เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 - บทที่ 812 กลับบ้านเกิด
บทที่ 812 กลับบ้านเกิด
ลู่ฮ่าวยืมรถเจ็ดที่นั่งของกู้ย่าฮุยมาเพื่อจะขับรถกลับบ้านเกิด
ถ้าขึ้นรถไฟกลับชนบทในวันสิ้นปี ต่อให้มีเงินก็หาซื้อตั๋วไม่ได้ ทำได้เพียงแอบขึ้นรถโดยหลบเลี่ยงไม่จ่ายค่าโดยสาร และคนในรถก็จะแออัดยัดเยียดเกินไป
หรือถ้าจะเปลี่ยนไปขึ้นรถโดยสารประจำทางก็ทำได้ แต่ขากลับอาจหารถได้ยากกว่า เพราะยิ่งใกล้วันตรุษจีนเท่าไหร่ คิวรถก็อาจหยุดให้บริการในวันนั้นพอดี
กู้หนานบอกว่าไหน ๆ คราวนี้ก็ได้กลับไปแล้ว เธอจะแบกทีวีจอสีขนาดใหญ่ที่อยู่ในห้องชุดกลับไปไว้ที่บ้านเกิด ไม่อย่างนั้นระบบเครื่องใช้ไฟฟ้าอาจชื้นได้ถ้าไม่ได้ใช้งานเป็นเวลานาน
พวกเขาจ่ายเงินซื้อไปไม่น้อย ถ้าพังขึ้นมาคงน่าเสียดายแย่
ลู่เซิ่งหมินกระดากอายเกินกว่าจะรับมันไว้ ดังนั้นกู้หนานจึงอธิบายให้เขาฟังว่า “พ่อหนูเขาเป็นคนซื้อให้น่ะค่ะ เท่ากับมันเป็นสินสอดชิ้นหนึ่งของหนู ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรถ้าจะขนไปไว้ในบ้านเกิด อย่างน้อยยังมีพ่อช่วยดูแลรักษา กว่าหนูกับลู่ฮ่าวจะกลับมาจากปักกิ่งก็ปีหน้า ถ้าทีวีเสียซะก่อนคงน่าเสียดาย”
เมื่อกู้หนานพูดแบบนี้ ผู้เฒ่าลู่ก็รีบบอกให้ลู่ฮ่าวยกขึ้นรถ
ขึ้นชื่อว่าเป็นสินสอดของกู้หนาน จะปล่อยให้ฝุ่นเกาะและกลายเป็นเศษเหล็กไม่ได้
ลู่ฮุ่ยฟางบอกว่า “อีกไม่กี่วันก็ถึงวันแต่งงานของลู่เสี่ยวเยว่แล้ว พวกเรารีบกลับกันดีกว่า จะได้เตรียมงานต่าง ๆ ให้เสร็จทีเดียว”
เมื่อพวกเขาเข้ามาในเมือง ลู่เสี่ยวเยว่ขอให้พวกเขานำข้อความไปบอกลู่ฮ่าวกับกู้หนานหลายครั้ง และหวังว่าพวกเขาจะกลับมาร่วมงานแต่งงานของเธอ
“คุณอา เราสองคนคงอยู่ที่บ้านได้ไม่นานค่ะ ถ้าหนูแวะไปหาลุงเนี่ยกับแม่บุญธรรมเรียบร้อยแล้ว หนูก็ต้องรีบเดินทางกลับทันที ยิ่งห่างถงถงนานแค่ไหนหนูก็ยิ่งไม่สบายใจเท่านั้น”
กู้หนานไม่กล้ารับปากสุ่มสี่สุ่มห้า เพราะถ้าถึงตอนนั้นแล้วเธอเป็นกังวลเกี่ยวกับลูก เธอก็ต้องหาข้ออ้างเดินทางกลับอย่างแน่นอน
ลู่ฮ่าวและกู้หนานผลัดกันขับรถ
จริง ๆ แล้วผู้โดยสารจำนวนแปดคนถือว่าเกินกำหนด แต่ในยุคนี้การตรวจสอบทางจราจรไม่เข้มงวดมากนัก อีกทั้งฟางฉิงยังเด็ก เธอจึงนั่งอยู่บนตักของลู่ฮุ่ยฟาง ทำให้ภายในรถไม่แออัดมากนัก
นอกเหนือจากรถโดยสารประจำทางที่ขับผ่านเป็นครั้งคราว โดยปกติก็ไม่มียานพาหนะอื่น ๆ วิ่งอยู่บนถนน เส้นทางค่อนข้างโล่ง พวกเขาสองคนสามารถสลับกันขับได้อย่างสบาย ๆ
ถ้าเดินทางโดยรถโดยสาร อาจใช้เวลามากกว่าสามชั่วโมง แต่พวกเขาใช้เวลาสี่ชั่วโมงเต็มก็ขับเข้ามาถึงตัวอำเภอโดยสวัสดิภาพ
หลังจากแวะรับประทานอาหารในตัวอำเภอแล้ว ลู่ฮุ่ยฟางกับฟางกั๋วผิงก็ขอแวะซื้อวัตถุดิบสำหรับทำอาหารในวันปีใหม่
คอยบอกทางให้หลานชายหลานสะใภ้ขับไปยังที่หมาย
หลังออกจากบ้านมาหลายวัน พวกเขากลัวว่าลู่ฮ่าวกับกู้หนานจะไม่มีอะไรกิน
เงินที่พวกเขาได้มาตั้งแต่วันแรกที่เข้าเมือง จนถึงป่านนี้ยังไม่ได้ใช้เลยสักแดงเดียว ตอนนี้พวกเขาจำเป็นต้องควักเพื่อซื้อของกลับไปเพิ่ม
ลู่ฮุ่ยฟางและสามีซื้อเนื้อสัตว์ถุงใหญ่ถุงเล็กพะรุงพะรัง
หลังจากเข้าไปในหมู่บ้าน รถคันใหญ่ก็เคลื่อนเข้าไปจอดตรงทางเข้าบ้านหลังใหม่ของผู้เฒ่าลู่ ดึงดูดสายตาของฝูงชนในหมู่บ้านให้หันมองตามด้วยความตื่นเต้น
“ลู่ฮ่าว รถเธอมันต่างจากครั้งที่แล้วนี่? เธอซื้อรถใหม่อีกแล้วหรือ?”
ลู่ฮ่าวตอบกลับยิ้ม ๆ “เปล่าครับ ผมยืมมาจากญาติอีกที”
บางคนพูดด้วยความอิจฉา “ญาติของพวกเธอต้องรวยมากแน่ ถึงได้มีรถดี ๆ แบบนี้ขับ แถมยังใจกว้างให้เธอยืมอีกด้วย”
“ใช่รถของแม่เธอหรือเปล่า? ได้ยินข่าวว่าแม่เธอเป็นเถ้าแก่เนี้ยนี่”
ลู่ฮ่าวได้แต่ยิ้ม ไม่ตอบอะไร
ป้าคนหนึ่งซึ่งสวมเสื้อคลุมและโพกผ้าคลุมศีรษะ เหลือบไปเห็นลู่เซิ่งหมิน จึงถามอย่างอยากรู้อยากเห็น “อาจารย์ลู่ เข้าเมืองครั้งนี้ คุณได้เจอกับแม่ลู่ฮ่าวหรือเปล่า?”
ชายหนุ่มและเด็กวัยรุ่นในหมู่บ้านต่างให้ความสนใจกับรถยนต์มีสไตล์คันนี้ แต่สำหรับหญิงสาว ความสนใจของพวกเธอแตกต่างไปจากพวกเขา
พวกเขารู้มาว่าลู่เซิ่งหมินเข้าเมืองครั้งนี้ มีโอกาสสูงมากที่จะได้กลับไปเจอหน้าแม่ของลู่ฮ่าว ซึ่งคนในหมู่บ้านต่างพูดคุยกันว่าถ่านไฟเก่าของลู่เซิ่งหมินจะปะทุหรือไม่
คนอื่น ๆ คาดเดาไปในทางที่ว่ามีโอกาสที่อาจารย์ลู่และแม่ของลู่ฮ่าวจะกลับมาคืนดีกัน
ตอนแรกทุกคนต่างหยุดพูดถึงประเด็นการหย่าร้างระหว่างลู่เซิ่งหมินกับสวี่อวี้ฉินไปแล้ว แต่ทันทีที่เขาเข้าไปในเมือง หัวข้อเดิมก็ถูกรื้อฟื้นขึ้นมาอีก นอกจากนี้ ลู่เสี่ยวเยว่ก็กำลังจะแต่งงานกับคนร่วมหมู่บ้านอย่างเถี่ยจู้ ตระกูลลู่จึงตกเป็นเป้าสนทนาระหว่างคนทั่วหมู่บ้านอีกครั้ง
“เจอสิ”
ลู่เซิ่งหมินไม่ได้พยายามหลีกเลี่ยงหัวข้อนี้ แถมยังตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่เป็นธรรมชาติมาก
ผู้หญิงสวมเสื้อคลุมที่เป็นคนถามถึงเรื่องนี้ประหลาดใจนิดหน่อย เพราะไม่คาดคิดว่าลู่เซิ่งหมินจะตอบอย่างตรงไปตรงมา
ถ้าเป็นก่อนหน้านี้ ไม่ว่าใครจะพูดหรือถามไถ่อะไรก็ตาม ลู่เซิ่งหมินแค่ยิ้ม ไม่ยอมตอบอะไร
วันนี้พวกเขาแค่ลองหยอดถามหยั่งเชิงดู และจู่ ๆ อาจารย์ลู่ก็เลิกทำท่าทีเพิกเฉยต่อพวกเขา
ผู้หญิงที่เริ่มสนทนาก็ยิ่งมีความกล้ามากขึ้น ถามต่อว่า “งั้น… ทำไมแม่ลู่ฮ่าวถึงไม่กลับมาด้วยกันล่ะ?”
เธอจำเป็นต้องสืบสาวข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อที่จะเอาไปคุยกับคนอื่นต่อได้
ลู่เซิ่งหมินตอบกลับ “เธอมีครอบครัวเป็นของตัวเองไปแล้ว คงไม่กลับมาแล้วแหละ”
“อ้อ…” หญิงสาวลากเสียงยาวอย่างรู้เท่าทัน
ที่แท้ก็มีครอบครัวแล้วนี่เอง
อาจารย์ลู่โชคไม่ดีเอาซะเลย
“หนานหน่านเพิ่งคลอดลูกไม่ใช่หรือ? ทำไมถึงไม่พาลูกกลับมาด้วยล่ะ?” ป้าอีกคนถามด้วยรอยยิ้ม ขณะมองดูกู้หนานหยิบของลงจากรถ
กู้หนานยิ้มและตอบเธอว่า “อากาศที่นี่หนาวเกินไปค่ะ ฉันเลยไม่ได้พาเธอกลับมา ไว้ให้อากาศอุ่นขึ้นเมื่อไหร่ค่อยพาเธอกลับมาที่นี่พร้อมกัน”
ผู้เฒ่าลู่และคนอื่น ๆ ต่างก็ยุ่งอยู่กับการขนย้ายสิ่งของลงจากรถ เมื่อทีวีจอสีขนาดใหญ่ถูกยกออกมา ทุกคนก็มองด้วยสายตาอิจฉา
เร็ว ๆ นี้เริ่มมีหลายครอบครัวในหมู่บ้านที่ซื้อทีวีจอสี แต่ไม่มีทีวีของบ้านไหนที่มีขนาดใหญ่เท่ากับของลู่ฮ่าว
ลู่ฮุ่ยฟางเก็บข้าวของเสร็จแล้ว จึงมาเชิญลู่ฮ่าวและคนอื่น ๆ ให้เข้าบ้าน
ลู่ฮ่าวพูดว่า “อาหญิง เข้าบ้านไปก่อนเลยครับ ผมกับหนานหน่านขอเข้าไปดูบ้านสักหน่อย”
ทันทีที่พวกเขาเดินเข้าไปในลานบ้าน ดวงตาของคู่รักหนุ่มสาวก็เต็มไปด้วยความประหลาดใจ
สนามหญ้าถูกปูทับด้วยอิฐเป็นลวดลาย ดูเรียบร้อยและสวยงามมาก
เมื่อเข้าไปในห้องนั่งเล่น ก็พบว่าผนังถูกทาด้วยสีขาวสว่าง ภายในบ้านน่าจะเพิ่งได้รับการปรับปรุงใหม่ ถึงสภาพโดยรวมจะไม่หรูหราเท่าบ้านของคนในเมือง แต่ก็สะอาดสะอ้านและกว้างขวาง ดีกว่าบ้านก่ออิฐแบบก่อนหน้าเป็นไหน ๆ
ผนังตรงกลางห้องรับแขกมีภาพอักษรจีนแขวนอยู่
ลู่เซิ่งหมินบอกว่าเพื่อนคนหนึ่งของเขาจากสมาคมช่างเขียนอักษรประจำเมืองเป็นคนมอบให้
สีหน้าของกู้หนานสดใสขึ้นทันทีเมื่อเธอเห็นลายเซ็นบนภาพ
เธอรู้จักช่างเขียนอักษรคนนี้ เพราะในเวลาต่อมาเขาเป็นผู้มีชื่อเสียงประจำที่นี่
ทั้งยังได้รับการยกย่องว่าเป็นช่างเขียนอักษรมากความสามารถที่มาจากชนบท
เมื่อเอามันไปแขวนภาพไว้กลางห้องโถง ห้องรับแขกก็กลายเป็นห้องหรูหราขึ้นมาทันที
ผู้เฒ่าลู่ยิ้มก่อนจะพูดว่า “พ่อของพวกเธอเป็นคนจ้างช่างมาตกแต่งห้องนี้”
กู้หนานยิ้มและตอบกลับไป “พ่อมีรสนิยมดีมากเลยค่ะ”
หลังจากได้รับคำชมจากลูกสะใภ้ ลู่เซิ่งหมินก็รู้สึกโล่งใจ
เขากลัวว่าตัวเองอาจออกแบบการตกแต่งบ้านหลังใหม่โดยไม่เป็นที่นิยมของคนหนุ่มสาว
จากนั้นลู่เซิ่งหมินก็ง่วนอยู่กับการหาฟืนมาเป็นเชื้อไฟในการเผาเตียงเตา
บ้านใหม่หลังนี้สวยก็จริง แต่ค่อนข้างหนาว
ไม่เหมือนกับบ้านก่ออิฐแบบเก่า ที่เผาฟืนใต้เตียงเตาแค่จุดเดียวก็ทำให้บ้านทั้งหลังอบอุ่นแล้ว
ขณะที่ไฟกำลังลุกไหม้ ครอบครัวก็รวมตัวกันรอบ ๆ เพื่อดื่มชาและพักผ่อนสักพัก
จากนั้นกู้หนานก็แทบรอไม่ไหวแล้วที่จะกลับไปยังหมู่บ้านต้าวาน เพื่อไปหาหวงอิงและเนี่ยอวิ๋น
ผู้ใหญ่ทั้งสองมีที่อยู่ไม่เป็นหลักแหล่ง กู้หนานกระวนกระวายว่าถ้าไปแล้วอาจจะไม่เจอใคร เกิดพวกเขาไม่ได้อยู่ในบ้าน ในอนาคตโอกาสที่จะเจอหน้าพวกเขาจะยิ่งน้อยลงไปใหญ่
ผู้เฒ่าลู่บอกว่า “หนานหน่าน อย่ากังวลไปเลย พรุ่งนี้ค่อยไปหาพวกเขาก็ได้ วันนี้เธอเหนื่อยมากแล้ว”
กู้หนานเหลือบมองนาฬิกา แล้วพูดว่า “คุณปู่คะ ตอนนี้ยังไม่เย็นมาก แค่บ่ายสามเท่านั้นเอง เราจะรีบไปแล้วรีบกลับมาก่อนมืดค่ะ”
“งั้นก็ไปเถอะ”
ลู่ฮ่าวขับรถไม่แข็งเท่ากู้หนาน ยิ่งขับรถขึ้นไปบนทางที่มีลักษณะชันร่างกายก็ยิ่งตึงเครียด แต่ลู่ฮ่าวไม่คิดว่าทักษะการขับรถของเขาจะเกิดปัญหา เขาเข้าไปนั่งประจำที่นั่งคนขับแล้วเรียบร้อย
กู้หนานไม่กล้าปล่อยให้เขาขับเอง เพราะเธอจำได้ว่าเมื่อก่อนลู่ฮ่าวใจร้อนมาก เขาขับรถสี่ล้อมีโครงเหล็กพาเธอกับลู่ฮุ่ยฟางไต่เขาขึ้นไปที่หมู่บ้านต้าวานเพื่อรวบรวมสมุนไพรยา แต่รถเสียหลักจนเกือบพุ่งลงคูน้ำ ทำเธอกลัวจนตัวสั่นไปหมด
พวกเขาเคยเป็นวัยรุ่นใจร้อน กล้าลุย กล้าเสี่ยง แต่ตอนนี้เป็นพ่อแม่คนแล้ว ทั้งสองไม่ได้มีชีวิตอยู่เพื่อตัวเองอีกต่อไป แต่ต้องมีชีวิตอยู่เพื่อที่จะทำหน้าที่พ่อแม่ของลูก และอยู่เพื่อดูแลคนชรา
ดังนั้นจะต้องระมัดระวังและขับให้มั่นคงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
ดังนั้น กู้หนานจึงเกลี้ยกล่อมให้ลู่ฮ่าวลงจากที่นั่งคนขับ แล้วหลีกทางให้เธอขึ้นไปขับด้วยตัวเอง
หลังจากมาถึงหมู่บ้านต้าวาน รถก็ขับมาจอดที่ทุ่งข้าวสาลีใกล้กับบ้านของเนี่ยอวิ๋น
ทั้งสองเดินมาที่ประตูโดยไม่ลืมถือกระป๋องนมผงที่ซื้อมาจากในเมืองติดมาด้วย
ประตูไม้ของบ้านเนี่ยอวิ๋นถูกล็อกจากด้านในอย่างแน่นหนา ไม่มีกุญแจคล้องประตู แสดงว่ามีคนอยู่ในบ้าน ในที่สุดกู้หนานก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก ความร้อนใจของเธอไม่ได้ไร้ผล อย่างน้อยก็ทำให้มาเจอคนได้ทันเวลา
หน้าประตูมีดอกไม้และต้นไม้บานสะพรั่งกว่าเมื่อก่อน แม้ว่าฤดูกาลนี้พวกมันควรเหี่ยวแห้งไปหมดแล้วก็ตาม
กู้หนานก้าวไปข้างหน้าและเคาะประตู