เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 - บทที่ 818 วันแต่งงาน
บทที่ 818 วันแต่งงาน
เมื่อกู้หนานได้ยินว่าเฉินหย่าจือพาลูกไปที่บ้านพ่อแม่ของเธอ ก็ถามด้วยความกังวลว่า “แม่หนูเป็นยังไงบ้างคะ เธอโอเคขึ้นหรือยัง? แม่ช่วยอยู่เป็นเพื่อนเธอและดูแลสภาพจิตใจเธอแทนหนูหน่อยนะคะ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งล่าสุดอาจทำให้เธอตกใจกลัว”
เฉินหย่าจือเหลือบมองกู้หลันที่กำลังนั่งเอนหลังอยู่บนเตียง ท่าทีกระสับกระส่าย แต่เธอกลัวว่ากู้หนานและลู่ฮ่าวจะกังวล จึงตอบกลับไปว่า [ไม่ต้องกังวลนะหนานหน่าน แม่ของลูกสบายดี วันนี้แม่จะอยู่ที่นี่เป็นเพื่อนเธอ ว่าแต่ลูกเถอะจะกลับมาเมื่อไหร่?]
กู้หนานตอบว่า “มะรืนนี้ค่ะ ลุงเนี่ยกับแม่บุญธรรมของหนูยอมตามกลับไปอยู่ในเมืองแล้ว พวกเขาขอเวลาสองวันในการเก็บของ เราจะออกเดินทางกันวันมะรืนนี้ค่ะ”
เฉินหย่าจือตอบกลับ [โอเค ขับรถขับราบนถนนระวัง ๆ นะ ถ้าหิมะตกก็อย่าเพิ่งออกเดินทางล่ะ ถงถงไม่งอแง ไม่มีอะไรต้องกังวลหรอกจ้ะ]
“เข้าใจแล้วค่ะแม่”
เฉินหย่าจือวางสาย มองกู้หลันที่นั่งเหม่อลอยอยู่บนเตียง แล้วพูดว่า “ได้ยินไหมว่าหนานหน่านใส่ใจเธอมากแค่ไหน ถึงไปทำธุระไกลขนาดนั้นก็ยังอุตส่าห์ถามไถ่ด้วยความเป็นห่วง”
กู้หลันเหมือนคนไร้ซึ่งแรงใจ ยากที่จะพูดถึงใครต่อหน้าเธอในเวลานี้
เฉินหย่าจือจับมือเธอแล้วพูดปลอบใจ
“ทำใจพักผ่อนให้สบายเถอะ อย่าคิดมาก”
กู้หลันเงยหน้าขึ้นมองเฉินหย่าจือแล้วพูดว่า “พี่หย่าจือ ฉันรู้ว่าหนานหน่านเป็นเด็กดี แต่ตอนนี้ฉันกลัวซุนหว่านหรูจริง ๆ เงามืดในใจที่เธอสร้างให้ฉันมันบาดลึกเกินไป หลังจากผ่านมาตั้งยี่สิบปี ฉันยังลบเลือนไปไม่ได้ ฉันไม่อยากแข่งกับเธออีกแล้ว ฉันควรยอมรับชะตากรรมของตัวเองดีกว่า เพื่อเห็นแก่ลูก จะไม่ตั้งตัวเป็นคู่แข่งเรื่องผู้ชายกับเธออีกต่อไป ยกกู้เจิ้งอันคืนให้เธอเลยก็ได้ ตราบใดที่เธอไม่ทำร้ายลูกของฉันก็พอ เด็กคนนั้นเกิดมาเพราะฉันยอมเอาชีวิตตัวเองไปเสี่ยงเชียวนะ”
เฉินหย่าจือตำหนิเธอทันที “ดูสิ เธอนี่พูดจาไร้สาระใหญ่แล้ว แข่งขันเรื่องผู้ชายอะไรกัน? เธอกับกู้เจิ้งอันต่างก็แต่งงานกันอย่างถูกต้องตามกฎหมาย อย่าเอาแต่คิดมากเลย”
กู้หลันส่ายหน้าด้วยความสิ้นหวัง “แต่ถ้าฉันไม่ยอมหย่า ถ้าวันหนึ่งเธออาละวาดขึ้นมาอีก คราวนี้ลูกชายฉันได้ตายแน่ กว่าฉันจะมีเขาก็อายุสี่สิบเข้าไปแล้ว เขาคือทุกสิ่งทุกอย่างสำหรับฉัน ฉันยินดีปกป้องเขาด้วยชีวิต”
“ไม่มีทางหรอก เธอคนนั้นถูกส่งตัวเข้าโรงพยาบาลจิตเวชแล้ว ไม่มีทางหนีออกมาได้แน่”
ไม่ว่าเฉินหย่าจือจะปลอบใจเธออย่างไร อารมณ์ของกู้หลันก็ไม่มีท่าทีว่าจะดีขึ้นเลย
“แต่เธอเป็นคนบ้านะ ไม่มีใครยืนยันได้ทั้งนั้นว่าเธอจะเลิกรังควานพวกเรา”
ผู้หญิงคนนั้นเป็นเหมือนผี บางทีอาจจะสะกดรอยตามและสอดแนมเธอตั้งแต่ตอนตั้งครรภ์แรก ๆ แล้วก็ได้
จากนี้ไปเธอยังต้องออกไปข้างนอกอีกนะ ลูกชายเธอยังต้องเห็นแสงสว่าง
เฉินหย่าจือพอจะเข้าใจสภาพจิตใจของกู้หลัน ในขณะที่เธอกังวลเกี่ยวกับผู้หญิงคนนั้น ตัวเธอเองก็อดกังวลว่าซุนหว่านหรูอาจกลับมาไม่ได้
คดีที่ผู้ป่วยทางจิตหลบหนีออกมาจากโรงพยาบาลจิตเวชเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง
เฉินหย่าจือเสียใจกับกู้หลันจริง ๆ เธอเคยเผชิญความเจ็บปวดทางอารมณ์ครั้งหนึ่งตอนที่ยังสาว เพราะเข้าใจผิดคิดว่าตัวเองมีลูกไม่ได้ จึงมีความมั่นใจในตัวเองต่ำตลอดมา เธอรู้สึกว่าตนไม่ใช่ผู้หญิงที่สมบูรณ์แบบ จึงไม่กล้าเปิดใจให้ใคร
ตอนนี้เธอและกู้เจิ้งอันได้กลับมาพบกันอีกครั้ง และให้กำเนิดลูกด้วยความยากลำบาก แล้วนี่เธอจะหย่ากับกู้เจิ้งอันง่าย ๆ ได้อย่างไร?
ซุนหว่านหรูไม่มีสิทธิ์ทำลายชีวิตหรือทำลายความสุขของใคร
อย่างไรก็ตาม ในทางกฎหมายก็ไม่สามารถทำอะไรกับคนที่ป่วยทางจิตได้
ยิ่งไปกว่านั้น ผู้หญิงคนนั้นยังเป็นมารดาผู้ให้กำเนิดของกู้หนานอีกด้วย
เฉินหย่าจือครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า
“เสี่ยวหลัน ผ่อนคลายเข้าไว้เถอะ หยุดคิดเรื่องไร้สาระ หลังผ่านปีใหม่ไปแล้ว เธอกับสามีค่อยกลับไปที่ปินเฉิงแล้วกัน อย่าอยู่ที่นี่ต่อเลย ไหน ๆ ธุรกิจที่นี่ก็เป็นงานที่ร่วมลงทุนกันกับซุนเฉิง พวกเธอไม่ต้องกลับมาดูแลด้วยตัวเองก็ได้ กลับไปที่ปินเฉิงแล้วบริหารเรื่องจัดจำหน่ายเครื่องสำอางอย่างสบายใจเถอะ ซุนหว่านหรูคนนั้นมีปัญหาทางจิต เป็นไปไม่ได้ที่จะเดินทางไปรังควานถึงปินเฉิง พ่อแม่ของพวกเธอก็มีพี่ชายกับครอบครัวคอยดูแลอยู่ ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ต้องให้ลูกกลับมา เราทุกคนเป็นแค่คนทั่วไป ถึงซุนหว่านหรูจะถูกขังอยู่ในสถานที่แบบนั้น แต่บอกตามตรง เธออาจไม่ได้อยู่ในนั้นไปตลอดหรอก”
แม้ว่าประโยคสุดท้ายของเฉินหย่าจือจะสงวนไว้ แต่กู้หลันก็เข้าใจดี
ที่นั่นคือโรงพยาบาลจิตเวช ไม่ใช่บ้านพักคนชรา
การเข้ารับการรักษาเป็นแค่เรื่องชั่วคราว ตราบใดที่ปกป้องลูกไว้ให้ดี ๆ ก็สามารถเอาตัวรอดจากคนป่วยทางจิตได้แล้ว
ในที่สุด คำพูดของเฉินหย่าจือก็ทำให้กู้หลันสงบลง
กู้หลันพยักหน้า “เธอพูดถูก ฉันจะลองคุยกับกู้เจิ้งอันดู ให้เหิงเหิงไปอยู่ที่ปินเฉิง น่าจะปลอดภัยกับเขามากกว่า”
…
หลังจากที่กู้หนานและลู่ฮ่าวโทรหาเฉินหย่าจือแล้ว พวกเขาก็ไปที่บ้านตระกูลลู่ ไม่สิ ตอนนี้ควรจะเรียกว่าบ้านตระกูลสวี่
พรุ่งนี้ลู่เสี่ยวเยว่จะแต่งงานแล้ว ในฐานะพี่ชายและพี่สะใภ้ พวกเขาต้องไปเยี่ยมเธอและช่วยเตรียมงาน
เมื่อทั้งสองคนเดินเข้าไป ก็เห็นว่ามีผู้หญิงมาช่วยงานที่ลานหน้าบ้านอยู่ก่อนแล้ว
นอกจากลู่ฮุ่ยฟาง สวี่อวี้ฉินยังขอให้ป้าสองคนจากในตระกูลเดียวกันมาช่วยกันทำงานด้วย
ตามธรรมเนียมในชนบท ญาติที่จะอยู่ส่งตัวเจ้าสาวในวันพรุ่งนี้เช้า ควรอยู่รับประทานอาหารที่บ้านพ่อแม่ของเธอ ก่อนจะตามส่งเจ้าสาวไปบ้านของเจ้าบ่าว
จากนั้นก็รับประทานอาหารสองมื้อที่บ้านเจ้าบ่าว อาหารมื้อใหญ่ในช่วงกลางวัน และแบบโต๊ะจีนในช่วงเย็น
ทันทีที่เข้าไปในลานบ้านก็พบว่าบรรยากาศที่นี่เหมือนเป็นงานรื่นเริงจริง ๆ มีคนเดินเข้าออกกันขวักไขว่ แต่ละคนยุ่งอยู่กับงานตรงหน้า
ลู่เซิ่งหมินและผู้เฒ่าลู่มาถึงก่อนแล้ว พวกเขาต้องนับญาติ ๆ ที่บ้าน เพื่อดูว่าพรุ่งนี้จะมีคนมาร่วมส่งตัวเจ้าสาวกันกี่คน เพื่อที่เจ้าภาพจะได้จัดเตรียมอาหารไว้ล่วงหน้า
เมื่อเห็นกู้หนานมาถึง ลู่ฮุ่ยฟางก็รีบไปทักทายเธอ ป้า ๆ ที่มาช่วยทำงานก็ทักทายอย่างอบอุ่นเช่นเดียวกัน
กู้หนานไม่เพียงเป็นญาติรุ่นหลาน แต่ยังมีสถานะเป็นเจ้านายของพวกเขาอีกด้วย
พวกเธอทั้งหมดเป็นพนักงานของโรงงานแปรรูปยา เมื่อเห็นกู้หนาน พวกเธอจึงกระตือรือร้นและให้ความเคารพ
สวี่อวี้ฉินที่กำลังล้างผัก เมื่อเห็นกู้หนานและลู่ฮ่าวเข้ามา ก็จัดแจงเช็ดมือและเดินมาต้อนรับทั้งสอง
ตอนนี้บ้านหลังนี้เป็นของเธอแล้ว พอลู่ฮ่าวและกู้หนานมาหา จึงดูเหมือนพวกเขาแวะมาเยี่ยมญาติ
ในอดีตเนื่องจากลู่เซิ่งหมินเคยอยู่ที่นี่ ลู่ฮ่าวต้องแวะมาทานอาหารทุกครั้งเมื่อกลับมาที่บ้านเกิด ไม่ว่าจะอยากมาหรือไม่ก็ตาม หลังหย่าร้างจากลู่เซิ่งหมิน นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขามาเยี่ยมเธอ
กู้หนานเห็นสวี่อวี้ฉินก็ทักทายด้วยรอยยิ้ม “ป้าสวี่ กำลังยุ่งอยู่สินะคะ?”
“เสี่ยวฮ่าว หนานหน่าน ได้ยินมาว่าพวกเธอกลับมาแล้ว รีบเข้ามาก่อนเร็วเข้า” สวี่อวี้ฉินรีบเข้ามาทักทายพวกเขา
พอเจอหน้าพวกเขา เธอก็กระดากอายเล็กน้อย
ตอนนี้สถานะเธอไม่เหมือนเดิมแล้ว เธอไม่ใช่แม่เลี้ยงของลู่ฮ่าวอีกต่อไป ทำให้เธอรู้สึกเขินอายอยู่บ้าง
กู้หนานถามเธอว่า “เสี่ยวเยว่อยู่ไหนคะ”
“อยู่ในห้องน่ะ”
“ฉันขอเข้าไปหาเธอหน่อย”
ผู้เฒ่าลู่และลู่เซิ่งหมินนั่งอยู่ในห้องโถง ลู่ฮ่าวจึงไปอยู่กับพวกเขา ปล่อยให้กู้หนานไปที่ห้องของลู่เสี่ยวเยว่เพียงคนเดียว
ด้านลู่เสี่ยวเยว่กำลังลองเสื้อผ้าที่เธอจะสวมใส่ในวันพรุ่งนี้
เมื่อเห็นกู้หนาน เธอก็หยิบเสื้อคลุมขนสัตว์สีแดงที่วางแผ่อยู่บนเตียงขึ้นมา แล้วถามว่า “พี่สะใภ้ ชุดแต่งงานที่ฉันซื้อมาเป็นยังไงบ้าง?”
ลู่เสี่ยวเยว่ผอมเพรียวบาง เธอน่าจะดูสวยมากเมื่อสวมเสื้อคลุมสีแดงตัวใหญ่
“ดูดีเชียวละ”
กู้หนานถามเธอ “แล้วท่อนล่างจะใส่อะไร?”
“ท่อนล่างใส่กางเกงขายาวสีดำ ด้านในเสื้อสเวตเตอร์สีแดงค่ะ” ลู่เสี่ยวเยว่หยิบเสื้อผ้าที่พูดถึงบนเตียงขึ้นมา แล้วพูดว่า “ฉันกับเถี่ยจู้ไปเลือกด้วยกันกับมือ”
กู้หนานมองไปที่กางเกงขากระดิ่งสีดำ ก็ถามด้วยรอยยิ้ม “ทำไมเธอไม่ซื้อกระโปรงล่ะ?”
“ช่วงนี้อากาศหนาวเกินกว่าจะใส่กระโปรงค่ะ แล้วที่ร้านก็ไม่มีกระโปรงสวย ๆ เลย ฉันเลยซื้อแก้ขัดไปก่อน”
กู้หนานตอบกลับ “เธอไม่ชอบชุดที่ฉันใส่ตอนแต่งงานหรือ? ตั้งแต่ฉันซื้อชุดนั้นมาก็มีโอกาสได้สวมใส่แค่ครั้งเดียว เธอคงจำได้ ถ้าไม่รังเกียจ งั้นวันพรุ่งนี้ก็เอาชุดแต่งงานของฉันไปใส่ก็ได้นะ แล้วใส่เสื้อคลุมตัวใหญ่นี้ทับอีกที”
หลาย ๆ คนนิยมเช่าชุดแต่งงานหรือชุดไปงานเลี้ยงฉลองต่าง ๆ แทนการซื้อ เพราะมีโอกาสได้สวมเพียงครั้งเดียวหรือไม่กี่ครั้งในชีวิต ตอนนั้นเนี่ยอวี้ฮว๋าเป็นคนจัดแจงซื้อให้พร้อมกับชุดแต่งงานของเฉินรั่วหลิน
ผู้คนรอบตัวเธอที่แต่งงานแล้วอย่างเช่นกู้ย่าถิงก็ซื้อชุดแต่งงานของตัวเองเช่นเดียวกัน
เวิงอิ่งก็น่าจะซื้อเองแน่ ๆ เพราะพวกเขาไม่ใช่คนที่ขัดสนด้านเงินทอง
เธอเก็บชุดแต่งงานและชุดยกน้ำชาไว้เป็นอย่างดี การกลับมาบ้านเกิดในครั้งนี้ เธอก็เอาชุดพวกนั้นติดท้ายรถมาด้วย
ถ้าลู่เสี่ยวเยว่ไม่สนใจก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าไม่รังเกียจ เธอก็จะยกให้อีกฝ่ายใส่ในวันสำคัญดีกว่า
ชาวชนบทในยุคนี้ไม่ค่อยใส่ใจอะไรมากนักกับการแต่งงาน ตราบใดที่ชุดที่เจ้าบ่าวเจ้าสาวใส่เป็นสีแดงก็พอแล้ว
ตอนถ่ายรูปจะใส่ชุดสากลก็ไม่มีปัญหา แต่ในวันงาน ผู้เฒ่าผู้แก่จะไม่ค่อยยอมให้บ่าวสาวสวมชุดสีขาว