เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 - บทที่ 821 ไม่สนับสนุนการแต่งงานใหม่
บทที่ 821 ไม่สนับสนุนการแต่งงานใหม่
ในช่วงเวลาอันเป็นมงคล เจ้าภาพได้กล่าวเปิดพิธี สวี่เจิงแบกลู่เสี่ยวเยว่ออกจากบ้าน แล้วส่งเธอขึ้นรถ
เหล่าผู้อาวุโสที่ได้รับความเคารพเข้าไปนั่งในรถยนต์ด้วยกัน ส่วนญาติคนอื่น ๆ ก็เดินไปพร้อมกับขบวนรับเจ้าสาวและคนขบวนสินเดิม
บ้านของลู่เสี่ยวเยว่อยู่ไม่ไกลจากบ้านของเถี่ยจู้ แต่ถ้าหากขับรถยนต์ ก็ต้องขับอ้อมจากถนนใหญ่วนเป็นวงกลม
ดังนั้น ตอนที่รถยนต์วนอ้อมมาถึงหน้าประตูบ้านของเถี่ยจู้ ขบวนรับเจ้าสาวที่เดินมาทางถนนเล็กก็ใกล้จะมาถึงแล้ว
ชาวบ้านในหมู่บ้านที่มาดูเจ้าสาวต่างก็มายืนออเต็มหน้าบ้านของเถี่ยจู้ ทั้งยังปีนกำแพงและต้นไม้บริเวณใกล้ ๆ เพื่อดูคู่บ่าวสาว
เป็นภาพที่ครึกครื้นอย่างมาก
เสียงประทัดดังขึ้น เถี่ยจู้ลงจากรถ จากนั้นเดินไปจับมือลู่เสี่ยวเยว่
“อุ้มเลย ๆ”
“เถี่ยจู้ นายต้องอุ้มเธอเลย”
เถี่ยจู้มองไปยังฝูงชนมากมาย ส่วนลู่เสี่ยวเยว่เขินอายจนไม่กล้าเงยหน้า
เถี่ยจู้อุ้มเธอขึ้นมาในท่าเจ้าหญิง แล้วจึงพุ่งเข้าบ้านไปอย่างรวดเร็ว
เด็กหนุ่มชนบทที่ทำงานอยู่เสมอนั้น มีกำลังแขนอันน่าทึ่ง
ในลานบ้านมีการประดับกระโจม และวางวีซีดีทีวีสีไว้บนโต๊ะที่ลานบ้าน เพื่อเล่นเพลงงานเฉลิมฉลองรื่นเริง
เมื่อขบวนส่งเจ้าสาวเข้ามา พวกเขาก็ได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี
พวกของกู้หนานตามเข้าไปในบ้านใหม่ของลู่เสี่ยวเยว่
นี่คือบ้านอิฐที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ พื้นที่กว้างขวาง ภายในมีโซฟาทันสมัยและตู้เสื้อผ้า
ในบ้านเหลือพื้นที่เอาไว้สำหรับตู้วางทีวีและข้าวของอื่น ๆ ที่ครอบครัวของลู่เสี่ยวเยว่ให้มาเป็นสินเดิม
การแต่งงานของคนในหมู่บ้าน ไม่มีพิธีรีตองใหญ่โตอะไรนัก มีแต่งานฉลองรื่นเริงเท่านั้น
นอกจากนี้ยังขึ้นอยู่กับอาหารบนโต๊ะของบ้านเจ้าบ่าวด้วยว่าเป็นอย่างไร
ความสมบูรณ์พูนพร้อมของอาหารบนโต๊ะ สะท้อนให้เห็นถึงฐานะโดยรวมของครอบครัวนั้นได้เป็นอย่างดี
ครอบครัวของเถี่ยจู้มีเขาเป็นลูกชายเพียงคนเดียว เถี่ยจู้เองก็อายุยี่สิบหกปีแล้วเพิ่งแต่งงาน อาหารเลี้ยงแขกจึงย่อมหลากหลาย
จับฉ่ายของมื้อกลางวัน มีสัดส่วนของเนื้อถึงหนึ่งในสาม
หลังจากกินข้าวเสร็จไม่นานนัก พวกเขาก็นั่งประจำที่บนโต๊ะ
อาหารทั้งหมดรวมสิบหกจาน
เมนูเย็นแปดอย่าง เมนูร้อนแปดอย่าง ส่วนใหญ่เป็นอาหารจานหลัก ได้ยินมาว่าจ้างพ่อครัวมาจากในเมืองเลยทีเดียว
นี่เป็นครั้งแรกที่เครือญาติตระกูลลู่ได้เห็นงานเลี้ยงที่หรูหราเช่นนี้ รวมถึงบุหรี่และเหล้า ที่ล้วนเป็นของแพง และคุณภาพดีกว่าของคนในหมู่บ้านตามปกติมาก
ไหนจะการขับรถยนต์มารับเจ้าสาวอีก
ตอนนี้คู่บ่าวสาวออกมาดื่มเหล้ามงคล เถี่ยจู้สวมชุดสูท ลู่เสี่ยวเยว่ถอดเสื้อคลุมออกแล้วสวมชุดแต่งงานกี่เพ้าสีแดง ดูเป็นทางการและอลังการเป็นพิเศษ
คุณปู่ลู่ถูกประคองไปยังที่นั่งผู้อาวุโสในบ้าน สมาชิกครอบครัวฝ่ายเจ้าสาวคนอื่น ๆ ก็นั่งอยู่ในบ้านเช่นกัน และได้รับการปฏิบัติเป็นอย่างดี
หลังจากดื่มเหล้ามงคลและจุดประทัด มันก็ถึงเวลาที่ครอบครัวฝ่ายเจ้าสาวควรจะไปได้แล้ว
สวี่อวี้ฉินจับมือลู่เสี่ยวเยว่พร้อมหลั่งน้ำตาด้วยความตื้นตัน
เธอกำชับลูกสาวของตน “เสี่ยวเยว่ ต่อไปลูกต้องใช้ชีวิตให้ดี อย่าเอาแต่ใจ และอย่าให้พวกเราเป็นห่วงล่ะ”
ตอนที่ออกมาจากบ้านเมื่อเช้าลู่เสี่ยวเยว่ไม่ได้ร้องไห้ แต่ตอนนี้พอแม่ของเธอหลั่งน้ำตา เธอเองก็ร้องไห้ออกมาเหมือนกัน ในยามนี้ เธอเพิ่งตระหนักได้ว่าตนเองเป็นผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว ต่อจากนี้ไปจะต้องใช้ชีวิตของตัวเอง จะต้องแบกภาระความรับผิดชอบไว้บนบ่าเอง จะไปกระเง้ากระงอดต่อหน้าแม่ไม่ได้อีกต่อไป
หญิงสาวร้องไห้และพยักหน้า “แม่คะ แม่วางใจเถอะ หนูโตแล้ว รู้อะไร ๆ แล้วนะคะ”
ลู่เซิ่งหมินและคุณปู่ลู่เองก็กำลังพูดคุยกับพ่อของเถี่ยจู้เช่นกัน “ขอฝากเด็กคนนี้ไว้กับครอบครัวพวกคุณด้วย ต่อไปก็ขอให้ให้อภัยและใจดีกับเธอมาก ๆ นะครับ”
พ่อของเถี่ยจู้เป็นคนที่ซื่อสัตย์มาก เขาพูดอย่างจริงใจ “ลุงลู่ คุณพ่อตา พวกเราล้วนเป็นคนซื่อสัตย์รักษาหน้าที่ ไม่ปฏิบัติรุนแรงต่อเสี่ยวเยว่แน่นอน พวกเราอยู่หมู่บ้านเดียวกัน ต่อไปหากมีอะไรที่ทำไม่ดี พวกคุณก็มาตำหนิติเตียนผมได้เลยนะ”
วันนี้สวี่เจิงดื่มมากเกินไปนิดหน่อย เขาตบไหล่เถี่ยจู้แล้วพูดอะไรที่คนเป็นพี่ชายควรจะพูด “เถี่ยจู้ เสี่ยวเยว่เป็นคนเอาแต่ใจอยู่บ้าง นายช่วยอดทนกับอารมณ์ของเธอหน่อยนะ”
เถี่ยจู้มองไปที่สวี่เจิง พร้อมกับลู่ฮ่าวที่พยักหน้าอย่างเคร่งขรึมอยู่ข้าง ๆ “เข้าใจแล้วครับ คุณพี่เขยทั้งสองครับ”
“ไปกันเถอะ”
เหล่าญาติที่อยู่ด้านหน้ากลับไปกันแล้ว มีเพียงคนครอบครัวที่ใกล้ชิดเท่านั้นที่ยังคอยฝากฝังเรื่องต่าง ๆ กับครอบครัวของเถี่ยจู้
หลังจากดูแลต้อนรับครอบครัวฝ่ายเจ้าสาวเสร็จแล้ว ด้านหลังยังมีญาติฝั่งครอบครัวเถี่ยจู้ที่ต้องการนั่งกินเลี้ยง พ่อครัวเริ่มทำงานอีกครั้ง และครอบครัวของเถี่ยจู้เองก็ต้องต้อนรับแขกเหรื่อคนอื่น ๆ คนตระกูลลู่จึงกลับออกไป
วันนี้สวี่เจิงดื่มไปไม่น้อยเลย ลู่ฮ่าวเองก็ดื่มไปบ้างเช่นกัน แต่ก็ไม่ได้มีอาการเมาอะไร
กู้หนานกลัวว่าจอดรถไว้ที่นั่นแล้วจะถูกเด็กมือบอนขูดเอา จึงบอกว่าอยากขับรถกลับไป
สวี่เจิงจึงเดินเข้ามาดึงตัวแม่ของเขา แล้วบอกว่าอยากให้ทุกคนไปที่บ้านใหม่ และรวมตัวพูดคุยกันทั้งครอบครัว
สวี่อวี้ฉินรู้สึกกระอักกระอ่วนเล็กน้อย เธอสะบัดแขนของสวี่เจิงออกด้วยความหงุดหงิด
เธอไม่เคยไปบ้านใหม่ของลู่ฮ่าวเลยแม้แต่ครั้งเดียว ลู่เซิ่งหมินเองก็อาศัยอยู่ที่นั่น คนเขาไม่ได้เชิญ เธอคงไม่กล้าอุกอาจไปเองได้หรอก
แต่ทว่าลู่เซิ่งหมินพูดขึ้น “เสี่ยวเจิง ดื่มมากไปแล้วนะ ไปพักผ่อนก่อนเถอะ”
“ลุงลู่ ต้อนรับพวกเราไหมครับ? ผมแค่อยากให้ทุกคนพูดคุยด้วยกันเท่านั้นเอง”
“เธอไปพักผ่อนก่อนเถอะ สร่างเมาแล้วค่อยไป”
ลู่ฮ่าวเห็นสวี่เจิงจะขึ้นรถ จึงผลักเขาออกไป “นายจะทำอะไรน่ะ? เมาแล้วเรื้อนหรือไง?”
“พี่ครับ ผมแค่อยากให้พวกเราครอบครัวมานั่งด้วยกัน และพูดคุยกันดี ๆ” คนที่ดื่มมากเกินไป มักจะพูดประโยคเดิมซ้ำ ๆ
ลู่ฮ่าวทำหน้าเคร่งขรึม
“นายอยากพูดอะไรให้สร่างก่อนแล้วค่อยพูด อย่าให้คนอื่นเขาหัวเราะเยาะ”
กู้หนานเองก็พูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจอยู่ข้าง ๆ “ผิงผิงท้องโตแล้ว นายเอาแต่สนใจเรื่องกินเหล้าสังสรรค์แบบนี้ไม่ได้ ต้องดูแลเธอให้ดี ๆ สิ”
เจียงผิงชักสีหน้า มองสวี่เจิงแล้วทุบเขาทีหนึ่ง “นายจะทำอะไรกันฮะ? จะกลับบ้านหรือไม่กลับ?”
“ที่รัก อย่าโกรธเลยนะ ผมแค่อยากไปบ้านลุงลู่ อยากพูดคุยกับพวกพี่ใหญ่และลุงลู่เท่านั้น”
“เอาไว้คุยกันวันหลัง รีบกลับบ้านเถอะ”
สวี่เจิงเชื่อฟังเจียงผิงเป็นอย่างดี เธอพูดอะไรเขาก็ฟังเสมอ
ประกอบกับลู่ฮ่าวที่ปฏิเสธจะคุยกับสวี่เจิง สวี่เจิงจึงถูกสวี่อวี้ฉินและเจียงผิงลากออกไป
กู้หนานขับรถ คุณปู่ลู่และคนอื่น ๆ ไม่ได้นั่งมาด้วย แค่เดินไม่กี่ก้าวก็กลับถึงบ้านแล้ว แต่หลังจากที่สวี่เจิงก่อความวุ่นวายเมื่อครู่ พวกเขาก็พากันขึ้นรถแล้วรีบกลับบ้านทันที
ความจริงแล้วสวี่เจิงต้องการให้คนในครอบครัวอยู่ด้วยกันและเชื่อมความผูกพัน ทุกคนต่างก็รู้จุดประสงค์ของเขา
เขาแค่อยากให้ลู่เซิ่งหมินกับสวี่อวี้ฉินอยู่ด้วยกัน
ความสัมพันธ์ระหว่างคนรุ่นหลังคลี่คลายลงแล้ว เหลือเพียงผู้อาวุโสทั้งสองคนเท่านั้น ทั้งสองอยู่ด้วยกันมายี่สิบปี พอแก่ตัวกลับแยกจากกัน
หากลู่เซิ่งหมินกับแม่แท้ ๆ ของลู่ฮ่าวยังอยู่ด้วยกัน สวี่เจิงก็คงจะยอมตัดใจ แต่ลู่เซิ่งหมินนั้นเข้าเมืองไปและกลับมาอีกครั้ง ได้ยินมาว่าแม่แท้ ๆ ของลู่ฮ่าวได้แต่งงานใหม่ไปแล้ว
สวี่เจิงจึงหวังว่าลู่เซิ่งหมินกับแม่ของเขาจะกลับมาอยู่ด้วยกันต่อไปได้
มันคงเป็นไปไม่ได้ที่คนหนุ่มสาวอย่างพวกเขาจะเฝ้าอยู่บ้านตลอดเวลา ลู่ฮ่าวกับกู้หนานก็ไปอยู่ที่เมืองปักกิ่งแล้ว กว่าจะกลับมาหมู่บ้านก็คงนับครั้งได้ แม่ของเขาเองก็เหมือนกัน ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวคนเดียว มันน่าสงสารมาก
ว่ากันว่าสามีภรรยาที่อยู่ด้วยกันมานานจะดูแลกันและกันในยามแก่เฒ่า ตอนนี้พวกเขาต่างอายุเลยครึ่งร้อยกันแล้ว ถ้าอยู่ดูแลกันและกันคงจะดีไม่น้อย ครอบครัวจะได้สมบูรณ์
หลังจากกลับมาถึงบ้าน ลู่ฮ่าวก็นอนลงบนเตียง เขาบอกว่าเหล้าของบ้านเถี่ยจู้แรงมาก จากที่ไม่เมา เพิ่งมาเมาเอาตอนนี้
“เมื่อกี้สวี่เจิงจะพูดอะไรหรือ? เขาอยากให้คุณพ่อกับน้าสวี่กลับมาคืนดีกันอีกครั้งใช่ไหม?”
ลู่ฮ่าวนอนซุกอยู่ในผ้าห่มพลางส่งเสียงตอบ “ดูก็รู้แล้วว่าเจ้านั่นคิดอย่างนั้น”
“งั้นคุณพ่อจะเห็นด้วยไหม?” กู้หนานถามอย่างสงสัย
ลู่ฮ่าวหัวเราะเบา ๆ “เธอไม่เห็นหรือว่าหลังจากที่พ่อของฉันหย่ากับสวี่อวี้ฉินแล้ว เขาก็เหมือนได้เกิดใหม่ พ่อคงไม่มีทางแต่งงานใหม่แน่นอน พวกเราเองก็อย่าไปยุ่งเลย ไว้กลับไปคุยกับคุณปู่ทีหลัง สวี่เจิงยุไม่มีขึ้นหรอก”
การแต่งงานที่มีความสุขจะหล่อเลี้ยงผู้คน แต่การแต่งงานที่ไม่มีความสุขมีแต่จะทำให้ทุกข์ทรมาน
แล้วแบบนี้จะทำไปเพื่ออะไรกัน