เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 - บทที่ 825 อยากมีลูกชาย
บทที่ 825 อยากมีลูกชาย
ในวันที่สองหลังปีใหม่ เมื่อกู้หนานไปอวยพรปีใหม่ที่บ้านของพ่อแม่ กู้หลันไม่จำเป็นต้องอยู่ไฟหลังคลอดแล้ว แต่เธอยังคงเก็บตัวอยู่ในบ้านพร้อมกับกอดลูกไว้ในอ้อมแขน ไม่ยอมออกไปข้างนอก
เมื่อเห็นกู้หนานมาพร้อมกับถงถงในอ้อมแขน เธอก็กระตือรือร้นอย่างมาก อุ้มเด็กทั้งสองคนมาวางบนโซฟา ปล่อยให้พวกเขานอนมองหน้ากัน ในขณะที่เธอคอยดูแลลูกอยู่ไม่ห่าง
กู้หนานถามพวกเขาว่า “พ่อ แม่ หนูได้ยินมาว่า จากนี้จะย้ายไปอยู่ที่ปินเฉิงกันหรือคะ?”
กู้เจิ้งอันพยักหน้า “ใช่ เราจะออกเดินทางหลังหมดวันหยุดปีใหม่ รอให้เรื่องต่าง ๆ ที่นี่คลี่คลายเสียก่อน”
“จากนี้ไปแม่กับน้องชายของลูกจะอยู่ที่ปินเฉิงเป็นหลัก ส่วนพ่อจะเดินทางไปกลับมาดูงานทั้งสองแห่ง”
กู้หลันมองเด็กด้วยสายตาอ่อนโยน แล้วพูดกับกู้หนานว่า “หนานหน่าน ธุรกิจของเราอยู่ที่ปินเฉิง ถ้าย้ายไปอยู่ที่นั่นอย่างถาวรอาจจะสะดวกกว่าสำหรับฉันในอนาคต อีกทั้งปินเฉิงยังอยู่ใกล้กับจิงตู ถ้ามีเวลา เธอสามารถพาลูกไปเล่นด้วยกันที่ปินเฉิงได้นะ”
“ได้ค่ะแม่”
เมื่อกู้หลันอุ้มเด็กกลับเข้าไปป้อนนมในห้อง กู้เจิ้งอันก็เอ่ยกับกู้หนานว่า “ไม่กี่วันก่อน พ่อแวะไปเยี่ยมซุนหว่านหรูที่โรงพยาบาลจิตเวช อารมณ์ของเธอค่อนข้างคงที่หลังจากได้รับยา”
กู้หนานไม่คาดคิดว่ากู้เจิ้งอันจะแวะไปเยี่ยมซุนหว่านหรูจริง ๆ บางทีเขาอาจไปเพราะอยากรู้ว่าเธอมีวี่แววจะหนีออกมาจากโรงพยาบาลจิตเวชหรือเปล่า
กู้หนานพยักหน้า “อ้อ คงที่ก็ดีแล้วค่ะ”
กู้เจิ้งอันพูดเสริมว่า “เจียงย่าเจี๋ยเป็นคนที่คอยไปส่งข้าวของให้เธอบ่อย ๆ”
ครั้งล่าสุดที่กู้เจิ้งอันไปที่นั่น เขาบังเอิญไปเจอเจียงย่าเจี๋ย เมื่อเห็นว่าเขาเอาของบางอย่างไปให้กับซุนหว่านหรู จึงเพิ่งจะรู้สึกอย่างลึกซึ้งในเวลานั้นว่า ความรักของซุนหว่านหรูที่มีต่อลูกชายคนนี้ไม่ได้ไร้ผล ถึงแม้ภูมิหลังที่แท้จริงของเขาจะถูกเปิดเผยเมื่อก่อนหน้านี้ ทั้ง ๆ ที่เขารู้ว่าซุนหว่านหรูไม่ใช่แม่ผู้ให้กำเนิด แต่เจียงย่าเจี๋ยก็ยังคงดูแลเธออย่างดี
ถึงเมื่อก่อนเจียงย่าเจี๋ยจะเป็นแค่ผู้ชายที่ลอยชายไปวัน ๆ แต่เขาก็ยังมีมโนธรรมอยู่บ้าง
เมื่อได้ยินมาว่าเขาไปหางานทำเป็นคนขับรถขุดดินแล้ว ตอนนี้เขาอาศัยอยู่คนเดียวในบ้านตระกูลซุน ชีวิตถือว่าดีตามอัตภาพ
กู้หนานพยักหน้าเมื่อได้ยินข่าว “พวกเขาสองคนมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นต่อกันมาก่อน ฉันหวังว่าวันข้างหน้าคงไม่มีเหตุระทึกอะไรเกิดขึ้นอีก”
“หลังปีใหม่ลูกก็กลับจิงตูแล้ว พวกเราอาจจะไม่ได้กลับมาเจอกันบ่อย ๆ ในอนาคต ฉะนั้นลูกต้องดูแลตัวเองและหลานของพ่อให้ดีนะ” กู้เจิ้งอันมองลูกสาวของเขาด้วยสายตาอาลัยอาวรณ์
กู้หนานตอบกลับ “ไม่ต้องกังวลค่ะพ่อ ฉันอยู่ได้สบายมาก”
วันที่สาม กู้ย่าฮุย ฉินเฟิง และซุนเฉิงต่างก็ตกลงว่าจะไปอวยพรปีใหม่ที่บ้านของเฉินหย่าจือ และถือโอกาสพบปะสังสรรค์กัน
เฉินหย่าจือกับเดวิดจึงไปที่บ้านของเนี่ยเหล่า บอกว่าจะให้พื้นที่สำหรับคนหนุ่มสาวอย่างเต็มที่
เจียงจื้อกังและหวังชุ่ยผิงก็มาพร้อมกับเถี่ยตันด้วย
หวังชุ่ยผิงท้องเริ่มใหญ่ขึ้น ครอบครัวของเธอที่มีสมาชิกสี่คนหัวเราะยิ้มแย้มกันอย่างมีความสุข
ทันทีที่หวังชุ่ยผิงเข้ามา เธอก็เรียกหาถงถงด้วยเสียงอันดัง
เจียงจื้อกังช่วยประคองเธออย่างเป็นกังวลจากด้านหลัง “นี่ เดินช้าลงหน่อยสิ คุณท้องโตแล้วนะเดี๋ยวก็ล้มเอาหรอก”
“ฉันจะสะดุดล้มบนพื้นเรียบแบบนี้ได้ยังไง? รองเท้าฉันมียางกันลื่น” หวังชุ่ยผิงนั่งลงบนโซฟาแล้วกอดถงถง
หลังจากนั้นไม่นาน กู้ย่าฮุยกับคนอื่น ๆ ก็มาถึง
เมื่อเห็นว่าหวังชุ่ยผิงท้องใหญ่ ทุกคนก็รวมตัวกันเพื่อทักทายเธอ และแจกอั่งเปาปีใหม่ให้กับเถี่ยตัน
“วันนี้พวกเราลุยครัวเอง ปล่อยให้พวกสาว ๆ นั่งคุยกันไปเถอะ”
“ได้ เดี๋ยวผมขอทำอาหารด้วย” เจียงจื้อกังฝึกฝนทักษะการทำอาหารของเขาจนสมบูรณ์แบบหลังจากแต่งงาน เขาไม่รอช้า ถกแขนเสื้อขึ้นแล้วเดินเข้าไปในครัว
ฉินเฟิงร้องบอกว่าเขาจะเป็นพ่อครัวหลักรับผิดชอบในการปรุงเอง โดยขอให้เจียงจื้อกังกับซุนเฉิงช่วยเตรียมวัตถุดิบให้แทน
ช่วงหลังมานี้ อารมณ์ของกู้ย่าฮุยดูจืดชืดไปหน่อย เขาไม่ได้เดินเข้าไปในครัวตามหนุ่ม ๆ หรือพูดจาทะเล้นเหมือนทุกครั้ง แต่เข้าไปปรึกษาการเรียนกับลู่ฮ่าวในห้อง
วันนี้ลู่ฮ่าวแทบไม่ได้พักหายใจหายคอเลย ตอนนี้ยังถูกกู้ย่าฮุยลากเข้ามาในห้องมืดอีก เขารู้สึกไม่เต็มใจจริง ๆ
ชายหนุ่มพูดว่า “วันนี้เราจะไม่คุยเรื่องการเรียนกัน”
“ไม่ได้สิ ถ้าเราไม่คุยเรื่องเรียนจะสอบผ่านได้ยังไง การสอบจะจัดขึ้นในอีกไม่ถึงเดือนด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้ฉันยังไม่รู้เรื่องอะไรเลย” กู้ย่าฮุยหน้าซีดเซียวจริง ๆ เห็นได้ชัดว่าเขาตกอยู่ภายใต้แรงกดดัน เนื่องจากการเตรียมตัวสอบ
“ได้ ๆ งั้นรีบถามรีบคุยเถอะ”
ลู่ฮ่าวทำได้เพียงพาเขาไปติวหนังสือเท่านั้น
เฉินรั่วหลินกับกู้ย่าถิงรวมตัวกันอยู่ข้าง ๆ หวังชุ่ยผิง ฟังเธอพูดคุยเกี่ยวกับประสบการณ์การตั้งครรภ์ เพราะพวกเธอทุกคนล้วนต้องเตรียมตัวสำหรับการตั้งครรภ์ครั้งแรก จึงเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับการตั้งท้อง
เวิงอิ่งอุ้มถงถงไว้ไม่ยอมปล่อย
หวังชุ่ยผิงบอกว่า “ฉันไม่รู้สึกว่าต่างจากปกติตรงไหน ยังกิน นอน และทำงานได้”
“แม้แต่ตอนนี้ฉันยังทำงานอยู่เลย โชคดีที่ได้นั่งทำงานเลยไม่เหนื่อย ใกล้คลอดแล้วค่อยลาทีเดียว อย่างน้อยก็ได้รับค่าจ้าง”
กู้หนานมองไปที่ท้องใหญ่ของหวังชุ่ยผิงแล้วถามว่า
“พี่สะใภ้ รอบนี้คุณท้องลูกชายหรือลูกสาวคะ? คุณน่าจะเดาได้นะเพราะเคยมีประสบการณ์มาแล้ว”
หวังชุ่ยผิงลูบท้องตัวเองแล้วตอบว่า “ฉันรู้สึกว่าเธอน่าจะเป็นผู้หญิง เพราะความรู้สึกแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากตอนที่ฉันท้องเถี่ยตัน แต่ฉันไม่กล้ายืนยันกับจื้อกัง เพราะฉันกลัวว่าเขาจะผิดหวังถ้าลูกเป็นผู้หญิง”
กู้หนานเหลือบมองเธอแล้วถามอย่างไม่เข้าใจ “ทำไมพี่ชายต้องผิดหวังด้วยล่ะ?”
เฉินรั่วหลินและคนอื่น ๆ ก็มองไปที่หวังชุ่ยผิงอย่างสงสัยเช่นเดียวกัน
การมีลูกสาวมันแย่ตรงไหน?
ทำไมถึงต้องผิดหวังด้วยล่ะ?
เมื่อเผชิญกับสีหน้าที่งุนงงของพวกเธอ หวังชุ่ยผิงก็อธิบายว่า
“ตอนนี้รัฐบาลวางแผนควบคุมการกำเนิดเข้มงวดขึ้นมาก พวกเราแต่งงานกันเป็นครั้งที่สอง ทั้งยังมีลูกคนที่สองด้วยกันอีกคน มีความเป็นไปได้สูงว่าฉันอาจไม่สามารถมีลูกได้อีกในอนาคต ถ้าเธอเป็นผู้หญิง แล้วตระกูลเจียงไม่มีลูกชายสืบสกุลจะทำยังไง?”
ผู้หญิงหลายคนทำหน้าตาแปลก ๆ ทันทีหลังจากได้ยินคำพูดของเธอ
กู้หนานกลอกตาด้วยความไม่พอใจ “ไม่เห็นต้องเคร่งเครียดเรื่องอะไรแบบนั้นเลย ต่อให้พี่จะให้กำเนิดลูกชายแล้วยังไง? ตระกูลเจียงมีทรัพย์สินมากพอให้เขาสืบทอดหรือเปล่า? เดี๋ยวนี้ชายและหญิงเท่าเทียมกัน หยุดความคิดเชย ๆ แบบนั้นได้แล้ว”
กู้ย่าถิงพูดเสริม “การมีลูกสาวก็เป็นพรวิเศษเหมือนกัน จะผู้ชายหรือผู้หญิงก็มีค่าสำหรับพ่อแม่”
เฉินรั่วหลินก็แสดงความคิดเห็นต่อเด็กเช่นกัน “ใช่แล้ว มีลูกสาวก็อ่อนหวานน่ารัก มีลูกชายอาจซนและโลดโผนตามประสา”
เวิงอิ่งที่อยู่ด้านข้างไม่ได้แสดงความคิดเห็นของตัวเอง อันที่จริงเธอพอจะเข้าใจหวังชุ่ยผิงอยู่บ้าง
เธอคงมีเหตุผลที่อยากมีลูกชาย
เช่นเดียวกับตัวเธอเอง ซึ่งหวังว่าในอนาคตจะมีลูกชายสักคนหนึ่ง
เพราะโรครูมาตอยด์ของเธอมีแนวโน้มสูงว่าอาจมีการถ่ายทอดทางพันธุกรรมถ้าเธอให้กำเนิดลูกสาว
บางทีเรื่องเพศอาจไม่สำคัญ แต่ปัจจัยแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง ทำให้เธออยากให้ลูกมีสุขภาพที่แข็งแรงมากกว่า
หวังชุ่ยผิงถอนหายใจ “ฉันยังพูดไม่จบ ฉันแค่กังวลว่าพี่ชายเธออาจจะไม่มีความสุขเพราะเขาไม่มีลูกชายเป็นของตัวเอง เราแตกต่างกับพวกคุณ พวกคุณทุกคนอยู่ในเมือง มีอาชีพการงานที่ดี พอแก่ตัวไปก็มีสวัสดิการที่มั่นคง แต่พวกเราเป็นคนบ้านนอก เราจะเชื่อมั่นในความมั่นคงของบั้นปลายชีวิตก็ต่อเมื่อมีลูกชายเท่านั้น แนวคิดนี้ฝังแน่นอยู่ในกระดูก จึงยากจะเปลี่ยนแปลง”
เธอมีลูกชายอยู่แล้วทั้งคน แต่เจียงจื้อกังไม่มีลูกชาย ดังนั้นเขาจะต้องเสียใจในอนาคตอย่างแน่นอน
กู้หนานแย้งว่า “ไม่เสมอไปหรอก พี่ชายฉันไม่ใช่คนแบบนั้น เขาปฏิบัติต่อเถี่ยตันเหมือนเป็นลูกชายของเขาเองด้วยซ้ำ และเด็กน้อยก็ตระหนักเสมอว่าพี่ชายฉันเป็นพ่อเลี้ยงของเขา”
“ฉันลองถามเขาว่าเขาชอบเด็กผู้ชายหรือเด็กผู้หญิง เขาก็บอกเสมอว่าเขาชอบเด็กทุกเพศที่ฉันให้กำเนิด ไม่ยอมบอกเพศให้ชัดเจน ฉันจึงรู้สึกไม่สบายใจยิ่งกว่าซะอีก”
เฉินรั่วหลินอธิบายให้เธอฟัง
“ในเมื่อเขาพูดอย่างนั้น แสดงว่าไม่ว่าจะเป็นเด็กชายหรือเด็กหญิงเขาก็รักเหมือนกัน อย่ากดดันตัวเองเลยค่ะ ไม่สำคัญว่าลูกจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง ขอแค่เกิดมาอย่างปลอดภัยก็พอแล้ว”
หลังจากฟังคำแนะนำของสาวรุ่นน้องหลาย ๆ คนแล้ว หวังชุ่ยผิงก็หัวเราะเบา ๆ “จริง ๆ แล้วฉันเองหวังว่าจะมีลูกสาวสักคน พอลูกชายฉันโตขึ้น เขาต้องแต่งงานกับภรรยาแน่ เมื่อถึงเวลานั้นฉันอาจจะเหงาเพราะไม่มีลูกอยู่ด้วย เกิดป่วยล้มหมอนนอนเสื่อแล้วไม่มีใครเช็ดเนื้อเช็ดตัวให้จะทำยังไง”
“พี่ชายฉันจะช่วยเช็ดตัวให้พี่ได้” กู้หนานพูดต่อ “ถึงวันนั้นจริง ๆ คู่สามีภรรยาสูงอายุต้องคอยดูแลกันและกัน อย่าคิดเอาแต่จะพึ่งพาลูกเสมอไป”
“แล้วถ้าวันหนึ่งสุขภาพของพี่ชายเธอไม่แข็งแรงเท่าฉันล่ะ?”