เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 - บทที่ 816 มีลูกแล้วละเลยชีวิตแต่งงาน
บทที่ 816 มีลูกแล้วละเลยชีวิตแต่งงาน
ลู่ฮ่าวพอใจกับคำตอบของเถี่ยจู้มาก
นี่แสดงว่าเถี่ยจู้ตกหลุมรักลู่เสี่ยวเยว่จากก้นบึ้งของหัวใจจริง ๆ ไม่ได้แต่งงานเพราะถูกบังคับ
ลู่ฮ่าวตบไหล่อีกฝ่ายแล้วพูดด้วยรอยยิ้ม “สมแล้วที่เป็นน้องชายของฉัน”
เถี่ยจู้ยืนยันว่า “พี่ฮ่าว ไม่ต้องกังวล ชีวิตคู่ของผมกับเสี่ยวเยว่ต้องไปได้ดีแน่ เราทั้งคู่ต่างก็เป็นคนง่าย ๆ ไม่ได้เรียกร้องอะไรจากกันมากนัก ที่จริงเสี่ยวเยว่เธอเป็นคนจิตใจดี แต่ก่อนหน้านี้ที่เธอนิสัยเสียอาจจะเป็นเพราะสภาพแวดล้อมทางครอบครัว อ้อใช่ ผมคิดว่าเธอเป็นคนอารมณ์ดีคนหนึ่งเลยละ การใช้ชีวิตในหมู่บ้านของเราไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ ถ้าเธออ่อนแอก็จะถูกป้า ๆ ในหมู่บ้านรังแก และเธอเปลี่ยนไปจากเดิมมาก ไม่ก้าวร้าวเหมือนเมื่อก่อนแล้ว ผมรู้สึกว่าเธอไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไป หลังแต่งงาน ผมสัญญาว่าจะคุยกับเธอ ไม่ให้เธอกลับมาก้าวร้าวเหมือนเดิมอีก”
เมื่อลู่ฮ่าวได้ยินคำพูดที่จริงจังของอีกฝ่าย ริ้วรอยบนหน้าผากก็จางลง
คนคนนี้เป็นคนมีเหตุผลจริง ๆ
ซึ่งก็ถูกของเขา สภาพแวดล้อมที่แตกต่าง ย่อมหล่อเลี้ยงพฤติกรรมที่ต่างกัน
ถ้าอยู่ในหมู่บ้านนี้ต่อไป ทั้งสองต้องแข็งแกร่งพอที่จะต่อกรกับพวกชาวบ้าน
ดูอย่างสวี่อวี้ฉินเป็นตัวอย่าง ไม่มีใครกล้ารังแกเธอเลย
“ถ้าอย่างนั้นก็ขอให้พวกนายอยู่ด้วยกันด้วยความสบายใจนะ”
“พี่ฮ่าว งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ พรุ่งนี้ผมต้องตื่นแต่เช้าเพื่อไปตลาด”
“ไปเถอะ” ลู่ฮ่าวโบกมือให้แล้วเข้าไปในห้อง
คืนนี้เป็นคืนแรกนับตั้งแต่กู้หนานให้คลอดลูกที่ไม่มีลูกน้อยนอนอยู่ข้าง ๆ ตอนแรกเธอเศร้าและเหงามากเพราะคิดถึงลูก แต่หลังจากถูกลู่ฮ่าวทรมานร่างกายด้วยความสุขตลอดทั้งคืน เธอก็ไม่มีเรี่ยวแรงพอจะคิดถึงลูกอีก
ในตอนเช้า หญิงสาวก้มลงไปมองรอยจ้ำแดงตามร่างกายตัวเอง ก็ผลักลู่ฮ่าวออกไป “คุณนี่ชอบรังแกฉันจริง ๆ เลย”
ลู่ฮ่าวที่ซุกตัวอยู่มุมเตียงอีกฝั่งหนึ่ง ทำหน้ารู้สึกผิด “ที่รัก เธอเพิ่งอายุเท่าไหร่เอง เธอจะละเลยชีวิตแต่งงานของเราเพียงเพราะมีลูกไม่ได้นะ เราสองคนยังหนุ่มยังสาว มันไม่ใช่เรื่องแปลกสักหน่อยจะใช้เวลาบนเตียงร่วมกัน”
“ได้ งั้นคุณไม่ต้องเรียนแล้ว ไม่ต้องกังวลเรื่องลูกด้วย มาใช้เวลาบนเตียงร่วมกันทุกคืนไปเลยเป็นไง”
ลู่ฮ่าวแก้ไข “ปกติเราเคยมีเวลาที่ไหน มีเวลาส่วนตัวทั้งทีเราก็ควรตักตวงความสุขให้มากสิ”
กู้หนานทนเห็นเขาทำหน้าตาเศร้าสร้อยไม่ไหว จึงดึงเขาขึ้นเตียงอีกครั้ง
ลู่ฮ่าวหัวเราะเบา ๆ จากนั้นก็สวมกอดเธอทันที
กู้หนานถอนหายใจ “ป่านนี้แม่กับลุงเนี่ยกำลังคิดอะไรอยู่นะ”
“จากท่าทีของพวกเขาเมื่อวานนี้ มีความเป็นไปได้ที่พวกเขาจะเต็มใจตามเรากลับไปละนะ”
ลู่ฮ่าวมองหน้าเธอแล้วพูดว่า “ในเมื่อมีพ่อแม่คอยดูแลลูกอยู่ ถ้าอย่างนั้นพวกเราอยู่ที่นี่ต่อเพื่อไปร่วมงานแต่งของเถี่ยจู้กับเสี่ยวเยว่ก่อนเดินทางกลับ ดีไหม”
“พวกเขาจะแต่งงานกันวันมะรืนนี้ เราอยู่รอถึงวันนั้นไม่ได้หรอก แต่ถ้าเรากลับพรุ่งนี้เลย ชาวบ้านได้หัวเราะเยาะกันแน่ ๆ”
“ถ้าระหว่างพวกเราไม่มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันเลยอาจง่ายหน่อย แต่ทุกคนต่างก็รู้ว่าฉันกับเขาสนิทสนมกัน เถี่ยจู้เป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของฉันที่นี่ เขาแต่งงานทั้งทีฉันก็ควรจะอยู่ด้วย”
ทว่าลู่ฮ่าวไม่ค่อยสนิทกับลู่เสี่ยวเยว่ผู้เป็นน้องสาวเท่าไหร่นัก แต่สำหรับเถี่ยจู้ซึ่งเป็นเพื่อนเล่นในวัยเด็กของเขา เขาอยากเห็นอีกฝ่ายแต่งงานเป็นฝั่งเป็นฝาจริง ๆ
เพราะเมื่อเขากับกู้หนานแต่งงานกัน ความสัมพันธ์ของเราก็ค่อย ๆ ห่างออกไป
“ก็ได้ ต่อให้แม่จะยอมรับคำเชิญ ก็ใช่ว่าจะเก็บเสื้อผ้าทันทีซะเมื่อไหร่”
ทั้งสองนอนอยู่บนเตียงและคุยกันไปพลาง ๆ เมื่อลุกขึ้น ลู่เซิ่งหมินก็ก่อเตาไฟเรียบร้อยแล้ว
ผู้เฒ่าลู่บอกว่าเขาอยากกินมันเทศปิ้ง สองพ่อลูกจึงยุ่งอยู่กับการปิ้งมันเทศบนเตา
“ผงนมถั่วเหลืองที่หลานซื้อมาฝากปู่ครั้งล่าสุดยังไม่ได้แกะใช้เลย ตอนนี้ใกล้จะหมดอายุแล้ว เรามาชงนมถั่วเหลืองกินกันคนละแก้ว แล้วค่อยกินมันเทศปิ้งทีหลังดีกว่า”
ผู้เฒ่าลู่ต้มน้ำในกาต้มน้ำแล้วหยิบแก้วมาวางเรียง จากนั้นแต่ละคนก็ดื่มนมถั่วเหลืองกันคนละแก้ว
ลู่ฮ่าวบ่นเขาว่า “ปู่ครับ ปู่ไม่ยอมดื่มนมที่ผมซื้อให้แต่เก็บไว้แล้วรอให้มันใกล้หมดอายุค่อยเอามากินเนี่ยนะ”
กู้หนานยิ้ม “จริงด้วย ถ้าเก็บนมผงไว้ที่บ้าน แล้วทำไมพ่อถึงไม่เอาไปชงดื่มล่ะคะ?”
ลู่เซิ่งหมินตอบกลับ “พ่อไม่ชอบดื่ม แล้วก็ทำใจให้ชินกับรสชาติแบบนั้นไม่ได้จริง ๆ พ่อคุ้นเคยกับการดื่มชาตอนเช้ามากกว่า”
หลังจากกินมันเทศปิ้งแล้ว กู้หนานและลู่ฮ่าวก็ออกเดินทางไปที่หมู่บ้านต้าวานอีกครั้ง
เมื่อมาถึงหมู่บ้านต้าวาน ทั้งงสองก็ตรงกับเวลาอาหารกลางวันพอดี ซึ่งตอนนี้หวงอิงและเนี่ยอวิ๋นกำลังนั่งกินข้าวอยู่ที่โต๊ะอาหาร
กู้หนานและลู่ฮ่าวเคยชินกับการกินอาหารในเมืองก็จริง แต่เมื่อกลับมาบ้านเกิด ทั้งสองกลับรู้สึกว่าอาหารง่าย ๆ แบบนี้กลับน่าดึงดูดเป็นพิเศษ
กู้หนานกลืนน้ำลายเมื่อเห็นเส้นบะหมี่สีเหลืองและน้ำซุปสีส้มในหม้อ
น่ากินจัง
ลู่ฮ่าวสังเกตเห็นสีหน้าของเธอ ทันใดนั้นก็กระตุกมุมปากเล็กน้อย ภรรยาของเขาคงน้ำลายไหลเพราะคิดถึงอาหารบ้าน ๆ แบบนี้แน่ ๆ
เนี่ยอวิ๋นและหวงอิงทำกับข้าวในปริมาณไม่มากนัก แค่เพียงพอกับทั้งสองคน เมื่อพวกเขาถามว่ากินข้าวกันมาแล้วหรือยัง กู้หนานรีบบอกว่ากินมันปิ้งมาแล้ว และอิ่มมาก
กู้หนานและลู่ฮ่าวนั่งรออยู่ที่เตียงเตา เมื่อรับประทานอาหารเสร็จ ลู่ฮ่าวก็อาสาช่วยล้างหม้ออย่างขยันขันแข็ง
กู้หนานจะไปล้างบ้างลูกฮ่าวก็ไม่ยอม จึงต้องปล่อยให้เขาล้างคนเดียว
“แม่คะ เรื่องเมื่อวานนี้ ว่ายังคะ?” กู้หนานกอดแขนหวงอิง พร้อมกับถามด้วยท่าทางประจบประแจง
หวงอิงถอนหายใจและพูดอย่างตรงไปตรงมา “เมื่อคืนนี้เราลองทบทวนเรื่องนี้ดูแล้ว เรามีความเห็นตรงกันว่าตอนนี้ชีวิตของพวกเราก็ไม่ได้แย่อะไร แถมเรียบง่ายดีด้วยซ้ำ”
กู้หนานสะดุ้งโหยง รีบพูดขัดขึ้นทันทีว่า “แต่มันเรียบง่ายเกินไปนะคะ”
“แม่ไม่คิดจะเปลี่ยนวิถีชีวิตของตัวเองเลยหรือ? ไม่อยากกลับไปที่หลันเฉิงเพื่อดูหลานหรือคะ? ลูกสาวหนูกำลังน่ารักเลยนะ แถมยังพิเศษกว่าเด็กคนอื่น ๆ ด้วย”
กู้หนานรู้สึกว่าแต้มต่อรองที่มีประโยชน์เพียงอย่างเดียวที่อาจทำให้หวงอิงเปลี่ยนใจ อาจเป็นถงถงของเธอนี่แหละ
“หนูมีลูกสาวแล้วนะคะ ลองคิดดูอีกทีเถอะนะ เมื่อก่อนเราทั้งคู่ต่างก็ไม่มีคู่ชีวิต ชีวิตในแต่ละวันผ่านเลยไปอย่างน่าเสียดาย ตอนนี้แม่เองก็ได้เจอลุงเนี่ยแล้ว หนูเองก็มีครอบครัวและลูก เราสองคนต่างมีความสุขกันมาก แตกต่างจากเมื่อก่อน ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่จะปลดปมในใจทิ้งไปนะคะ”
หลังจากที่พูดจบ เธอมองไปที่เนี่ยอวิ๋นแล้วถามว่า “ลุงเนี่ย ลุงไม่อยากกลับไปอยู่กับคุณตาจริง ๆ หรือคะ?”
“แม่กับลุงเนี่ยช่วยพิจารณาเรื่องนี้อีกครั้งได้ไหม?”
กู้หนานเป็นกังวลมาก ด้วยกลัวว่าพวกเขาจะปฏิเสธเธอจึงหยิบยกเหตุผลต่าง ๆ มาพูด
หวงอิงดึงหูของลูกบุญธรรมพลางมองด้วยอีกฝ่ายสายตาตำหนิ “ใครสอนให้ลูกขัดจังหวะชาวบ้านกันฮะ?”
กู้หนานงับริมฝีปากทันที
หวงอิงพูดต่อ “แม่ยังพูดไม่จบ”
“จริงอยู่ที่เราทั้งคู่คุ้นเคยกับวิถีชีวิตที่เรียบง่ายไปซะแล้ว ไม่มั่นใจเลยว่าจะมีไฟกระตือรือร้นพอที่จะรักษาคนไข้จำนวนมากมายขนาดนั้นได้ ผู้ป่วยในเมืองหัวสูงและเรื่องเยอะ แม่กลัวว่าคนไข้จะไม่พอใจ และจะสร้างปัญหาให้ลูกในภายหลัง”
กู้หนานส่ายหัว “ไม่เลยค่ะ ยิ่งหมอหยิ่งและเย็นชาแค่ไหน ยิ่งเป็นที่นิยมในบรรดาคนไข้ซะอีก”
กู้หนานมองหวงอิงอย่างจริงจัง และให้เหตุผลของเธอต่อไป “แม่คะ ถึงเวลาแล้วค่ะที่ต้องเปลี่ยนวิถีชีวิตซะใหม่ กลับไปใช้เวลากับผู้สูงอายุและเลี้ยงหลานดีกว่า ในอนาคตหนูยังอยากเชิญพวกคุณไปที่ปักกิ่งเพื่อให้เป็นแพทย์ที่ปรึกษาด้วยซ้ำ ต่อให้วิธีการรักษาจะต่างกันก็ไม่ใช่ปัญหา ขอแค่บรรเทาความเจ็บปวดของคนไข้ได้ ความลำบากยากเข็ญจากการเรียนวิชาแพทย์ก็จะไม่สูญเปล่า”
“ดูเหมือนแม่จะปฏิเสธลูกไม่ได้จริง ๆ”
หวงอิงหันไปมองเนี่ยอวิ๋นแล้วพูดว่า “เมื่อคืนนี้เราตัดสินใจแล้วว่าจะกลับไปที่หลันเฉิง หรืออย่างเลวร้ายที่สุด ถ้าเราสองคนปรับตัวไม่ได้จริง ๆ ค่อยกลับมาก็ยังไม่สาย”
กู้หนานรีบพยักหน้าให้กับคำพูดของอีกฝ่าย “ได้ค่ะ ถ้าไปอยู่แล้วไม่สบายใจไว้ค่อยว่ากันทีหลัง”
หวงอิงยังพยายามหลบเลี่ยง “แต่ในหมู่บ้านยังมีผู้ป่วยที่กำลังรอการรักษา ไว้เราค่อยไปที่นั่นหลังปีใหม่แล้วกัน”
“พวกแม่กลับไปพร้อมพวกเราเลยดีกว่าค่ะ” กู้หนานเสนอ
“แม่เขียนใบสั่งยาเพิ่มเติมให้คนไข้ที่นี่ไว้เลยค่ะ ถ้าที่บ้านมียาไม่เพียงพอ หนูจะซื้อมาให้ หนูรู้ว่าทักษะทางการแพทย์ของแม่ คงใช้เวลารักษาไม่นานหรอก”
กู้หนานคิดว่าถ้าเธอพาคนลงจากภูเขาไปด้วยกันไม่ได้ในครั้งนี้ หลังจากเธอกลับไปแล้ว ผู้ใหญ่ทั้งสองอาจจะเปลี่ยนใจ แล้วเธอจะไม่มีโอกาสกลับมาอีก