เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 - บทที่ 823 หนุ่มสาวเลือดร้อน
บทที่ 823 หนุ่มสาวเลือดร้อน
ระหว่างเดินทางลู่ฮ่าวและกู้หนานสลับกันขับรถเป็นช่วง ๆ ครอบครัวสองคนหนึ่งตัวที่เบาะหลังก็มองสองข้างทางอย่างสุขกายสบายใจ เนี่ยอวิ๋นไม่รู้สึกอึดอัดเหมือนตอนที่เขากลับมาที่หลันเฉิงเมื่อปีที่แล้ว ไม่วิตกกังวลอะไรมากนัก สนใจแค่ทิวทัศน์นอกหน้าต่าง โดยมีหวงอิงคอยปลอบต้าหวงเป็นระยะ
ตอนแรก ต้าหวงไม่ชินกับที่แคบ ๆ มันจึงส่งเสียงเห่าเป็นครั้งคราว แต่พอเนี่ยอวิ๋นขู่ว่าจะจับโยนออกไปนอกหน้าต่าง มันก็ปิดปากเงียบ
แม้ว่าต้าหวงจะเป็นสุนัขจรจัด แต่เนี่ยอวิ๋นก็เลี้ยงมันมานานหลายปี จนมันฉลาดพอที่จะเข้าใจคำพูดและน้ำเสียงของผู้เป็นนาย ไม่นานนักต้าหวงก็เงียบเหมือนเป่าสาก นั่งหมอบอยู่บนเบาะอย่างเชื่อฟัง ไม่เห่าหอนอีก
ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงหลันเฉิงในตอนบ่าย
ทั้งสองแวะจอดเพื่อสลับกันขับโดยไม่หยุดพัก ประมาณบ่ายสองโมง รถก็ขับเข้ามาในเขตใจกลางหลันเฉิง
ระหว่างทาง เนี่ยเหล่าโทรมาหาพวกเขาหลายครั้ง ขอให้กู้หนานขับรถตรงไปที่บ้านของเขาเลย
แต่ครั้งก่อนที่หวงอิงมาที่หลันเฉิง เธอมุ่งความสนใจไปที่การพบปะกับเนี่ยอวิ๋นเท่านั้น ไม่ได้มองสภาพแวดล้อมภายในเมืองให้ชัดเจน ตอนนี้เธอจึงเพลิดเพลินกับการมองออกไปนอกหน้าต่างรถเพื่อชมบรรยากาศที่ห่างหายมานาน ด้วยความรู้สึกผสมปนเปในใจ
ในที่สุดเธอก็ได้กลับมาที่นี่อีกครั้ง
เมื่อพวกเขากำลังจะไปถึงจุดหมาย พวกเขาก็ได้รับโทรศัพท์จากเนี่ยอวี้ฮว๋า ที่โทรมาถามไถ่ว่าถึงไหนกันแล้ว กู้หนานจึงตอบกลับว่าแป๊บเดียวก็มาถึงหน้าประตูบ้าน
เนี่ยเหล่าและเนี่ยอวี้ฮว๋ารอคอยด้วยความตื่นเต้น เมื่อรู้ว่าเนี่ยอวิ๋นและหวงอิงจะกลับมาในครั้งนี้
ภายในไม่กี่นาที รถก็ขับมาจอดเทียบที่หน้าประตูบ้านตระกูลเนี่ย พวกเขาเห็นคนมากมายยืนเรียงแถวกันอยู่ตรงนั้น
กู้หนานพูดขึ้นมาด้วยรอยยิ้ม “ลุงเนี่ย ดูคุณตากับคนอื่น ๆ ที่มารอต้อนรับลุงถึงหน้าบ้านสิคะ”
เนี่ยเหล่า เนี่ยอวี้ฮว๋า รวมถึงเดวิดและเฉินหย่าจือต่างก็อยู่ที่นี่
เนี่ยอวิ๋นเหลือบมองหวงอิงที่อยู่ข้าง ๆ ก่อนจะจับมือเธอไว้
หวงอิงยิ้มให้เขา เป็นเชิงบอกว่าเธอไม่คิดมากอะไร
กู้หนานจอดรถ พอเห็นเฉินหย่าจือก็ตะโกนทักทายอย่างเร่งรีบ “แม่คะ ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้? ถงถงอยู่ไหนหรือคะ?”
เฉินหย่าจือตอบ “ถงถงหลับปุ๋ยอยู่ในห้องน่ะจ้ะ”
ลู่ฮ่าวเปิดประตูด้านหลัง เชิญเนี่ยอวิ๋นและหวงอิงลงจากรถ
เนี่ยอวิ๋นอุ้มต้าหวงลง ต้าหวงจึงรีบห้อตะบึงไปที่พงหญ้าข้างถนนเพื่อทำธุระของมันทันที
เพราะตลอดการเดินทาง มันพยายามอั้นสุดชีวิต
เนี่ยเหล่าและคนอื่น ๆ รีบเข้ามาต้อนรับพวกเขาอย่างอบอุ่น
รอบนี้หวงอิงไม่ได้สวมหมวก เธอมัดผมรวบไว้ด้านหลัง ทำให้เห็นรอยแผลเป็นบนหน้าผากของเธออย่างชัดเจน ทั้งเนี่ยเหล่า เฉินหย่าจือ และเนี่ยอวี้ฮว๋ารู้สึกอึดอัดมากเมื่อเห็นแผลเป็นอันเป็นร่องรอยแห่งความบอบช้ำในความทรงจำ เหตุการณ์ตอนนั้นฉายซ้ำในความทรงจำของพวกเขา
ว่ากันว่าเวลาจะช่วยเยียวยารักษาบาดแผลได้ แต่ก็ไม่เสมอไป บาดแผลบางอย่างไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ เช่นเดียวกับแผลเป็นบนหน้าผากของหวงอิง ซึ่งเป็นเครื่องเตือนใจทุกคนให้นึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเสมอ
อารมณ์ของเฉินหย่าจือซับซ้อนที่สุดในบรรดาคนอื่น ๆ
ไม่ว่าอย่างไร เฉินโหย่วเต๋อก็เป็นพ่อของเธอ แม้ว่าตัวเธอเองก็ตกเป็นเหยื่อเหมือนกัน แต่สำหรับคนนอก เธอก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสถานะความสัมพันธ์ฉันพ่อและลูกสาวระหว่างเธอกับเฉินโหย่วเต๋อได้
สิ่งที่เธอกลัวที่สุดคือหลังจากผ่านเรื่องทุกข์ทรมานมานาน ผู้ที่ได้รับความกระทบกระเทือนจากเฉินโหย่วเต๋อ อาจจะยังตั้งตัวเป็นศัตรูกับเธอ เพราะว่าเธอเป็นลูกสาวของเขา นี่ถือเป็นสิ่งที่น่าเศร้าสำหรับเธออย่างไม่ต้องสงสัย
ทว่าตอนนั้นเอง เนี่ยเหล่าก้าวไปข้างหน้า จับมือหวงอิงไว้ มองเธอด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความรัก พูดเสียงสั่นเทา “อิงจื่อ ในที่สุดเธอก็ยอมมาเจอหน้าฉันจนได้ ครั้งก่อนที่เธอมาหลันเฉิง เธอมาแล้วก็จากไปอย่างเงียบ ๆ ไม่บอกกล่าว ฉันได้แต่เฝ้ามองเธออยู่ห่าง ๆ ตลอดหลายปีที่ผ่านมาเธอไปไหนมาบ้าง? อยู่ข้างนอกสุขสบายดีไหม?”
ดวงตาของเนี่ยเหล่าแดงก่ำเมื่อเห็นรอยแผลเป็นบนหน้าผากของหวงอิง
จากนั้นก็ตำหนิตัวเองด้วยความรู้สึกผิด
หวงอิงคลี่ยิ้มบาง ๆ “คุณลุงคะ ฉันสบายดีค่ะ”
หลังจากมีชีวิตอยู่มาสองชาติ เธอก็ปล่อยผ่านทุกสิ่งมานานแล้ว สิ่งที่ควรแก้แค้นก็ได้แก้แค้น แถมปีศาจที่เคยทำร้ายเธอก็ตายจาก ตอนนี้ไม่มีอะไรรบกวนจิตใจอีกแล้ว
เนี่ยอวี้ฮว๋าเดินเข้ามาทักทายเธอ “อิงจื่อ ฉันอวี้ฮว๋านะ”
“อวี้ฮว๋า” หวงอิงมองดูหญิงสาวตรงหน้า ภาพหญิงสาวที่สวยงามราวกับตุ๊กตาในความทรงจำฉายขึ้นมาซ้อนทับ เธอยิ้มกว้าง “เธอยังสวยไม่สร่างเหมือนเมื่อก่อนเลยนะ”
เนี่ยอวี้ฮว๋าที่ได้ยินคำชมเชยของหวงอิง กลับไม่สามารถตอบกลับแบบเดียวกันอย่างที่เคยทำเมื่อทักทายคนอื่น
ในความทรงจำของเธอ หวงอิงมักจะถักผมเปียสองข้าง ผิวขาวเนียนละเอียด ยิ้มเก่งยิ่งกว่าใคร ๆ
แม้ว่าตอนนี้เธอจะยังสวยสมวัย แต่รอยแผลเป็นบนหน้าผากก็สะดุดตาเกินไป
“ฉันเฉินหย่าจือ เธอยังจำฉันได้หรือเปล่า?” เฉินหย่าจือก็เข้ามาแนะนำตัว พลางมองหน้าหวงอิงไปด้วย
หวงอิงพยักหน้า “จำได้สิ เหมือนเราจะเคยเจอกันแล้วครั้งหนึ่ง”
หวงอิงไม่อยากนึกถึงเรื่องในอดีต แน่นอน ในฐานะ ‘ศัตรูหัวใจ’ นั้นกลายเป็นอดีตจนไม่ควรค่าแก่การนึกถึงแล้ว
หวงอิงเหลือบมองกู้หนาน ยิ้มให้เฉินหย่าจือแล้วพูดว่า “ได้ยินมาว่าเธอกลายเป็นแม่สามีของลูกสาวบุญธรรมฉันไปซะแล้ว ช่างเป็นโชคชะตาจริง ๆ”
“ใช่ คงเป็นชะตาลิขิต”
เฉินหย่าจือพูดคุยกับหวงอิง แล้วเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ใส่ใจเรื่องในอดีตแล้ว เธอจึงมองไปที่เดวิดและแนะนำว่า “นี่เดวิด สามีของฉันเอง”
หวงอิงมองไปที่ชายผู้มีลักษณะโดดเด่นข้างกายเฉินหย่าจือ “ฉันได้ยินจากปินจื่อ ว่าคุณย้ายไปอยู่ต่างประเทศมาหลายปี ต้องผ่านเรื่องทุกข์ทรมานมาอย่างหนักหน่วง แต่พอดูจากสถานะปัจจุบันของคุณแล้ว คุณคงฟื้นจากความยากลำบากทั้งหมดได้แล้วสินะคะ”
“ครับ ฝันร้ายทั้งหมดจบลงแล้ว”
เฉินหย่าจือกล่าวทักทายเนี่ยอวิ๋นเช่นกัน พวกเขาเคยมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันเมื่อยังเด็ก แต่หลังจากเฉินโหย่วเต๋อจงใจจับคู่ ทั้งสองก็แยกห่างจากกันโดยปริยาย
ตอนนี้ ไม่มีเรื่องแบบนั้นให้พูดถึงอีกแล้ว
“เอาละ รีบเข้าไปในบ้านเร็ว คราวนี้ทั้งครอบครัวจะได้อยู่กันอย่างพร้อมหน้า ปีใหม่นี้บ้านเราจะต้องครึกครื้นมีชีวิตชีวามากแน่ ๆ”
วันนี้เนี่ยเหล่าที่มักจะวางตัวสันโดษอยู่เสมอยิ้มแย้มมีความสุขเหมือนเด็กได้ของเล่น เขาจูงหวงอิงมานั่งพูดคุยเรื่องนั้นเรื่องนี้ พอถึงจุดสะเทือนอารมณ์ก็อดหลั่งน้ำตาไม่ได้
ใครจะเพิกเฉยเย็นชาจนไม่ต้องการความรักจากคนในครอบครัวได้ลงคอ?
เป็นเวลาหลายปีที่เขาแสร้งทำเป็นเข้มแข็ง อาศัยอยู่ที่นี่เพียงลำพังอย่างไม่มีปัญหา ทำราวกับตัวเองเป็นอาจารย์เกษียณอายุที่เก็บตัวอยู่บนเขาหรือกลางป่าลึก แต่จริง ๆ แล้วเขาก็มีปมในใจที่ยังไม่คลี่คลาย รู้สึกว่าตัวเองไม่คู่ควรกับลูก ๆ หลาน ๆ ของตนเลย
เขาจึงใช้ข้ออ้างว่าไม่ชอบคนเยอะเอะอะเสียงดัง และพาลไม่ชอบให้ลูกสาวมาเยี่ยมเยียนด้วยซ้ำ
เนี่ยเหล่าจับมือหวงอิงไว้ หลั่งน้ำตาในขณะที่พูดว่า “อิงจื่อ ฉันขอโทษจริง ๆ ฉันขอโทษสำหรับทุกเรื่องที่เคยเกิดขึ้นกับเธอ ตอนนั้นฉันไม่ได้ปกป้องเธอกับเสี่ยวปิน ทั้งหมดเป็นความผิดของฉันเอง”
“คุณลุง อย่าพูดอย่างนั้นเลยค่ะ ไม่ว่าใครก็ไม่สามารถปกป้องพวกเราจากการถูกใส่ร้ายในสภาพแวดล้อมแบบนั้นได้ ดังนั้น อย่าเอาแต่โทษตัวเองเลยนะคะ”
เมื่อพูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนั้น อารมณ์ของเฉินหย่าจือก็สับสนขึ้นมาอีกครั้ง
เธอควรทำหน้านิ่ง ๆ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น หรือควรขอโทษแทนพ่อของเธอที่เป็นปีศาจร้ายดี?
เธอไม่สามารถทำได้ทั้งสองอย่าง
ดูเหมือนว่าหวงอิงจะมองเห็นความสับสนของเฉินหย่าจือ จึงหันไปแล้วพูดด้วยรอยยิ้มจาง ๆ “หย่าจือ ตอนนี้เรากลายเป็นครอบครัวเดียวกันแล้วตั้งครึ่งหนึ่ง ความสัมพันธ์ของลูก ๆ พวกเรา ทำให้เราได้กลับมาพบเจอกันอีกครั้ง ตอนนี้เราคงเหลือแค่สถานะครอบครัว ไม่มีอะไรติดค้างต่อกันทั้งนั้น ที่จริงฉันรู้สึกขอบคุณเธอมากกว่า ที่ตอนนั้นเธอไม่ยอมประนีประนอมกับพ่อจอมร้ายกาจของตัวเองเลย ถ้าตอนนั้นเธอกับเนี่ยปินแต่งงานกันจริง ๆ ผลที่ได้อาจจะไม่ดีไปกว่าตอนนี้เท่าไหร่หรอก”
เฉินหย่าจือไม่คิดว่าหวงอิงจะหยิบเรื่องนี้มาพูดกับเธอโดยตรง
แค่หวงอิงเข้าใจหัวอกเธอ เท่านี้ก็เพียงพอสำหรับเธอแล้ว หัวใจที่หนักอึ้งจะได้ผ่อนเบาลงราวกับยกภูเขาออกจากอก
“เราทุกคนในตอนนั้นต่างเป็นคนหนุ่มสาวหัวแข็งและเลือดร้อน ถึงช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมาเราจะต้องทนทุกข์ทรมาน แต่สุดท้ายเราก็กลับมาเยียวยาหัวใจตัวเองได้ ไม่ยอมอ่อนข้อให้ปีศาจร้ายมามีชัยเหนือชีวิตตัวเอง เราทุกคนล้วนเป็นคนธรรมดาที่ยิ่งใหญ่”
คำพูดของหวงอิงทำให้ทุกคนประทับใจมาก
“เธอพูดถูก”
กู้หนานและลู่ฮ่าวยืนอยู่ใกล้ ๆ ฟังการสนทนาของพวกเขา ก็รู้สึกภาคภูมิใจมากจริง ๆ
ผู้ใหญ่เหล่านี้ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางมรสุม แต่พวกเขากลับมีอุดมการณ์เป็นของตัวเอง
แม้ว่าความเลือดร้อนอาจทำให้พวกเขาสูญเสียหลาย ๆ อย่างไป แต่พวกเขาก็ยังกล้าหาญที่จะต่อสู้กับความอยุติธรรม
และสุดท้ายพวกเขาก็เอาชนะได้ แม้ในอดีตจะต้องเสียสละอะไรไปมากเหลือเกิน
เป็นเพราะมีคนแบบพวกเขาอยู่ ในยุคสมัยที่สังคมต้องการความกล้าหาญ ความเพียรพยายามของเขานำพาให้สังคมก้าวไปข้างหน้า
ประสบการณ์อันโลดโผน ให้บทเรียนแก่คนรุ่นหลังอย่างมากมาย
หวงอิงถามกู้หนานอย่างคาดหวัง “หนานหน่าน หลานสาวทูนหัวของแม่อยู่ไหน? ขอแม่ดูหน้าเธอหน่อยสิ”