เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 - บทที่ 814 รสชาติน้ำนมแม่
บทที่ 814 รสชาติน้ำนมแม่
“แต่คนไข้ที่นี่ก็ต้องการเราเหมือนกัน”
“ในหมู่บ้านขาดแคลนหมอและยารักษาโรคก็จริง แต่ต่อให้แม่จะมีทักษะแต่มันก็มีข้อจำกัดมากมาย นอกจากนี้ แม่กับลุงเนี่ยจะอยู่ในหมู่บ้านปีละกี่วันเอง สู้กลับไปหารายได้อยู่ที่หลันเฉิงกับเราดีกว่า อย่างน้อยยังมีเวลาอยู่กับครอบครัวมากขึ้น อีกไม่กี่ปีข้างหน้าถ้าคุณตาไม่อยู่แล้ว ลุงเนี่ยจะต้องเสียดายโอกาสแน่ ฉะนั้นอย่าเก็บความเสียใจไว้กับตัวเองเลยค่ะ คิดซะว่านี่เป็นโอกาสที่พระเจ้าประทานมาให้เพื่อให้เราได้มีโอกาสชดเชยความผิดดีไหม?”
คำพูดของกู้หนานทำให้หวงอิงตกอยู่ในห้วงความคิดที่ลึกซึ้ง
ทั้งสองเป็นคนที่มีชีวิตอยู่มาสองช่วงชีวิต เธอได้พบเนี่ยอวิ๋นแล้ว ดังนั้นเธอจึงไม่มีอะไรให้ต้องกังวลหรือเสียใจ แต่เนี่ยอวิ๋นยังมีลุงซึ่งยังมีชีวิตอยู่
บางทีเธอควรจะประนีประนอมเพื่อคนที่เธอรัก
เพราะการได้อยู่กับคนที่รัก ก็เท่ากับได้อยู่ในบ้านที่อบอุ่นและปลอดภัยไม่ใช่หรือ?
หวงอิงมองไปที่เนี่ยอวิ๋นแล้วพูดว่า “ปินจื่อ ถ้าคุณไม่ติดอะไร งั้นเราสองคนกลับไปที่หลันเฉิงกันเถอะ”
เนี่ยอวิ๋นยังคงตอบคำถามเหมือนคนที่ตกอยู่ในภวังค์แห่งรัก “ผมบอกแล้วว่าผมแล้วแต่คุณ ไม่ต้องถามความเห็นผมหรอก ไม่ว่าคุณอยู่ที่ไหนผมก็จะอยู่ด้วย”
กู้หนานรู้สึกได้ว่าตอนนี้ความตั้งใจของแม่บุญธรรมเริ่มสั่นคลอนแล้ว
ซึ่งสาเหตุที่สั่นคลอนก็เพราะลุงเนี่ย
ขณะที่พวกเขากำลังรอคอยคำตอบ หวงอิงก็บอกว่า “ให้เวลาเราทั้งคู่คิดเกี่ยวกับเรื่องนี้สักหน่อยก็แล้วกัน”
“งั้นพรุ่งนี้ขอคำตอบเลยได้ไหมคะ?” กู้หนานถามพลางมองหน้าเธอ
เมื่อเห็นหญิงสาวเร่งเร้าเอาคำตอบ หวงอิงก็มองค้อนทันที “จะรีบร้อนอะไรขนาดนั้นเชียว? อย่างน้อยก็ควรให้เวลาเราคิดทบทวนเรื่องใหญ่แบบนี้สักสองสามวันสิ เกิดลูกแค่หลอกให้เราไปหลันเฉิงจะทำยังไง? คลินิกของลูกน่าเชื่อถือแค่ไหนกัน?”
กู้หนาน “…”
เธอกอดแขนหวงอิง ยิ้มแล้วพูดว่า “จะไม่น่าเชื่อถือได้ยังไงคะ? ในเมื่อเรามีเอกสารรับรองทั้งหมดครบถ้วน คุณตาก็เป็นหมอประจำอยู่ที่นั่นมาครึ่งปีแล้ว พอคนไข้รู้ว่าหมอในคลินิกเป็นเขา ทุกคนก็มาต่อคิวยาวอยู่หน้าประตูกันตั้งแต่เช้า นานวันคนไข้ยิ่งมีจำนวนมากจนเขารับคนเดียวไม่ไหว เลยอยากให้พวกแม่ไปช่วยไงคะ”
เมื่อหวงอิงได้ยินแบบนี้ ดวงตาของเธอก็วูบไหวเล็กน้อย
มีคนไข้มากเกินกว่าที่เขาจะรับรองคนเดียวไหวงั้นหรือ?
พอได้ยินก็คันไม้คันมือขึ้นมาทันที
เธอมีทักษะทางการแพทย์ เดินทางไปทั่วมานานกว่าครึ่งปี แต่มีโอกาสได้เผชิญหน้ากับผู้ป่วยที่ท้าทายความสามารถแค่ไม่กี่คน
อย่างมากก็แค่รักษาคนที่ป่วยเพราะลมหนาวหรืออะไรทำนองนั้น
แบบนี้น่าเบื่อจะตายไป
“เราจะลองเก็บไปคิดดู”
หวงอิงไม่ได้ตอบกลับทันที แต่แค่นี้กู้หนานก็พึงพอใจแล้ว
อย่างน้อยเธอก็ไม่ได้ปฏิเสธอย่างเด็ดขาด
ด้วยนิสัยของแม่บุญธรรม ถ้าความตั้งใจของเธอไม่สั่นคลอน เธอคงไม่ให้โอกาสพิจารณาเลยด้วยซ้ำ ไม่แน่ว่าอาจจะปฏิเสธข้อเสนอทันที
ตอนนี้เริ่มเย็นมากแล้ว ฤดูหนาวท้องฟ้ามืดเร็ว กู้หนานกลัวว่ายิ่งมืดจะยิ่งขับรถยาก จึงตั้งใจว่าจะกลับ
ก่อนเดินทางกลับ กู้หนานจับมือหวงอิงแล้วพูดซ้ำ ๆ ว่า “แม่คะ ลุงเนี่ย อย่าลืมคิดเรื่องนี้ให้รอบคอบนะคะ หนูหวังว่าพวกคุณจะยอมกลับไปที่หลันเฉิง คุณตาก็รอคุณอยู่เหมือนกัน พอหนูเสนอว่าจะมาเชิญพวกคุณไป เขาก็ตื่นเต้นมาก ตั้งตารอให้คุณสองคนกลับไปอยู่กับเขา คนอื่น ๆ ในหลันเฉิงก็คิดถึงพวกคุณค่ะ”
ท่าทีของเนี่ยอวิ๋นผันผวนเล็กน้อยเมื่อเธอพูดถึงคุณตา
หวงอิงตอบกลับ “พวกลูกกลับไปก่อนเถอะ ให้เวลาเราคิดเรื่องนี้หน่อย”
จากนั้นกู้หนานและลู่ฮ่าวขับรถกลับบ้าน
เมื่อเธอกลับถึงบ้าน ลู่ฮุ่ยฟางก็ยกหม้อสตูมาวางบนเตาเหล็ก
“อาบอกให้ปู่กับพ่อของพวกเธอไปกินข้าวที่บ้านอา แต่พวกเขาไม่ยอมไป อาก็เลยต้องยกอาหารมาให้ถึงที่ นี่คือมื้อพิเศษที่ปรุงจากวัตถุดิบที่อาเพิ่งซื้อจากตัวอำเภอวันนี้เลยนะ”
ลู่ฮุ่ยฟางกำลังจะตักสตูให้พวกเขา แต่กู้หนานบอกว่าเธอเพิ่งกินแกงไก่ที่บ้านของเนี่ยอวิ๋นมา กินไม่ไหวแล้ว
และที่สำคัญคือหน้าอกของเธอเริ่มคัดขึ้นมาแล้ว รู้สึกอึดอัดมาก
กู้หนานจึงหาข้อแก้ตัวแล้วกลับเข้าไปในห้อง
ผู้เฒ่าลู่บอกว่าเขาจะนอนกับลู่เซิ่งหมิน ให้ลู่ฮ่าวกับกู้หนานเข้าไปนอนบนเตียงเตาในห้องส่วนตัว เพราะชั้นบนไม่มีเตียง มันจะหนาวเกินไป
เมื่อกู้หนานเข้าไปในห้อง ลู่ฮ่าวที่รู้ว่าหน้าอกเธอคัด จึงควานหาถ้วย จากนั้นก็ปิดประตูแล้วค่อย ๆ นวดไล่น้ำนมให้เธอ
ในฐานะผู้หญิงที่มีลูกแล้ว พอเกิดอาการคัดเต้า เธอก็เริ่มคิดถึงลูกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
โดยเฉพาะตอนกลางคืน เมื่อไม่ได้อยู่ใกล้ ๆ ลูกน้อยก็จะรู้สึกวิตกกังวล
โชคดีที่มีลู่ฮ่าวอยู่เคียงข้าง เขานวดไล่ท่อน้ำนมให้เธอเบา ๆ พร้อมกับพูดคำปลอบโยนเพื่อทำให้เธอสงบสติอารมณ์ลง
เธอดีใจที่ลู่ฮ่าวตัดสินใจตามเธอกลับมาที่บ้านเกิด ถ้าเธออยู่คนเดียวโดยไม่มีสามีและลูกในตอนกลางคืน ไม่รู้จริง ๆ ว่าเธอจะผ่านพ้นคืนนี้ไปได้อย่างไร
หลังจากนวดเต้านมแล้ว ลู่ฮ่าวก็มองดูของเหลวสีขาวขุ่นครึ่งถ้วย แล้วถามว่า “แล้วจะทำยังไงกับมันดี?”
กู้หนานตอบ “ให้ลูกหมากินก็ได้นะ”
“เสียของเปล่า ๆ”
หลังจากพูดอย่างนั้น เขาก็กระดกมันขึ้นดื่มจนหมดในอึกเดียว
กู้หนาน “!!!”
เธอมองคราบน้ำนมสีขาวปนเหลืองที่ติดอยู่ตรงมุมปากของลู่ฮ่าว มุมปากของเธอกระตุกเล็กน้อย
“นมแม่ก็มีรสชาติประมาณนี้นี่เอง ไม่ได้แย่เลยนะ คราวหน้าถ้าเธอปั๊มนมอย่าบีบทิ้งสักหยดเลยเชียว”
นี่ถือเป็นครั้งแรกที่เขาได้ลิ้มรสชาตินมแม่ตั้งแต่เขาเติบโตมา
“หมอลู่คะ ทำไมฉันถึงรู้สึกว่ามันกำกวมแปลก ๆ”
เมื่อได้ยินเขาบอกว่านี่เป็นครั้งแรกที่ได้ชิมนมแม่ เธอรู้สึกเสียใจที่เปิดช่องให้เขา ขณะเดียวกันก็มองเห็นว่าสายตาเจ้าเล่ห์ของสามีเต็มไปด้วยความคลุมเครือ
“ฉันแค่อยากลองชิมน้ำนมของภรรยาเท่านั้นเอง มีอะไรน่ากำกวมกัน?”
เขาเลียริมฝีปากล่างแล้วโน้มตัวลงมา “มันไม่ง่ายเลยนะกว่าเราสองคนจะมีโอกาสได้อยู่ด้วยกันตามลำพังแบบคืนนี้”
กู้หนานผลักเขาออกไป “พ่อใจร้าย ไม่คิดถึงลูกสาวเลยหรือไง? เอาแต่บอกว่าตัวเองรักเธอมากแค่ไหน แต่ทันทีที่คุณห่างจากเธอ ก็ทำเหมือนตัวเองถูกปลดปล่อย คิดถึงแต่ความสุขของตัวเองเท่านั้นหรือ”
เธอเองก็คิดถึงช่วงเวลาส่วนตัวระหว่างทั้งสองเหมือนกัน แต่ในหัวตอนนี้เธอมีเพียงลูกสาว
เธอมักจะรู้สึกเสมอว่าลูกสาวตัวน้อยที่อยู่ในหลันเฉิงซึ่งห่างไกลออกไป กำลังร้องไห้เมื่อต้องห่างอกแม่
“ฉันต้องคิดถึงลูกแน่อยู่แล้ว แต่ก็อยากอยู่กับเธอเหมือนกันนี่”
กู้หนานเร่งเร้าเขา “รีบโทรหาคุณแม่เร็วเข้า ถามว่าตอนนี้ถงถงกำลังทำอะไรอยู่”
“ได้” ลู่ฮ่าวกดเบอร์โทรศัพท์ไปหาคนที่อยู่หลันเฉิง
เมื่ออีกฝ่ายรับสาย กู้หนานก็แย่งโทรศัพท์ไปคุยเองโดยไม่รอให้ลู่ฮ่าวพูด ถามว่า “แม่คะ ถงถงร้องไห้บ้างหรือเปล่า?”
ปลายสายตอบมาว่า [เมื่อกี้ร้องไห้ไปสองครั้ง แต่พอแม่ป้อนนมก็เงียบแล้วแหละ ตอนนี้พ่อเขากำลังอุ้มอยู่จ้ะ]
“เมื่อกี้หนูคัดเต้านมค่ะ เลยเดาได้ทันทีเลยว่าลูกจะต้องร้องไห้อยู่แน่ ๆ”
กู้หนานพูดอย่างเป็นกังวลว่า “แม่คะ คืนนี้ลูกจะอยู่ได้ไหม? แม่กับพ่อพอจะช่วยกันปลอบเธอไหวหรือเปล่า?”
[คงไม่เป็นไรหรอก ทุกครั้งตอนลูกอยู่บ้าน แม่เองก็คอยอยู่ข้าง ๆ ตลอดทั้งคืนไม่ใช่หรือ? หลานคุ้นเคยกับแม่แล้วละ เพราะฉะนั้นวางใจได้]
น้ำเสียงของเฉินหย่าจือฟังดูค่อนข้างผ่อนคลายและสงบ ดูแล้วไม่น่าจะมีปัญหาอะไร
หลังจากได้ยินคำยืนยันจากแม่สามี ในที่สุดกู้หนานก็รู้สึกสบายใจขึ้น
“ทั้งสองคนคงเหนื่อยกันหน่อยนะคะ”
[การเลี้ยงหลานตัวเองจะเป็นเรื่องยากสักแค่ไหนกันเชียว? จริงสิ พวกลูกไปเจอเนี่ยอวิ๋นกับหวงอิงมาหรือยัง?] เฉินหย่าจือถาม
กู้หนานตอบว่า “เจอแล้วค่ะ แต่แม่เค้าขอเวลาคิดว่าจะกลับไปที่หลันเฉิงดีไหม เราสองคนเลยต้องหยิบยกเหตุผลทุกอย่างมาหว่านล้อมพวกเขา”
[ไม่ต้องห่วง ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดก็พอแล้ว แม่คิดว่าหวงอิงกับเนี่ยอวิ๋นน่าจะยินดีกลับมาเจอเพื่อนเก่าอย่างพวกเราเหมือนกัน]
หลังจากที่กู้หนานพูดไปสักพัก ลู่ฮ่าวก็ขอโทรศัพท์มาแล้วพูดกับเฉินหย่าจือว่า “แม่ครับ ผมอยากได้ยินเสียงถงถง”
[เด็กคนนี้ยังพูดไม่ได้เลย ตอนนี้ก็ไม่ได้ร้องไห้ด้วย แล้วแม่จะให้ลูกได้ยินเสียงหลานได้ยังไง]
เฉินหย่าจือเดินถือโทรศัพท์ไปใกล้หลาน และเริ่มหยอกเล่นกับถงถง [ถงถง ร้องเร็ว พ่อจ๋า พ่อจ๋า]
เธอหยิบกรอบรูปถ่ายชุดแต่งงานของลู่ฮ่าวและกู้หนานบนโต๊ะขึ้นมา จากนั้นชี้ไปที่คนในภาพพร้อมกับยื่นให้หลานดู
เดวิดอุ้มหลานสาวเขย่าไปมา พร้อมกับทำหน้าทำตาน่าขบขัน ในที่สุดถงถงก็หัวเราะ
“ได้ยินไหม? ลูกกำลังหัวเราะละ”
“ได้ยินแล้ว ได้ยินแล้ว”
ทันทีที่ลู่ฮ่าวได้ยินเสียงลูกสาว เขาแทบอยากจะวาร์ปไปปรากฏตัวต่อหน้าเธอทันที “ถงถง ไม่นานพ่อกับแม่ก็จะกลับไปแล้ว อยู่บ้านเป็นเด็กดีของคุณปู่คุณย่าไปก่อนนะ”
ไม่ว่าลูกจะเข้าใจหรือไม่ ลู่ฮ่าวก็กำชับกับเธอมากมายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
หลังจากวางสายแล้ว ลู่ฮ่าวก็หันไปกอดกู้หนานไว้ในอ้อมแขน จากนั้นก็เริ่มแสดงความรักต่อเธอ
กู้หนานเตือนด้วยเสียงเบาหวิว “คุณปู่กับคุณพ่อยังนั่งคุยกันอยู่ในห้องนั่งเล่นนะคะ”
ทว่าลู่ฮ่าวกอดเธอไว้ไม่ยอมปล่อย เสียงของเขาทุ้มต่ำและแหบพร่า “จูบหน่อยสิ ฉันอยากได้ความสนใจจากเธอ รู้นะว่าเธอก็คิดถึงลูกสาวมากเหมือนกัน”