เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 - บทที่ 824 สวัสดีปีใหม่
บทที่ 824 สวัสดีปีใหม่
หวงอิงเปลี่ยนหัวข้อไปพูดถึงเด็กน้อย ทันใดนั้นทุกคนก็เริ่มตื่นเต้นอีกครั้ง
เฉินหย่าจือกล่าวว่า “ถงถงนอนหลับอยู่ในห้องด้านหลัง เดี๋ยวฉันไปอุ้มเธอออกมา”
จากนั้นเธอก็เข้าไปอุ้มหลานออกมา หวงอิงซึ่งเนื้อตัวมีแต่ฝุ่นขอให้กู้หนานพาไปล้างมือ จากนั้นจึงรับเด็กมาจากมือของเฉินหย่าจืออย่างระมัดระวัง เมื่อมองสาวน้อยผู้มีเนื้อตัวขาวอมชมพู ดวงตาของหวงอิงก็เต็มไปด้วยประกายแสงนุ่มนวล “แม่สาวน้อยคนนี้มีแววสวยแต่เด็ก โตมาเธอต้องสวยเหมือนลูกสาวบุญธรรมของฉันแน่”
“ขอผมดูหน่อย” เนี่ยอวิ๋นก็เข้ามาดูเธอด้วย
เนี่ยอวิ๋นมองถงถง จากนั้นก็สลับไปมองกู้หนาน ก่อนแสดงความคิดเห็นของเขาว่า “เธอดูไม่เหมือนหนานหน่านตอนเด็กเลย ถ้าโตขึ้นอาจจะหน้าเหมือนลู่ฮ่าวก็ได้”
“ตอนเด็ก ๆ หนานหน่านหน้าตาเป็นยังไงหรือ?” ทุกคนมองไปที่เนี่ยอวิ๋น
เนี่ยอวิ๋นเป็นคนเดียวในบรรดาทุกคนที่เคยเห็นกู้หนานสมัยยังเป็นเด็กทารก
เมื่อสบตากับทุกคน ชายหนุ่มก็ตอบกลับเพียงว่า “หน้าตาน่ารักน่าชังเชียวละ แต่ตอนนั้นเธอซูบผอมมาก ผิวพรรณคล้ำหมอง”
ยิ่งไปกว่านั้นเสื้อผ้าที่เธอสวมใส่ยังขาดรุ่งริ่ง สภาพดูน่าสงสารมาก
เด็กแรกเกิดในหมู่บ้านมักถูกผู้ใหญ่พาออกไปโดนลม โดนแดดเผา ผิวพรรณจึงไม่ได้ดีเท่าที่ควร
นอกจากนี้หมู่บ้านต้าวานยังตั้งอยู่บนภูเขาสูง ทำให้เด็กน้อยทั้งหลายแก้มแดงตัวแดงเพราะความหนาวเย็น
เฉินหย่าจือพูดระคนหัวเราะเบา ๆ “ตอนเด็ก ผิวพรรณของหนานหน่านอาจจะคล้ำหมอง แต่ตอนนี้ผิวเธอกลับมาเนียนใสอย่างที่ควรจะเป็นแล้ว”
เฮ้อ เธอเองก็ไม่เคยเห็นเหมือนกันว่าลูกชายหน้าตาเป็นอย่างไรตอนที่เขายังเด็ก มีแค่รูปถ่ายซึ่งผู้เฒ่าลู่เอามาให้เธอดูเท่านั้น
เกรงว่ากู้เจิ้งอันก็น่าจะไม่เคยเห็นรูปถ่ายของกู้หนานสมัยที่เธอยังเป็นเด็กด้วยซ้ำ
น่าเสียดายจริง ๆ
หวงอิงหยิบสร้อยข้อมือทองคำเส้นใหญ่ออกมาจากกระเป๋า ก่อนจะพาดสวมไว้บนแขนน้อย ๆ ของถงถง
การกระทำนั้นใจป้ำมากเสียจนทุกคนในที่นั้นต่างพากันตะลึง
หวงอิงพูดกับกู้หนานว่า “สร้อยข้อมืออาจจะใหญ่ไปหน่อย จากนี้ค่อยเอาไปแก้ที่ร้านทอง ทำเป็นกำไลเล็ก ๆ สำหรับเด็กได้”
กู้หนานมองสร้อยข้อมือทองคำเส้นใหญ่นั้น พลันรู้สึกละอายเกินกว่าจะยอมรับมัน “แม่บุญธรรม สร้อยเส้นนี้แพงเกินไปหรือเปล่าคะ”
“แพงอะไรกัน” หวงอิงมองค้อน “ฉันรักษาผู้หญิงร่ำรวยคนหนึ่งเมื่อหลายปีก่อน หลังจากหายดี เธอก็มอบสร้อยข้อมือทองคำให้ฉัน ฉันไม่เคยใส่มันเลย สำหรับฉันแล้วสิ่งนี้ไม่ต่างอะไรกับเศษเหล็ก ฉันเก็บไว้ติดก้นกระเป๋ามานาน เหมือนจะยังมีอีกเส้นหนึ่ง ไว้คราวหลังฉันจะเอาไปทำเป็นสร้อยสมัยนิยมแล้วเอามาให้ใส่เล่นนะ”
คำพูดที่ฟังดูเกินจริงของหวงอิงทำให้ทุกคนหลุดหัวเราะ
น่าจะมีแค่เธอคนเดียวที่เปรียบสร้อยทองเป็นเศษเหล็ก
หลังอาหารเย็น เนี่ยเหล่ากล่าวกับพวกเขาว่า “อิงจื่อ เสี่ยวปิน ฉันบอกให้คนมาจัดห้องเอาไว้ให้แล้ว เธอนอนห้องเดียวกับเสี่ยวปินนะ ถ้าเหนื่อยก็ไปพักผ่อนก่อน ไว้ค่อยออกมาคุยกันใหม่หลังจากที่เธอพักผ่อนพอแล้ว”
“ค่ะ”
เฉินหย่าจือบอกว่า “พ่อคะ ถ้าอย่างนั้นเราขอตัวกลับก่อน แล้วค่อยกลับมาเยี่ยมทีหลังนะคะ”
“คลินิกอยู่แถวไหนหรือ?” หวงอิงถามกู้หนาน
ในขณะที่รำลึกถึงอดีต เธอก็ไม่ได้ลืมเรื่องธุระสำคัญ
พวกเขากลับเข้าเมืองครั้งนี้เพื่อเป็นหมอรักษาคน
“ไม่ไกลจากที่นี่มากหรอก” เนี่ยเหล่าตอบ “วันนี้คลินิกไม่เปิดทำการ เพราะใกล้จะตรุษจีนแล้ว ฉันวางแผนว่าจะปิดไปก่อนแล้วค่อยเปิดทำการอีกทีหลังปีใหม่”
เมื่อเห็นความกระตือรือร้นของหวงอิง กู้หนานก็ยิ้มและพูดว่า “แม่บุญธรรม ไว้ฉันจะพาแม่กับลุงเนี่ยเข้าไปดูสถานที่วันพรุ่งนี้ค่ะ”
หลังจากที่เฉินหย่าจือและคนอื่น ๆ กลับบ้าน กู้หนานก็พุ่งเข้าไปกอดลูกสาวอย่างรวดเร็ว
“ถงถง คิดถึงแม่ไหมจ๊ะ?”
เฉินหย่าจือซึ่งอยู่ด้านข้างหัวเราะ “ถงถงบอกว่าหนูไม่คิดถึงแม่เลย หนูอยู่กับคุณปู่คุณย่าก็สนุกดีเหมือนกัน”
“แม่คะ แม่บอกว่าก่อนหน้านี้ได้พาถงถงไปที่บ้านแม่ฉันใช่ไหม? เหิงเหิงเป็นยังไงบ้างคะ?” กู้หนานถามเฉินหย่าจือขณะที่อุ้มลูกสาวไปด้วย
เฉินหย่าจือยิ้มและพูดว่า “เด็กคนนั้นกินเก่งยิ่งกว่าอะไรดี เขาดูไม่เหมือนเด็กที่เพิ่งจะอายุหนึ่งเดือนเลย ผิวขาว อวบอ้วน น่ารักน่าชังมาก”
“จริงสิ แล้วเราจะไม่จัดงานเลี้ยงพระจันทร์เต็มดวงกันหรือคะ?” กู้หนานนับเวลา เมื่อพบว่ารอบพระจันทร์เต็มดวงของเหิงเหิงใกล้จะสิ้นสุดแล้ว แต่เขายังไม่ได้จัดงานเลี้ยงพระจันทร์เต็มดวงเลย
เฉินหย่าจือถอนหายใจ
“ตอนนี้พ่อแม่ของเธอคงไม่มีกะจิตกะใจจะจัดงานเลี้ยงพระจันทร์เต็มดวงให้ลูกชายตัวเองหรอก แม่เธอยังไม่หายตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นในครั้งที่แล้วเลย ตอนนี้เธอเอาแต่กอดเหิงเหิงไว้ในอ้อมแขนตลอดทั้งวัน กลัวจนไม่กล้าจัดงานเลี้ยงอะไรที่ต้องประโคมข่าวใหญ่ เพราะถ้า…”
ถ้าจู่ ๆ ซุนหว่านหรูวิ่งเตลิดออกมาจากโรงพยาบาลบ้า และเห็นว่าพวกเขากำลังจะจัดงานเลี้ยงพระจันทร์เต็มดวง ปมทางจิตอาจถูกกระตุ้นขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้ยิ่งแก้ไขยาก
กู้หนานรู้ว่าเฉินหย่าจือหมายถึงอะไร จึงพยักหน้า เพื่อแสดงให้เห็นว่าเธอเข้าใจความรู้สึกของพวกเขา
เฉินหย่าจือกล่าวเสริม “แต่พ่อแม่เธอบอกว่าพวกเขาจะย้ายสำมะโนครัวไปอยู่ที่ปินเฉิงหลังตรุษจีน ถ้าเป็นไปได้ก็จะไม่ให้ลูกชายกลับมาเหยียบที่หลันเฉิงอีกในอนาคต”
“ไปอยู่ปินเฉิงก็ดีเหมือนกันค่ะ”
กู้หนานพูด “ไว้พรุ่งนี้ฉันจะแวะไปหาแม่ซะหน่อย”
“เอาละ ลูกสองคนเข้าไปพักสักหน่อย แม่จะดูแลเด็กเอง” เฉินหย่าจือมองเด็กน้อย ก่อนกล่าวอย่างครุ่นคิดว่า “หนานหน่าน แม่ว่าเราลองถือโอกาสนี้ให้เธอหย่านมเลยดีไหม?”
“เขาเพิ่งสามเดือนก็จะให้หย่านมแล้วหรือคะ?” กู้หนานลังเลเล็กน้อย
เฉินหย่าจืออธิบาย “ถ้าไม่หย่านมตั้งแต่ตอนนี้ แม่กลัวว่าปีหน้าถ้าลูกงานยุ่งจนไม่มีเวลาปลีกตัว เด็กจะขาดช่วงกินนมแม่อีกครั้ง ซึ่งจะทำให้เด็กไม่ชินซะเปล่า ทั้งยังลำบากต้องมานั่งผสมนมสองชนิดอีก”
“ทำไม? ยังไม่อยากให้ลูกห่างอกล่ะสิท่า?” เฉินหย่าจือมองเธอแล้วถามด้วยรอยยิ้ม
“ฉันมีอาการคัดตึงไม่สบายตัวมาสองวันแล้วค่ะ แต่นับจากนี้สถานการณ์อาจจะกลับมาเป็นปกติ” กู้หนานคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วตัดสินใจ “ถ้าอย่างนั้นก็หย่านมเถอะค่ะ คราวนี้เราแม่ลูกไม่ได้เจอหน้ากันมาตั้งหลายวันแล้ว แต่เธอกลับไม่ร้องไห้งอแงเลย ถ้าปล่อยจนโตกว่านี้อาจจะยิ่งเลิกยาก”
“ก็จริงนะ พ่อกับแม่คุยกันว่าจะสั่งนมผงนำเข้าจากประเทศ Y มา จากนี้ไปลูกจะได้ชงนมผงให้ถงถงดื่มได้สะดวก”
กู้หนานรู้สึกประทับใจมากเมื่อได้ยินว่าพวกเขาวางแผนจะสั่งนมผงนำเข้าจากต่างประเทศ “ค่ะแม่ ถ้าอย่างนั้นเอาตามที่แม่ว่าเลยค่ะ ฉันโชคดีจริง ๆ ที่มีแม่สามีดีแบบคุณ เรื่องกวนใจก็น้อยลงไปมาก”
เฉินหย่าจือยิ้มและพูดว่า “ดูพูดเข้าสิ เธอเป็นหลานสาวคนโตของแม่เชียวนะ สิ่งที่พวกเราทำให้ไม่ใช่เรื่องพิเศษอะไรเลย อีกอย่างบริษัทของพ่อกับแม่ก็มั่นคงมากจนอยู่ด้วยตัวเองได้ พ่อจึงมีเวลาเหลือเฟือที่จะจัดการเรื่องหลาน พวกลูกยังหนุ่มยังสาว ยิ่งอาชีพของลูกไม่มีทางที่จะเลี้ยงเด็กอยู่แต่ในบ้านได้ เพราะฉะนั้นก็ออกไปหาเงินนอกบ้านอย่างสบายใจเถอะ เมื่อไหร่ที่มีปัญหาเรื่องเงิน แค่บอกแม่ก็พอ ไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องลูกหรอก”
เดวิดยังพูดกับลู่ฮ่าวด้วยว่า “เสี่ยวฮ่าว หลังจากนี้ที่บ้านคงไม่มีธุระอะไรแล้ว ดังนั้นอย่าออกไปข้างนอก อ่านหนังสือเตรียมตัวสอบอยู่ที่บ้านเถอะ ถ้ามีอะไรเดี๋ยวพวกเราจัดการกันเอง”
“เข้าใจแล้วครับพ่อ”
วันต่อมา ลู่ฮ่าวจึงปลีกวิเวก ตัดขาดจากโลกภายนอก และมุ่งความสนใจไปที่การเรียนเพียงอย่างเดียว
นาน ๆ ทีกู้ย่าฮุยจะแวะมาหารือเกี่ยวกับข้อมูลการเรียนกับเขา แต่นอกจากนั้นเขาก็ไม่ได้เจอหน้าใครอีก กู้หนานยังนอนแยกกับเขาเพื่อไม่ให้เป็นการรบกวน
ในวันส่งท้ายปีเก่าปีนี้ เฉินหย่าจือกับเดวิดกลับมาใช้เวลากับทุกคนในช่วงปีใหม่ที่บ้านตระกูลเนี่ย แม้แต่เนี่ยอวี้ฮว๋าก็ยังกลับมาฉลองวันส่งท้ายปีเก่ากับครอบครัว หลังจากแต่งงานออกไปนานกว่ายี่สิบปี นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้กลับมาฉลองปีใหม่ที่บ้านเกิด
เมื่อทุกคนอยู่กันครบแล้ว บ้านอันเงียบเหงาของเนี่ยเหล่าก็มีชีวิตชีวาขึ้นมาก
ลู่ฮ่าวไม่ออกนอกบ้านเลยจนกระทั่งถึงเวลาอาหารค่ำส่งท้ายปีเก่า
เนี่ยเหล่าไม่ได้มีพิธีรีตองมากมายนักเมื่ออยู่ที่นี่ นอกจากรูปแม่ของเนี่ยอวี้ฮว๋าที่ถูกนำมาวางไว้บนโต๊ะ เพื่อให้คนรุ่นหลังทั้งหลายได้จุดธูปและเข้ามากราบไหว้
จากนั้นทุกคนก็ร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำวันส่งท้ายปีเก่าด้วยกัน
เมื่อมองไปรอบโต๊ะอาหาร และเห็นว่าลูกหลานทุกคนมารวมตัวกันอยู่พร้อมหน้า เนี่ยเหล่าก็เต็มไปด้วยอารมณ์สะท้อนใจ “โชคดีที่ชีวิตนี้ฉันยังมีโอกาสได้ใช้ช่วงเวลาปีใหม่แบบนี้ร่วมกับพวกเธออีก ต่อให้ตายก็ไม่เสียใจแล้ว”
สามสิบปีก่อน บ้านหลังนี้ช่วงตรุษจีนก็คึกคักไม่ต่างกัน
เนี่ยอวิ๋น เฉินหย่าจือ เฉินเฉียง และเนี่ยอวี้ฮว๋าล้วนอาศัยอยู่ในละแวกเดียวกัน และมักแวะมาทานอาหารเย็นในวันส่งท้ายปีเก่าด้วยกันเสมอ แม้ว่าสภาพตอนนั้นค่อนข้างยากลำบาก แต่วันส่งท้ายปีเก่ากลับเต็มไปด้วยสีสัน
สามสิบปีผ่านไป และแล้วพวกเขาก็ได้กลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้ง หลายคนกลายเป็นพ่อแม่คน หลังจากประสบความยากลำบาก แต่สุดท้ายก็พบกับแสงสว่างของตัวเอง
ในขณะที่กำลังทานอาหารเย็นในวันส่งท้ายปีเก่า โทรศัพท์ของเฉินหย่าจือก็ร้องดังขึ้น
“[หย่าจือ สวัสดีปีใหม่]”
เมื่อเฉินหย่าจือได้ยินเสียงที่ปลายสายโทรศัพท์ ใบหน้าก็เต็มไปด้วยรอยยิ้มทันที “พี่ชาย สวัสดีปีใหม่ค่ะ”
“วันนี้เรามาฉลองปีใหม่กันที่บ้านพ่อบุญธรรม มีทั้งอวี้ฮว๋า เนี่ยปิน และหวงอิง ทุกคนอยู่ที่นี่กันครบ มีแค่พี่คนเดียวที่ไม่อยู่”
“[จริงหรือ? ถ้าอย่างนั้นก็ฝากบอกสวัสดีปีใหม่แก่พวกเขาด้วยนะ!]”