เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 - บทที่ 819 คนดี
บทที่ 819 คนดี
“พี่สะใภ้ จะไม่เป็นไรจริง ๆ หรือ?”
มีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่รู้ดีว่าเธอทั้งอิจฉาและชอบชุดของกู้หนานมากแค่ไหน เมื่อเห็นพี่ชายคนโตของเธอกับกู้หนานแต่งงานกัน
ในเวลานั้นเธอยังพูดต่อหน้ากู้หนานด้วยว่าอีกหน่อยถ้าตนแต่งงาน เธอจะสวมเสื้อผ้าที่สวยงามแบบเดียวกันอย่างแน่นอน
กู้หนานก็ตอบกลับมาว่าในเมืองมีห้องชุดสำหรับให้เช่า เธอไม่จำเป็นต้องซื้อเลย ไว้แต่งงานเมื่อไหร่ค่อยเช่าเอาก็ได้
เธอจึงวาดฝันมาตลอดว่าตัวเองจะแต่งงานเป็นเจ้าสาวของคนในเมืองจริง ๆ
ตอนนั้นเธอยังบ้าคลั่งอยู่เลย ว่าถ้าแต่งงานเมื่อไหร่ จะจัดพิธีให้ยิ่งใหญ่เท่ากับงานแต่งของกู้หนาน
ในเวลานั้นเธอเรียกอีกฝ่ายว่าพี่สะใภ้กู้หนานก็จริง แต่ในใจเธอเอาแต่คิดแข่งขันเสมอ และอยากแก่งแย่งชิงดีกับอีกฝ่ายไปซะทุกอย่าง
แต่สุดท้ายเธอก็เทียบอะไรอีกฝ่ายไม่ได้เลย
แต่ตอนนี้เธอรู้ว่าสิ่งเหล่านั้นไม่สำคัญแล้ว การมีคู่ชีวิตที่ดีต่างหากที่สำคัญ
เธอไม่ต้องการพิธีแต่งงานที่เอิกเกริกและยิ่งใหญ่อีกต่อไป ตอนที่เจียงผิงแต่งงานกับพี่รอง เธอไม่เหลืออะไรเลยด้วยซ้ำ แต่ในที่สุดเธอก็มีชีวิตที่ดีกับเขาสักที
พวกเธอเป็นคนชนบทก็ควรประพฤติตัวเหมือนคนในชนบททั่วไป
แต่เธอไม่คาดคิดเลยว่ากู้หนานจะเต็มใจเสนอยกชุดแต่งงานให้ตน
กู้หนานพยักหน้า “ไม่หรอก”
เธอพูดว่า “เดี๋ยวฉันจะไปถามป้าสวี่ว่าถ้าทำแบบนี้แล้วมีข้อห้ามอะไรบ้าง”
หลังจากที่สวี่อวี้ฉินเข้ามา ลู่เสี่ยวเยว่ก็เล่าให้ผู้เป็นแม่ฟังเรื่องชุดแต่งงานที่กู้หนานจะยกให้เธอใส่ต่อ
ซึ่งสวี่อวี้ฉินไม่มีปัญหา
แต่ครอบครัวของเธอจะต้องให้เงินเป็นสัญลักษณ์แก่กู้หนาน ถือว่าซื้อต่อมาอีกที จะได้ไม่มีอะไรติดขัด
นอกจากนี้ กู้หนานก็แต่งงานและใช้ชีวิตคู่อย่างมีความสุขแล้ว แถมยังมีลูกน้อยด้วย บางทีชุดแต่งงานของเธออาจนำความโชคดีมาสู่ลู่เสี่ยวเยว่ก็ได้
สวี่อวี้ฉินมองไปที่กู้หนาน แล้วมองไปที่ลู่เสี่ยวเยว่ จำได้ว่าตอนที่กู้หนานแต่งงานกับลู่ฮ่าว สองคนนี้เข้ากันไม่ได้เลย ลู่เสี่ยวเยว่มักจะทำตัวหยิ่งผยอง ถือว่าตัวเองเหนือกว่า แล้วก็ไม่ชอบหน้ากู้หนาน ทั้งยังอิจฉาริษยากู้หนานไปซะทุกเรื่อง
เมื่อมาคิดทบทวนดูแล้ว เมื่อก่อนสองแม่ลูกนิสัยเสียกันเกินไปจริง ๆ
เธอล้มเหลวในการเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับลูก ๆ การแต่งงานทั้งสองครั้งของเธอก็จบลงด้วยความล้มเหลว เธอจึงคาดหวังอย่างจริงใจว่าลูกสาวของตนจะแตกต่าง และมีความสุขได้เสียที
ทั้งยังหวังว่าในอนาคตลูก ๆ ทุกคนจะกลับมารักใคร่สามัคคีกัน
สวี่อวี้ฉินพูดด้วยความซาบซึ้งว่า “หนานหน่าน ขอบคุณมากนะ ตั้งแต่ลู่เสี่ยวเยว่เห็นพี่สะใภ้ใส่ชุดนั้นแต่งงานในเมือง เธอก็พูดหลายครั้งว่าอยากสวมชุดแต่งงานสวย ๆ เหมือนคนในเมือง วาดฝันว่าจะได้ใส่ชุดแบบนั้นในงานของตัวเองให้ได้”
“แต่ตอนนี้เมื่อถึงเวลาที่เธอต้องแต่งงาน ฉันพาเธอเข้าเมืองไปซื้อเสื้อผ้า เธอกลับซื้อแค่เสื้อคลุมกับสเวตเตอร์สีแดง ฉันยังถามเธออยู่เลยว่าลูกไม่อยากใส่ชุดแต่งงานสวย ๆ เหมือนพี่สะใภ้หรือ? เธอบอกฉันว่าตอนนั้นเธอคาดหวังสูงไปหน่อย เธอมาจากชนบท ถ้าสวมชุดทันสมัยขนาดนั้น ชาวบ้านคงได้หัวเราะเยาะแย่ เธอไม่ต้องการอะไรแบบนั้นอีกแล้ว ประหยัดเงินไว้น่าจะดีกว่า”
เมื่อสวี่อวี้ฉินพูดมาถึงตรงนี้ เธอก็อดไม่ได้ที่จะหลั่งน้ำตา “นับตั้งแต่เสี่ยวเยว่ถูกจ้าวจวินเฉียงทิ้ง ผู้คนในหมู่บ้านก็เอาแต่พูดถึงเรื่องนี้มาเป็นปีแล้ว เมื่อก่อนเธอเคยทำตัวไม่ดี ทำให้ใครหลายคนขุ่นเคือง พอได้ดีคนพวกนั้นต่างก็เอาเรื่องน่าอับอายของเธอไปนินทากันสนุกปาก พากันเยาะเย้ยเธออย่างหนัก ชื่อเสียงเธอเสื่อมเสียจนเธอไม่กล้าก้าวเท้าออกจากบ้านด้วยซ้ำไป หลังจากนั้นเธอเลยเปลี่ยนแปลงตัวเอง ไม่สู้คน ไม่ตอบโต้ใคร พูดน้อยลง แม้แต่ความมั่นใจในตัวเองก็ลดลง ไม่น่าเชื่อว่าการใช้จ่ายเพื่อแต่งงานก็ยังตระหนี่ ฉันรู้สึกเสียใจกับสิ่งที่เธอพบเจอมาจริง ๆ”
คนเป็นแม่มีหรือจะไม่รู้สึกเสียใจกับสิ่งที่ลูกสาวพบเจอ ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่สามารถห้ามปากคนไม่ให้นินทาได้
เพราะลูกสาวของเธอถูกทอดทิ้ง และเคยหนีออกจากบ้านไปหาผู้ชายจริง ๆ
กู้หนานบอกว่า
“เถี่ยจู้ดีกับเธอมาก ตอนนี้เธอไม่ควรคิดถึงความทรงจำที่ไม่ดีพวกนั้นอีกแล้ว เรื่องที่เกิดขึ้นในอดีตเป็นเรื่องของอดีต ปัจจุบันนี้เธอกำลังมีชีวิตที่ดีไม่ใช่หรือคะ? เรื่องพวกนั้นไม่ใช่ปัญหาเลย”
สวี่อวี้ฉินถอนหายใจ “ชาวบ้านพวกนี้สามารถฆ่าคนให้ตายด้วยปากคนจริง ๆ”
สิ่งที่สวี่อวี้ฉินไม่ได้พูดต่อคือหลังจากที่เธอหย่ากับลู่เซิ่งหมิน ผู้คนในหมู่บ้านก็เอาแต่พูดเรื่องเธอตลอดทั้งวัน จนไม่กล้าออกไปสู้หน้าใคร
ต่อมาเมื่อสวี่เจิงได้ทำงานเป็นหัวหน้าแผนกเล็ก ๆ ในโรงงานแปรรูปยา และมีหน้าที่สรรหาคนงาน บรรดาผู้หญิงในหมู่บ้านถึงได้หยุดนินทา และเข้ามาตีสนิทกับเธออีกครั้ง
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ตราบใดที่เถี่ยจู้ปฏิบัติต่อเธออย่างดีมันก็พอแล้ว ถ้าชีวิตของเธอเป็นไปด้วยดี ก็จะไม่มีใครพูดถึงอีกแล้ว”
อันที่จริง ชะตากรรมของลู่เสี่ยวเยว่ในชาตินี้ดีกว่าชาติที่แล้วมาก
อย่างน้อยเธอก็ไม่ได้ถูกสวีเฉี่ยวเจินพาลงใต้ และไม่ได้ถูกชายชราข่มขืนจนตั้งท้อง
สำหรับความสัมพันธ์ที่ลงเอยไม่ดีระหว่างเธอกับจ้าวจวินเฉียง เธอคงทำได้เพียงโทษตัวเองที่หลงผู้ชายไม่ลืมหูลืมตา
สุดท้ายแล้ว ชะตากรรมของคนคนหนึ่งจะเป็นอย่างไร มันก็ขึ้นอยู่กับการจัดการชีวิตของตัวเองทั้งนั้น
เธอแค่ต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง ไม่หลงใครจนเสียสติ และจะมีความสุขได้
ลู่เสี่ยวเยว่ตามกู้หนานกลับไปที่บ้านเพื่อซื้อชุด แล้วลองสวมที่บ้านของกู้หนานตรงนั้นเลย
พวกเธอทั้งสองคนมีรูปร่างผอมเพรียว ทั้งส่วนสูงยังไล่เลี่ยกัน จึงสวมชุดแต่งงานได้พอดี
“ขอบคุณค่ะพี่สะใภ้ ฉันขอเอากลับไปด้วยนะ”
แต่กู้หนานหยิบกล่องรองเท้าอีกกล่องออกมาจากตู้ “ฉันยกรองเท้าหนังสีแดงคู่นี้ให้เธอด้วยแล้วกัน ฉันไม่เคยใส่มันมาก่อนเลย”
“ขอบคุณค่ะพี่สะใภ้”
“ไม่ต้องขอบคุณหรอก จากนี้ไปเธอใช้ชีวิตร่วมกับเถี่ยจู้ให้ดีก็พอ อย่าสนใจคำพูดของคนอื่น เป็นตัวของตัวเองเข้าไว้”
“พี่สะใภ้คะ พี่ไม่เกลียดฉันจริง ๆ หรือ?” ลู่เสี่ยวเยว่มองหน้าอีกฝ่ายและถามอย่างฉงน
กู้หนานตอบอย่างจริงจัง
“ฉันเคยคิดว่าเธอค่อนข้างน่ารำคาญ คิดว่าเธอสมองไม่สมประกอบ แต่ตอนนี้เธอเปลี่ยนไปแล้ว ดูเป็นคนมีสติมากขึ้น นั่นเพราะเธอไม่ใช่คนเลว แถมยังไม่สร้างความเดือดร้อนให้ ไม่มีเหตุผลที่ฉันต้องเกลียดเธออีก”
ทำไมกู้หนานต้องเกลียดคนที่ตัวเองไม่ได้เจอหน้ากันมาปีครึ่งด้วย?
เมื่อเกลียดใครสักคน อารมณ์ก็จะพลอยแย่ลงตาม
แม้มีหลายสิ่งหลายอย่างในชีวิตเธอที่ไม่เป็นไปดั่งใจเธอ แต่ถ้าเป็นไปได้ เธอก็ทนไม่ได้ที่จะเกลียดชังคนที่ไม่ค่อยพบเจอกันบ่อย ๆ หรอก
“ขอบคุณพี่สะใภ้ค่ะ จากนี้ฉันจะเริ่มต้นชีวิตใหม่กับเถี่ยจู้”
หลังจากหอบเสื้อผ้ากลับบ้านไปแล้ว สวี่อวี้ฉินก็จ่ายเงินให้กู้หนานห้าสิบหยวนอย่างพอเป็นพิธี
“ป้าสวี่ นี่มันมากเกินไปแล้วค่ะ แค่สิบหยวนก็พอ คนกันเองทั้งนั้น”
กู้หนานยืนกรานว่าจะรับเงินแค่สิบหยวน
ส่วนลู่ฮ่าวที่มาด้วยก็ไม่มีอะไรทำ กู้หนานจึงบอกให้เขากลับบ้านไปอ่านหนังสือ
ทันทีที่เขาเดินผ่านเข้าประตูไป เถี่ยจู้ก็มาหาเขา
เมื่อเห็นว่าเถี่ยจู้ดูรีบร้อนแปลก ๆ ลู่ฮ่าวจึงถามขึ้น “ทำไมนายไม่อยู่เตรียมงานที่บ้านล่ะ มาหาฉันทำไม?”
เถี่ยจู้เกาหัวแกรก ๆ มองลู่ฮ่าวแล้วยิ้ม แต่ก็อึกอักไม่กล้าพูดตรง ๆ
“อยากให้ฉันช่วยอะไรหรือเปล่า?” พอสังเกตเห็นสีหน้าของเขา ลู่ฮ่าวก็เดาได้ทันทีว่าอีกฝ่ายมาขอความช่วยเหลือแน่ ๆ
เถี่ยจู้พยักหน้าอย่างไม่สบายใจ “ใช่”
“ว่ามาสิ”
เถี่ยจู้ลังเลอยู่ไม่กี่วินาที ก่อนจะรวบรวมความกล้าแล้วพูดออกมา “พี่ฮ่าว มันอาจดูไม่ค่อยเหมาะสมที่ผมจะพูดแบบนี้ แต่ผมก็ยังอยากขอให้พี่กับพี่สะใภ้ช่วยเรื่องนี้อยู่ดี”
“พูดมาเร็ว ถ้าช่วยได้ฉันจะช่วย”
เถี่ยจู้เหลือบมองออกไปนอกประตู แล้วพูดอย่างเขินอาย “ผมอยากขอยืมรถที่พี่ใช้ขับมาที่นี่หน่อย”
“ยืมไปทำไม?” ลู่ฮ่าวเดา “ยืมขับไปซื้อของ?”
เถี่ยจู้ส่ายหัว “เปล่า วันพรุ่งนี้ ผมอยากขับรถยนต์ของพี่ไปรับเจ้าสาว พี่จะว่าอะไรไหม?”
ลู่ฮ่าว “???”
เถี่ยจู้อธิบาย “ตอนแรกผมวางแผนว่าจะขับรถสี่ล้อไปรับเจ้าสาว แต่พอเห็นรถคันที่พี่ขับมา ก็เลยคิดว่ารถคันนี้ดูหรูหราดี ผมอยากทำแบบนั้นเพื่อให้เกียรติลู่เสี่ยวเยว่ แสดงให้พวกผู้หญิงขี้นินทาในหมู่บ้านเห็นว่าผมให้ความสำคัญกับเสี่ยวเยว่มากขนาดไหน และพี่ซึ่งเป็นพี่ชายก็ให้ค่าเธอมากเช่นเดียวกัน พวกนั้นจะได้หุบปากซะที”
กู้หนานที่ตามมาทีหลังและได้ยินพอดีก็รู้สึกประทับใจมาก
เธอมองไปที่ชายหนุ่มผู้ซื่อสัตย์คนนี้ และชื่นชมเขาจากก้นบึ้งหัวใจ “เถี่ยจู้ นายเป็นคนดีจริง ๆ เสี่ยวเยว่โชคดีเหลือเกินที่เลือกคนไม่ผิด”
เมื่อเถี่ยจู้ได้ยินเสียงกู้หนานชมตัวเอง เขาก็ยิ้มอย่างเขินอาย แล้วถามกู้หนานอย่างเกรงใจ “พี่สะใภ้ ผมขอยืมรถหน่อยได้ไหมครับ?”