห้องสอบแล้วกัน”
“แล้วธุรกิจของคุณจะล่าช้าหรือเปล่า?” ลู่ฮ่าวกังวล “ถ้าคุณงานยุ่งจริง ๆ ก็อย่าไปเสียเวลารอผมที่นั่นเลย ผมมีสมาธิและจิตใจที่มั่นคงพอ ต้องทำข้อสอบออกมาได้เป็นอย่างดีแน่”
“ไม่ล่าช้าหรอก ฉันเตรียมทุกอย่างไว้เรียบร้อยแล้ว แต่รับประกันได้เลย ถ้าคุณออกมาจากห้องสอบ คุณจะได้เห็นหน้าฉันเป็นคนแรก”
“ที่รักของผมน่ารักจริง ๆ”
กู้หนานลุกขึ้นและเอี้ยวตัวไปปิดไฟ “คืนนี้เข้านอนแต่หัวค่ำกันเถอะ จะได้มีสมาธิทำผลงานให้ดีในวันพรุ่งนี้ พวกเราทุกคนรอข่าวดีของคุณอยู่”
…
วันรุ่งขึ้น กู้หนานขับรถไปส่งลู่ฮ่าวถึงปากทางเข้าสนามสอบพร้อมกับครอบครัวของเธอ จากนั้นเธอก็จูบเขาแล้วพูดว่า “ตั้งใจทำข้อสอบนะ”
“ถงถง มาเชียร์พ่อหน่อยเร็ว”
ลู่ฮ่าวสัมผัสมือน้อย ๆ ของลูกสาว จากนั้นก็เดินเข้าไปในห้องสอบ
ทันทีที่ลู่ฮ่าวเข้าห้องลับสายตาไป กู้หนานก็รีบหันไปพูดกับเดวิดกับเฉินหย่าจือว่า “พ่อคะ แม่คะ ช่วยดูแลถงถงแทนฉันอยู่ที่นี่สักครู่นะคะ ฉันมีนัดกับทางโรงงาน ต้องรีบไป”
เฉินหย่าจือสงสัย “หนานหน่าน วันนี้ลูกว่างไม่ใช่หรือ?”
“ฉันโกหกพี่ฮ่าวน่ะค่ะ เรานัดกับคนอื่นไว้แล้ว ถ้าเปลี่ยนเวลาคุยงานคงดูไม่ดี แต่สถานที่นัดคุยงานอยู่ใกล้แค่นี้เอง ฉันน่าจะกลับมาทันทีหลังจากเจรจาเสร็จ”
ว่าแล้วกู้หนานก็ขับรถออกไป
วันนี้เธอมีนัดพบกับช่างเทคนิคสองคนที่มีคุณสมบัติเหมาะสมสำหรับทำงานในโรงงานผลิตยา เมื่อเนื้อหาในการคุยงานครั้งนี้คือการต่อรองเรื่องเงินเดือน เธอควรตรงต่อเวลาเป็นพิเศษ
คนงานอาจหาได้ง่าย แต่ในช่วงเริ่มแรก ช่างที่มีความสามารถทางเทคนิคแบบนี้หาได้ยากยิ่งกว่าอะไรดี ในฐานะนายจ้าง เธอจะต้องแสดงความจริงใจอย่างเต็มที่ และจ่ายเงินเดือนในอัตราที่สมเหตุสมผลเพื่อรักษาพวกเขาเอาไว้
ถ้าขาดช่างเทคนิคไปสักคน โรงงานเภสัชกรรมแห่งนี้จะดำเนินกิจการได้ยาก
…
สองชั่วโมงต่อมา รถของกู้หนานก็ขับมาจอดตรงทางเข้าวิทยาลัยการแพทย์จิงตู
เดวิดกับเฉินหย่าจือเพิ่งพาถงถงไปเดินเล่นที่สวนสาธารณะใกล้ ๆ และนั่งชมบรรยากาศอยู่สักพัก ก่อนที่พวกเขาจะกลับมาในช่วงนาทีสุดท้ายของการสอบ
กู้หนานลงจากรถอย่างเร่งรีบ เมื่อเห็นเฉินหย่าจือก็ถามอย่างร้อนใจ “แม่คะ เขาออกมาหรือยัง?”
เฉินหย่าจือเหลือบมองไปทางประตูห้องสอบบนอาคารวิทยาลัยการแพทย์แล้วส่ายหน้า “ยังเลย”
“หนานหน่าน ทำไมถึงกลับมาเร็วจังล่ะ? การเจรจาได้เรื่องยังไงบ้าง?” เดวิดถาม
กู้หนานตอบกลับ
“พ่อ ช่างทั้งสองคนบอกว่าพวกเขาจะกลับไปคิดทบทวนดี ๆ อีกครั้ง แต่ฉันเสนอเรื่องเงินเดือนและสวัสดิการของบริษัทเราให้ฟังแล้ว ทั้งยังเสนอว่าจะจัดหาที่พักและเบี้ยเลี้ยงอาหารให้พวกเขาด้วย คิดว่าคงไม่น่าจะมีปัญหาอะไรค่ะ”
ขณะที่พวกเขากำลังคุยกันอยู่นั้น ลู่ฮ่าวก็เดินออกมา
กู้หนานวิ่งเหยาะ ๆ เข้าไปหา ก่อนถามด้วยรอยยิ้มว่า “ข้อสอบเป็นยังไงบ้างคะ?”
“ไม่ยากมาก” ลู่ฮ่าวดูผ่อนคลาย จะเห็นได้จากสีหน้าว่าเขาพึงพอใจในการตอบคำถามของตัวเอง เขาเอื้อมไปรับเด็กจากมือของเฉินหย่าจือ “มาเร็ว ถงถง ขอพ่ออุ้มหน่อยซิ”
“ในที่สุดการสอบก็จบลงซะที ลูกชาย ช่วงนี้ลูกอ่านหนังสือหนักมาก น้ำหนักพลอยลดฮวบจนผอมไปหมดแล้ว”
เมื่อเผชิญหน้ากับสายตาที่เป็นทุกข์และห่วงใยของเฉินหย่าจือ ลู่ฮ่าวก็อุ้มลูกสาวด้วยมือเดียว และงอแขนอีกข้างหนึ่งเพื่อเบ่งกล้าม
“แม่ครับ ไม่ขนาดนั้นหรอก เห็นไหมว่าผมยังแข็งแรงมาก ไม่เห็นจะซูบผอมตรงไหน”
“ไปกันเถอะ พ่อเขาจองโรงแรมไว้แล้ว คืนนี้ครอบครัวเราจะได้ไปกินอาหารดี ๆ และพักผ่อนอย่างเต็มอิ่มกัน”
เมื่อพวกเขาขึ้นรถแล้วตรงกลับไปที่โรงแรม ลู่ฮ่าวก็โทรไปหากู้ย่าฮุยเพื่อถามเกี่ยวกับสถานการณ์การสอบของเขา
ทันทีที่อีกฝ่ายรับสาย เสียงคร่ำครวญของกู้ย่าฮุยก็ดังทะลุโสตประสาท “เหล่าลู่ ฉันตาลายจนจะอ้วกอยู่แล้ว”
ลู่ฮ่าวขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วถามกลับ “ทำไม?”
“ฉันรู้สึกว่าตัวเองทำข้อสอบได้ไม่ดีเลย จิตใจว่างเปล่าล่องลอย ไม่มีอะไรอยู่ในหัวสักอย่าง ฉันคงสอบรอบแรกไม่ผ่านแหง ๆ”
หลังจากได้ยินคำพูดของกู้ย่าฮุย สีหน้าของลู่ฮ่าวก็เต็มไปด้วยความผิดหวัง
ถ้ากู้ย่าฮุยไม่ผ่านการสอบรอบแรก เขาคงรู้สึกเสียใจและผิดหวังอย่างมาก
ที่ผ่านมาเขาคาดหวังจากก้นบึ้งหัวใจว่ากู้ย่าฮุยจะย้ายมาเรียนที่จิงตูด้วยกัน แล้วพวกเขาทั้งสองจะเรียนปริญญาเอก โดยที่มีผู้อำนวยการหวังเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาร่วม ได้รับความรู้เชิงลึกในด้านกระดูกและข้อ
แต่เมื่อผลออกมาเป็นแบบนั้น เขาก็ได้แต่ปลอบใจตัวเอง “ใจเย็น ๆ ยังไงการสอบก็ผ่านไปแล้ว รอผลสอบประกาศออกมาก่อนดีกว่า”
กู้ย่าฮุยยังคงคร่ำครวญต่อไป “ตอนแรกฉันตกลงกับหลินหลินไว้ว่าจะพาเธอมาอยู่จิงตูให้ได้ จะได้มีหนานหน่านเป็นเพื่อนหลังจากฉันไปเรียน ตอนนี้เป็นไงล่ะ ฉันทำให้เธอผิดหวังแน่เลย”