เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 - บทที่ 809 เข้าโรงพยาบาลจิตเวช
บทที่ 809 เข้าโรงพยาบาลจิตเวช
กู้หนานมองซุนหว่านหรูที่กำลังอุ้มเด็ก และพยายามชวนคุย “แม่ รู้ตัวไหมว่าปีนี้แม่อายุเท่าไหร่แล้ว?”
“อายุเท่าไหร่? แม่อายุยี่สิบ ไม่สิ อายุสี่สิบ” ซุนหว่านหรูไม่ได้สูญเสียสติสัมปชัญญะไปทั้งหมด อย่างน้อยก็ยังจำอายุของตัวเองได้
“ใช่ ปีนี้แม่อายุสี่สิบแล้ว แต่ช่วงชีวิตส่วนใหญ่ของแม่กลับหายไป แม่คิดว่าตัวเองใช้ชีวิตเต็มที่แล้วหรือยัง? คิดว่ามันคุ้มแล้วหรือ?”
“ลูกหมายความว่ายังไง?” ซุนหว่านหรูมองหน้าเธอ
“แม่ไม่เคยใส่ใจหนูมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ไม่เคยดูดำดูดีหนูเลยตั้งแต่แรกเกิด ในสมองของแม่มีแค่กู้เจิ้งอัน แม่รักเขาขนาดนั้นเพราะอะไรกันแน่?” กู้หนานถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“แม่…”
รักอะไรในตัวเขา… ซุนหว่านหรูไม่สามารถหาเหตุผลมาตอบคำถามได้พักใหญ่ ๆ
กู้หนานพูดคุยกับเธอ พยายามเบี่ยงเบนความสนใจ เพื่อที่ตัวเองจะหาจังหวะไปอุ้มเด็กแทนอีกฝ่าย “พวกคุณเจอกันได้ยังไง จำได้หรือเปล่า?”
เมื่อซุนหว่านหรูได้ยินคำถามง่าย ๆ แบบนี้ สีหน้าของเธอก็อ่อนโยนลง ค่อย ๆ ถ่ายทอดความทรงจำด้วยรอยยิ้มว่า “แม่เจอเขาที่โรงเรียน วันนั้นเขาสวมเสื้อกีฬาสีน้ำเงิน ร่วมการแข่งขันบาสเกตบอล จากนั้นก็ชนะและได้รับรางวัล แม่จำได้ดีว่าวันนั้นเขาหล่อแค่ไหน แม่ตั้งปณิธานเสมอว่าจะต้องแต่งงานกับเขาให้ได้”
“ยายใจดีกับแม่มาก กู้เจิ้งอันไม่สนใจแม่เลยสักนิด แต่ยายก็เสนอวิธีการบางอย่างให้แม่ จนในที่สุดแม่ก็ได้แต่งงานกับเขา”
พอซุนหว่านหรูพูดขอบคุณนางซุนผู้เป็นแม่ ใบหน้าของกู้หนานและกู้เจิ้งอันที่นั่งอยู่ด้านหน้าก็เย็นเยียบลง
ที่แท้ นางซุนก็คือต้นเหตุของเหตุการณ์ทั้งหมด
“ใครจะรู้ว่าจริง ๆ แล้วเขา ชอบน้องสาวบุญธรรมของตัวเอง” ซุนหว่านหรูพูดเรื่องนี้ขึ้นมา อารมณ์ของเธอพลันตื่นตระหนกอีกครั้ง
กู้หนานหยุดพูดถึงเรื่องในอดีตอย่างรวดเร็ว
“เอาละ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องในอดีตแล้ว ต่อไปนี้เราสามพ่อแม่ลูกจะได้อยู่ด้วยกัน หนูจะกำชับให้เขาทำดีกับแม่ให้มาก ๆ”
ผู้หญิงคนนี้จมปลักอยู่กับความรัก ไม่ว่าใครจะพยายามเบี่ยงเบนความสนใจยังไง เธอก็สามารถโยงเข้าไปหากู้หลันได้เสมอ นั่นเป็นเพราะสภาพจิตของเธอบิดเบี้ยว อะไรก็รักษาไม่ได้
เด็กน้อยในอ้อมแขนของซุนหว่านหรูตื่นและเริ่มร้องไห้จ้าอีกครั้ง จนกู้หนานต้องพูดเบา ๆ
“เด็กคงหิวแล้ว แม่ส่งเด็กให้ฉันลองปลอบเขาดูหน่อยสิ”
“ไม่ได้” ซุนหว่านหนูยิ่งกอดเด็กไว้แน่น ไม่ยอมส่งเด็กให้ท่าเดียว
“เขาหิวแล้ว หนูจะให้นมเขา หนูเพิ่งคลอดลูกได้ไม่นาน ยังมีน้ำนมอยู่”
“ลูกเพิ่งคลอดลูกงั้นหรือ?” ซุนหว่านหรูมองไปที่กู้หนานด้วยสายตาว่างเปล่า
“ใช่ค่ะ แม่เป็นยายคนแล้วนะ ว่าแต่แม่มีคุณสมบัติพอที่จะเป็นคุณยายของใครหรือเปล่า?”
“ส่งเด็กมาให้หนูเถอะ หนูจะปลอบเขา รอกลับไปถึงบ้านเมื่อไหร่ หนูจะพาหลานมาให้แม่อุ้มแทน”
กู้หนานเกลี้ยกล่อมแค่สองสามคำ จนซุนหว่านหรูก็ยินยอมส่งเด็กทารกในอ้อมแขนตัวเองให้กับกู้หนาน
เหิงเหิงร้องไห้หนักมาก กู้หนานจึงไม่สนใจแล้วว่าเด็กคนนี้ไม่ใช่ลูกแต่เป็นน้องชาย เธอปลดเสื้อก่อนจะให้นมเขา
กู้เจิ้งอันไม่กล้ามองย้อนกลับไป แต่เขายังไม่คลายความกังวล ต้องการพาลูกกลับไปให้เร็วที่สุด และอยากไล่ซุนหว่านหรูออกจากรถไปซะเดี๋ยวนี้
พอกู้หนานให้นมแล้ว เด็กก็ไม่ร้องไห้งอแงอีก
กู้เจิ้งอันส่งสัญญาณให้ลู่ฮ่าวขับรถไปจอด
กู้หนานอุ้มเด็กไว้อย่างมั่นคง แล้วลงจากรถอย่างรวดเร็ว
จากนั้นก็บอกให้ลู่ฮ่าวขับรถไปที่โรงพยาบาล
แต่พอกู้หนานลงจากรถอย่างกะทันหันแบบนั้น ซุนหว่านหรูก็เริ่มกระสับกระส่าย
ทว่ากู้เจิ้งอันไม่ได้ทำให้เธอฟุ้งซ่านนานนัก เขาเปลี่ยนไปนั่งอยู่ที่เบาะหลังพลางกอดเธอไว้
ด้านลู่ฮ่าวโทรไปที่โรงพยาบาลจิตเวชหลันเฉิง ติดต่อประสานกับหมอไว้ล่วงหน้า จากนั้นก็ขับเข้าไปในโรงพยาบาลโดยตรง
ซุนหว่านหรูแข็งขืนสุดแรงอยู่ตรงเบาะหลัง แต่กู้เจิ้งอันกอดเธอไว้แน่น จนเธอไม่สามารถอาละวาดได้ตามใจหวัง
หลังจากผ่านเหตุการณ์ตื่นตระหนกน่าขนลุกมายี่สิบนาที ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงหน้าประตูโรงพยาบาล
ลู่ฮ่าวพยายามปลอบเธอ “แม่ยายครับ อย่ากลัวเลย ผมจะพาคุณกลับบ้าน”
หลังลงจากรถไปแล้ว กู้หนานก็โทรหากู้ย่าฮุยเพื่อขอให้พวกเขามารับ
กู้ย่าฮุยรีบขับรถออกมาทันทีที่ได้รับสาย ไม่นานนักก็มาถึงตำแหน่งที่กู้หนานอยู่
เฉินรั่วหลินเองก็นั่งรถมาด้วย กู้หนานบอกให้พวกเขาพาเด็กกลับบ้านไปก่อน จากนั้นก็โทรติดต่อกู้เจิ้งอันและไปที่โรงพยาบาลโดยตรง
พอไปถึง เธอเห็นว่าคุณหมอที่นี่ได้ทำการควบคุมตัวซุนหว่านหรูไว้เรียบร้อยแล้ว เตรียมตรวจร่างกาย
กู้หนานบอกว่า “พ่อกลับไปหาลูกก่อนเถอะค่ะ จะได้ตรวจสอบดูว่าน้องมีตรงไหนที่บาดเจ็บหรือเปล่า”
“ลูกแค่สองคนเอาอยู่หรือ?” กู้เจิ้งอันถามอย่างลังเล
กู้หนานฟังเสียงกรีดร้องคำรามที่น่าสังเวชของซุนหว่านหรู ตอบกลับด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ไม่มีอะไรเกินความสามารถของพวกเรา”
เมื่อกู้เจิ้งอันเห็นสีหน้าของกู้หนาน ดูเหมือนว่าตอนนี้เธอจะอารมณ์ไม่ดี และไม่อยากเจอหน้าเขา ประกอบกับเขาอยากกลับไปหาลูกชายมากกว่า จึงขอตัวกลับ
“พวกแกจะทำอะไร? พวกแกจะทำอะไร?”
ลู่ฮ่าวช่วยหมอที่อยู่ด้านข้างพูดเกลี้ยกล่อมว่า “แม่ยายครับ ไม่ต้องกลัวนะ ผมแค่พาคุณมาตรวจร่างกายเท่านั้นเอง”
หลังจากทำการตรวจอย่างคร่าว ๆ ซุนหว่านหรูก็พ่ายแพ้ต่อยาระงับประสาท
เธอผล็อยหลับไปอย่างรวดเร็วบนเตียงผู้ป่วย
จากนั้นคณะแพทย์ก็เริ่มทำการตรวจอย่างจริงจัง
หลังจากตรวจสุขภาพโดยรวมแล้ว ลู่ฮ่าวรีบถาม “หมอครับ เป็นยังไงบ้าง?”
คุณหมอตอบว่า “เบื้องต้นผมวินิจฉัยว่าผู้ป่วยเป็นโรคทางจิตเภท ง่ายต่อการถูกบางสิ่งกระตุ้นตลอดเวลา อาจจะต้องทำเรื่องส่งตัวเธอให้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ดังนั้นควรบอกให้สมาชิกในครอบครัวเตรียมใจไว้แต่เนิ่น ๆ”
“แล้วเธอต้องอยู่ที่นี่อีกนานไหมคะ?” กู้หนานถาม
แพทย์ลังเล “เกรงว่าอาจเป็นอย่างนั้น แต่ข้อเสียก็คือสถานที่จะไม่เอื้อต่อการฟื้นตัวของผู้ป่วย อย่างน้อยควรมีสมาชิกในครอบครัวคอยดูแลเธอ โดยทั่วไปแล้วผู้ป่วยจะมีอาการคลุ้มคลั่งก็ต่อเมื่อถูกกระตุ้นเกี่ยวกับปมในจิตใจ แต่ถ้าสามารถปลดล็อกปมนั้นได้ อาการของเธอก็จะฟื้นตัวกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง”
กู้หนานพูดอย่างเด็ดเดี่ยว “ให้เธอเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเถอะค่ะ ให้เธออยู่ในโรงพยาบาลจิตเวชไปยาว ๆ เราไม่กลัวว่าจะต้องเสียค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ แต่อย่าปล่อยให้เธอวิ่งเตลิดออกไปทำร้ายใครอีก”
คนอย่างเธอหรือจะเยียวยาด้วยการรักษาทางจิตได้
ที่ผ่านมาเธอไม่เคยได้รับความรักและการดูแลจากคนที่ได้ชื่อว่าแม่อย่างซุนหว่านหรูเลย ตอนนี้อาการป่วยทางจิตของอีกฝ่ายยังทำให้ชีวิตของเธอยุ่งเหยิงอีก เธอเองก็ไม่ใช่คนใจกว้างขนาดนั้น
ปมในใจของซุนหว่านหรูนั้นยากเกินจนเลยจุดที่จะแก้ไขได้
เว้นแต่กู้เจิ้งอันจะกลับไปอยู่กับเธออีกครั้ง แต่วิธีนี้อาจจะโหดร้ายกับกู้เจิ้งอันเกินไป คงต้องฆ่าเขาให้ตายเสียยังดีกว่า
ท้ายที่สุด กู้หนานก็ตัดสินใจส่งตัวผู้เป็นแม่ให้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล แต่เนื่องจากเงินไม่เพียงพอ ลู่ฮ่าวจึงกลับบ้านไปเอามาเพิ่ม
ก่อนที่ขั้นตอนส่งตัวจะเสร็จสิ้น กู้หนานก็ไปที่วอร์ดเพื่อดูอาการในตอนนี้ของแม่
ซุนหว่านหรูนอนหลับลึกมาก หลังจากไม่ได้เจอกันนาน ใบหน้าอีกฝ่ายดูซีดเซียวกว่าครั้งล่าสุด ในวันที่อากาศหนาวแบบนี้ เธอกลับใส่ชุดกี่เพ้าทับด้วยเสื้อคลุม
มีแค่เหนือศีรษะที่หมอพันผ้าไว้โดยรอบ
เธออาจต้องใช้เวลาในชีวิตที่เหลืออยู่ที่นี่
กู้หนานไม่เข้าใจเลย ซุนหว่านหรูคนนี้ยอมแม้กระทั่งทำลายชีวิตตัวเอง ยอมทำลายชีวิตลูกสาวแท้ ๆ เพื่อผู้ชายคนหนึ่ง
เธอต้องเสียชีวิตอย่างกะทันหันในชาติที่แล้ว ซึ่งก็เป็นเพราะซุนหว่านหรูเช่นกัน
ในชาติก่อนเธอไม่เคยเจอหน้าพ่อแท้ ๆ ของตัวเองด้วยซ้ำ
“ไปกันเถอะ”
ลู่ฮ่าวเข้ามาในวอร์ดตามกู้หนาน อารมณ์ของเขาสับสนมาก
คนที่จมปลักอยู่ในความรัก ทั้งน่าสงสารและน่าสมเพชในเวลาเดียวกัน
กู้หนานมีสีหน้าเคร่งเครียด เธอพูดกับลู่ฮ่าวว่า “ไปบ้านตระกูลกู้ค่ะ”
เมื่อพวกเขาขับรถไปที่บ้านตระกูลกู้ กู้เจิ้งอันซึ่งกลับมาจากโรงพยาบาลก่อนหน้าพวกเขากำลังอุ้มเด็กไว้ในอ้อมแขน เขาบอกว่าเด็กยังปกติดี แต่อาจมีอาการหวาดกลัวเป็นระยะ ๆ จำเป็นต้องทานยาอย่างสม่ำเสมอเพื่อป้องกันการชัก
ตระกูลกู้เองก็กำลังรอฟังข่าวอยู่ที่อาคารหลังเล็กของกู้เจิ้งอัน
พวกเขาอดกลัวไม่ได้ว่าซุนหว่านหรูอาจจะย้อนกลับมาอีกครั้ง แล้วทำร้ายกู้หลันกับลูก
กู้หลันก็หวาดระแวงไม่แพ้กัน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เธอรู้สึกไม่ปลอดภัยมาก
เมื่อเห็นกู้หนานและลู่ฮ่าวกลับมา ทุกคนก็ยืนขึ้นแทบจะพร้อมเพรียงกัน
“หนานหน่าน เสี่ยวฮ่าว เป็นยังไงบ้าง? ซุนหว่านหรูล่ะ?” คุณย่ากู้รีบถาม
กู้หนานตอบ “เธอป่วยเป็นโรคจิตเภทจริง ๆ ตอนนี้หนูทำเรื่องส่งตัวเธอให้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลแล้วค่ะ”
“เวรกรรมอะไรกันนะ กลายเป็นแบบนี้ไปได้ยังไง? หล่อนเป็นบ้ามาเกือบทั้งชีวิต จนป่านนี้พวกเราก็ยังหยุดหล่อนไม่ได้”
คำพูดของคุณย่ากู้ ทำให้กู้หนานฟังแล้วยิ่งรู้สึกหงุดหงิด
เธอมองไปที่กู้เจิ้งอัน และพูดอย่างเย็นชา
“พ่อ หนูอยากพูดอะไรกับพ่อหน่อย”
ท่าทางของกู้หนานทำให้ทุกคนประหลาดใจ
เธอพูดต่อไป “ต่อให้พ่อจะเกลียดซุนหว่านหรูมากแค่ไหน แต่พ่อก็ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าตัวพ่อมีส่วนอย่างมากที่ทำให้เรื่องทุกอย่างมันบานปลายมาถึงขั้นนี้ ที่จริงตอนนั้นอาจมีวิธีที่เหมาะสมกว่าในการแก้ปัญหาก็ได้ แต่พ่อกลับเลือกวิธีที่โหดร้ายที่สุดในการทำร้ายจิตใจเธอ”
“พ่อบอกว่าตัวเองเป็นเหยื่อ แล้วทำไมซุนหว่านหรูที่รักพ่อจนจะเป็นจะตายถึงไม่ใช่ล่ะ? พ่อรู้สึกเจ็บปวดเจียนตายเพราะความรักที่ตัวเองมีต่อกู้หลัน อารมณ์ของซุนหว่านหรูในตอนนั้นก็ไม่ต่างอะไรไปจากพ่อเลย”
“บางทีการที่หนูพูดแบบนี้อาจจะพูดด้วยอคติ แต่ถึงยังไงเธอก็เป็นแม่ผู้ให้กำเนิดของหนู หนูอาจจะเอาอารมณ์ส่วนตัวมาปะปนบ้าง ถ้าพ่อไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่หนูพูด งั้นโปรดเข้าใจด้วย”
กู้เจิ้งอันหลุบตาลงต่ำด้วยความรู้สึกผิด “พ่อยอมรับผิด พ่อผิดไปแล้ว เป็นพ่อเองที่ไม่จัดการกับปัญหาทุกอย่างให้ดี”
ตอนนั้นซุนหว่านหรูกล้ามาสารภาพรักเขา เขาเองก็ควรมีความกล้าพอที่จะบอกเธอว่าเขามีคนในใจอยู่แล้ว บางทีซุนหว่านหรูอาจยอมรับความพ่ายแพ้ไป
แต่เขาอ่อนแอเกินไป ไม่กล้าแม้แต่จะแสดงออกให้คนอื่นรับรู้ว่าเขาชอบกู้หลัน
หลังจากแต่งงานแล้ว ซุนหว่านหรูถึงรู้ความจริงทีหลัง เธอเริ่มด่าทอเขาสารพัด หึงหวงไปซะทุกอย่าง ติดตามเขาไปทุกที่ นานวันก็ยิ่งหวาดระแวงมากขึ้นเรื่อย ๆ
จนท้ายที่สุดเขาเลือกใช้วิธีที่เย็นชา ไม่กลับบ้าน หลีกเลี่ยงไม่ยอมเจอหน้า และทอดทิ้งเธอ
ตอนนี้พอมาลองคิดดูแล้ว เขาปฏิบัติต่อผู้หญิงที่รักตัวเองอย่างเลวร้ายที่สุด ไม่แปลกที่เธอจะเจ็บปวดเพราะสถานการณ์บีบบังคับให้กลายเป็นแบบนั้น