เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 - บทที่ 815 จากเพื่อนกลายเป็นน้องเขย
บทที่ 815 จากเพื่อนกลายเป็นน้องเขย
ลู่ฮ่าวรับรู้ได้ว่ากู้หนานตื่นตัวแค่ไหนขณะพรมจูบเธอ แต่ทันใดนั้นเสียงของผู้เฒ่าลู่ก็ดังมาจากนอกห้อง “เสี่ยวฮ่าว เสี่ยวเจิงกับผิงผิงมาหาน่ะ”
“ครับ เข้าใจแล้ว”
ลู่ฮ่าวหายใจติดขัดทันที ก่อนจะปล่อยเธอไปอย่างไม่เต็มใจ
เขาเหลือบมองไปที่ประตูแล้วบ่นว่า “มาได้ถูกเวลากันจริง ๆ แล้วฉันจะออกไปในสภาพนี้ได้ยังไง?”
กู้หนานหัวเราะ “ก็เพราะคุณไม่รู้จักเวล่ำเวลาต่างหาก นี่ยังไม่ดึกเลย แถมยังมีคนนั่งคุยกันอยู่ในห้องรับแขกด้านนอก แต่คุณก็ยังจ้องจะตะครุบฉันซะแล้ว”
ลู่ฮ่าวถูกเธอว่าแบบนั้นก็ปฏิเสธไม่ได้
เขาแค่อยากจะกอดและจูบเธอ ใครจะไปคิดว่าจะมีคนมาขัดจังหวะเล่า
กู้หนานมองเห็นไฟที่ลุกโชนในดวงตาเขา รวมถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับร่างกาย จึงพูดอย่างช่วยไม่ได้ว่า “คุณสงบสติอารมณ์อยู่ในห้องสักพักเถอะค่ะ ฉันจะออกไปต้อนรับพวกเขาก่อน”
หลังจากพูดอย่างนั้น เมื่อเธอยืนขึ้น แล้วอดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือไปแตะน้องชายคนเล็กของอีกฝ่ายจากนอกร่มผ้า
“ฮึ่ม…” ลู่ฮ่าวแทบจะร้องครางออกมา รู้สึกปวดหนึบไปหมด
กู้หนานยิ้มเจ้าเล่ห์ แล้วเดินออกจากประตูไป
ลู่ฮ่าวกัดฟัน ผู้หญิงคนนี้นับวันยิ่งก๋ากั่นขึ้นเรื่อย ๆ แถมยังรู้วิธีแกล้งเขาอีก ดูเหมือนว่าคืนนี้เขาจะต้องแสดงความต้องการของผู้ชายให้เธอเห็นซะแล้ว
เมื่อกู้หนานออกจากห้องนอน ก็พบว่าห้องรับแขกเต็มไปด้วยผู้คน
ทั้งสวี่เจิงและเจียงผิง แม้แต่ลู่เสี่ยวเยว่และเถี่ยจู้ก็มาด้วย
“หนานหน่าน”
เมื่อเห็นกู้หนาน เจียงผิงก็ลุกขึ้นยืนด้วยความตื่นเต้น
“ค่อย ๆ”
เพราะเจียงผิงกำลังตั้งท้อง สวี่เจิงที่เห็นภรรยาลุกพรวดพราดก็เข้ามาช่วยประคองอย่างรวดเร็ว
ลู่เสี่ยวเยว่เห็นกู้หนานก็ยืนขึ้นเช่นกัน ก่อนจะทักทายเธอ “พี่สะใภ้”
เมื่อกู้หนานเห็นพวกเขา เธอก็ทักทายทุกคนด้วยสีหน้าเป็นมิตร พูดด้วยรอยยิ้มว่า “มากันหมดเลยหรือ?”
เธอเดินไปนั่งข้างเจียงผิง
เถี่ยจู้ถามว่า “พี่สะใภ้ พี่ฮ่าวไปไหนหรือครับ?”
กู้หนานอธิบายด้วยรอยยิ้ม “อยู่ในห้องน่ะ ตอนนายมาเขากำลังทำแบบทดสอบอยู่พอดี ดูเหมือนจะเจอโจทย์ยาก ฉันกลัวว่าจะขัดจังหวะ ก็เลยออกมาก่อนเพราะไม่อยากรบกวน เดี๋ยวคงออกมาแหละ”
คำพูดของกู้หนานไม่ได้ฉุกความสงสัยของคนในห้องรับแขก เพราะพวกเขาทุกคนรู้ว่าลู่ฮ่าวกำลังจะสอบเรียนต่อปริญญาเอก
“ผิงผิง ท้องของเธอเริ่มใหญ่ขึ้นทุกวัน แล้วแบบนี้หลานชายฉันจะคลอดเมื่อไหร่ล่ะเนี่ย?” กู้หนานมองดูหน้าท้องใหญ่ยื่นของอีกฝ่ายอย่างเอ็นดู
ผิงผิงกำลังจะเป็นแม่คนแล้ว
เจียงผิงตอบกลับ “ประมาณสิ้นปีนี้”
“หนานหน่าน ทำไมเธอไม่พาลูกกลับมาด้วยล่ะ พวกเราอยากเห็นลูกเธอแทบแย่ แต่คุณอาบอกว่ารอบนี้เธอไม่ได้พาเด็กมาด้วย อดเห็นเลยว่าเด็กหน้าตาเหมือนพ่อหรือเหมือนแม่กันแน่”
กู้หนานอธิบาย “ที่นี่อากาศหนาวเกินไป ถนนหนทางก็เป็นหลุมเป็นบ่อ ฉันกลัวว่าลูกจะป่วยเป็นไข้หวัดเอา เลยทิ้งไว้ที่หลันเฉิง ไว้ถึงช่วงฤดูใบไม้ผลิหน้าเมื่อไหร่ฉันจะพาเธอกลับมานะ”
ลู่เสี่ยวเยว่มองไปที่กู้หนาน พูดเบา ๆ ว่า “พี่สะใภ้ เถี่ยจู้กับฉันกำลังจะแต่งงานกันในอีกไม่กี่วันนี้ หวังว่าพี่จะไปร่วมงานแต่งงานของพวกเรานะคะ”
ลู่เสี่ยวเยว่คิดว่าลู่ฮ่าวและกู้หนานตั้งใจกลับมาที่นี่เพื่อร่วมงานแต่งงานของพวกเขา
เมื่อลู่เสี่ยวเยว่พูดแบบนั้น กู้หนานก็รู้สึกประหลาดใจ
ตลอดเวลาที่เธอแต่งงานเข้าตระกูลลู่ เธอไม่เคยได้ยินน้ำเสียงของลู่เสี่ยวเยว่ในเวอร์ชันอ่อนโยนขนาดนี้มาก่อน
ไม่ใช่ว่าอีกฝ่ายแค่แสร้งทำเป็นอ่อนโยน แต่ทั้งบุคลิกภายนอกและจิตใจดูเหมือนจะอ่อนลงอย่างสิ้นเชิง
กู้หนานไม่เคยนึกเลยว่าคำว่าอ่อนโยนก็สามารถเชื่อมโยงถึงคนอย่างลู่เสี่ยวเยว่ได้
ดูเหมือนว่าเธอจะเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคนหลังจากคบกับเถี่ยจู้
กู้หนานมองลู่เสี่ยวเยว่และเถี่ยจู้ ก่อนจะยกยิ้มและพูดว่า
“ฉันไม่คิดมาก่อนเลยว่าพวกเธอสองคนจะมาแต่งงานกันจริง ๆ คงเป็นโชคชะตาลิขิตสินะ”
เถี่ยจู้เหลือบมองไปทางลู่เสี่ยวเยว่ “ใช่ครับ ผมเองก็ไม่เคยคิดเลยว่าสักวันหนึ่งจะได้มาแต่งงานกับเสี่ยวเยว่ พี่สะใภ้ ผมรู้ว่าก่อนหน้านี้ระหว่างคุณกับเสี่ยวเยว่อาจมีความเข้าใจผิดต่อกัน ตอนที่เสี่ยวเยว่ยังเด็กเธออาจจะเป็นคนเอาแต่ใจมาก แต่ตอนนี้เธอเปลี่ยนไปแล้ว แตกต่างจากเมื่อก่อนลิบลับเลย”
ว่าแล้วเถี่ยจู้ก็มองไปที่ลู่เสี่ยวเยว่ด้วยสายตารักใคร่ ทุกคำพูดราวกับจะปกป้องเธอ
เห็นได้ชัดว่าเขาใส่ใจลู่เสี่ยวเยว่จากใจจริง
“ใช่ เธอเปลี่ยนไปมากจริง ๆ จากนี้พวกเธอก็จะมีชีวิตใหม่ที่มีความสุขแล้ว”
กู้หนานถามพวกเขา “เตรียมจัดการทุกอย่างเกี่ยวกับงานแต่งไว้พร้อมหรือยัง?”
“ทุกอย่างพร้อมแล้วครับ เหลือแค่รอฤกษ์เท่านั้น”
ทุกคนพูดคุยกันต่อไปอีกสักพัก จากนั้นลู่ฮ่าวก็ออกมา เขามองไปที่กลุ่มคนในห้องรับแขกด้วยสีหน้าที่เป็นมิตรมาก โดยเฉพาะเถี่ยจู้ สหายน้องชายของเขาที่เติบโตมาด้วยกัน ตอนนี้อีกฝ่ายกำลังจะกลายเป็นน้องเขยของเขาแล้ว
ดวงตาของลู่ฮ่าวจับจ้องไปที่ลู่เสี่ยวเยว่ ลู่เสี่ยวเยว่จึงร้องเรียกเขาว่าพี่ชายด้วยความประหม่า
“พี่ฮ่าว” เถี่ยจู้ทักทายลู่ฮ่าวอย่างอบอุ่นเมื่อเห็นเขา
สวี่เจิงและเจียงผิงก็เรียกเขาว่าพี่ชายเช่นกัน
“สวี่เจิงกำลังจะเป็นพ่อคนแล้วหรือเนี่ย?”
หลังจากที่ลู่ฮ่าวพูดจบ เขาก็เดินไปตบไหล่เถี่ยจู้ “นายเองก็ใกล้จะได้เป็นเจ้าบ่าวกับเขาแล้วสินะ?”
เถี่ยจู้รู้สึกตื่นเต้นมาก “พี่ฮ่าว จากนี้ไปพวกเราจะกลายเป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว”
“ดูเหมือนนายจะรอเวลานี้มานานเลยนะ”
เถี่ยจู้หัวเราะเบา ๆ
“นั่งลงเร็วเข้า”
คนอื่น ๆ ทั้งประหม่าและเกรงใจลู่ฮ่าวอยู่บ้าง เมื่ออยู่ต่อหน้าเขาทุกคนจึงสงวนท่าทีเป็นพิเศษ มีเพียงเด็กหนุ่มอย่างเถี่ยจู้ที่กระตือรือร้นเมื่อเจอหน้าเขามากที่สุด “พี่ฮ่าว ผมขอบคุณล่วงหน้าไว้เลยที่พี่อุตส่าห์กลับมาร่วมงานแต่งของผมกับเสี่ยวเยว่”
“อืม ขอให้ชีวิตแต่งงานสุขสมหวัง”
ลู่ฮ่าวและกู้หนานไม่กล้าบอกจริง ๆ ว่าพวกเขาอาจจะไม่ได้อยู่ที่นี่จนถึงวันแต่งงานของทั้งสอง
ถ้าหวงอิงและเนี่ยอวิ๋นตอบรับคำเชิญ พวกเขาก็ต้องจากไปในทันที
ในขณะที่งานแต่งงานของเถี่ยจู้และลู่เสี่ยวเยว่จะจัดขึ้นในอีกสามวันข้างหน้า
ลู่เสี่ยวเยว่อยู่นิ่ง ๆ อย่างเชื่อฟังมากขึ้นกว่าเดิม เธอนั่งเงียบอยู่ข้าง ๆ เถี่ยจู้โดยปราศจากความก้าวร้าวดังเช่นที่เคยเป็นก่อนหน้านี้
ผู้เฒ่าลู่คอยอบรมพวกเขา กำชับเตือนว่าจากนี้ไปควรใช้ชีวิตคู่ให้ยืนยาวอย่างไร
ทั้งยังบอกให้ลู่เสี่ยวเยว่เป็นภรรยาที่ดี และให้เถี่ยจู้ดูแลครอบครัวอย่างดีที่สุด
ทั้งสองตอบกลับอย่างเชื่อฟัง “เข้าใจแล้วครับคุณปู่”
ในระหว่างนี้ สวี่เจิงดูแลเจียงผิงดีมาก คอยถามเธอเป็นระยะว่าเธอเมื่อยจากการนั่งนาน ๆ หรือเปล่า
ผู้เฒ่าและลู่เซิ่งหมินต่างรู้สึกโล่งใจอย่างยิ่ง เมื่อได้เห็นว่าตอนนี้ลูก ๆ ทั้งสามของเขาต่างมีครอบครัวกันหมดแล้ว
หลังจากนั่งไปได้สักพัก สวี่เจิงก็บอกว่าเขาทิ้งแม่ให้อยู่บ้านคนเดียว ต้องรีบกลับไปหาเธอ
เมื่อสวี่เจิงพูดเรื่องนี้ขึ้นมา เขาก็อดไม่ได้ที่จะมองไปทางลู่เซิ่งหมิน
“ป้าสวี่เป็นยังไงบ้าง?” กู้หนานถามไถ่ตามมารยาทเมื่อสวี่เจิงพูดถึงสวี่อวี้ฉิน
สวี่เจิงตอบว่า “เธอสบายดีครับ แถมยังตั้งตาคอยที่จะอุ้มหลานชายตลอดทุกวัน”
สวี่อวี้ฉินเองก็เปลี่ยนไปมากตั้งแต่เธอหย่าขาดจากลู่เซิ่งหมิน เธอไม่ก้าวร้าวรุนแรงเหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากลู่เสี่ยวเยว่เจอกับเรื่องสะเทือนใจจนชื่อเสียงฉาวโฉ่กระฉ่อนไปทั่ว มันกระทบจิตใจเธอมาก ช่วงหลังจึงไม่ค่อยมีใครในหมู่บ้านได้ยินเสียงเธอเลย
หลังจากที่ลู่เสี่ยวเยว่และเถี่ยจู้เริ่มคบกัน ตอนแรกสวี่อวี้ฉินคัดค้าน เพราะเธอรู้สึกว่าลู่เสี่ยวเยว่ไม่คู่ควรกับเถี่ยจู้ ทั้งยังกลัวว่าเกิดวันหนึ่งลูกสาวเจ้าปัญหาของเธออาละวาดทำร้ายเถี่ยจู้ขึ้นมา คราวนี้พวกเธอสองแม่ลูกคงไม่มีที่ยืนสำหรับหมู่บ้านนี้จริง ๆ
โชคดีที่ในเวลานั้นลู่เซิ่งหมินรู้ข่าว จึงเรียกเถี่ยจู้และลู่เสี่ยวเยว่ให้มาปรับความเข้าใจกัน แล้วช่วยเป็นพ่อสื่อเจรจาให้ความรักของทั้งคู่ราบรื่น
เมื่อเห็นว่าเถี่ยจู้ตัดสินใจแน่วแน่แล้ว และลู่เสี่ยวเยว่เองก็แสดงให้เห็นว่าเธออยากกลับใจเป็นคนใหม่ที่แตกต่างจากเมื่อก่อน จึงยอมให้พวกเขาแต่งงานกัน
“เอาละ ถ้าอย่างนั้นเธอสองคนก็กลับไปพักผ่อนกันเถอะ”
เจียงผิงยังอยากคุยเรื่องซุบซิบบางอย่างกับกู้หนาน แต่เพราะทุกคนอยู่กันพร้อมหน้า เธอจึงกระดากอายเกินกว่าจะทำแบบนั้น ทำได้เพียงตามสวี่เจิงกลับบ้าน
ลู่เสี่ยวเยว่ก็ขอตัวกลับตามสวี่เจิงและคนอื่น ๆ
บ้านของเถี่ยจู้อยู่คนละทางกับบ้านของพวกเขา หลังจากลู่ฮ่าวออกไปส่งพวกเขาที่หน้าประตู เขาก็เรียกเถี่ยจู้ไว้
เนื่องจากทั้งสองมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ลู่ฮ่าวจึงไม่ตีกรอบ ในฐานะที่เขาเป็นทั้งรุ่นพี่และเพื่อนของเถี่ยจู้ พูดคุยกับอีกฝ่ายต่ออีกสองสามคำ “นายควรรู้ประวัติของเสี่ยวเยว่เอาไว้ด้วย ในเมื่อนายเลือกที่จะร่วมหัวจมท้ายกับเธอทั้งชีวิตแล้ว ไม่ว่าพวกนายจะทะเลาะกันในอนาคต หรือมีความขัดแย้งใด ๆ ก็ตาม อย่าเผลอพูดอะไรก็ตามที่ทำร้ายจิตใจเธอ เข้าใจใช่ไหม?”
เถี่ยจู้พูดอย่างหนักแน่น “พี่ฮ่าว ผมรู้เรื่องนี้อยู่แล้ว ข่าวซุบซิบนินทาในหมู่บ้านตอนนั้นแพร่สะพัดมากจริง ๆ ผมเองก็เคยไปทำงานนอกบ้านมาก่อน ทำไมจะไม่รู้ว่าสังคมชาวบ้านที่นี่เป็นยังไง? ก่อนหน้านี้เธอแค่โชคร้ายไปเจอความรักที่ไม่ดีเท่านั้นเอง ถ้าเธอไม่คบกับผู้ชายเลว ๆ มาก่อน คิดว่าเธอจะเห็นความดีของผมหรือ?”