เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 - บทที่ 803 การพูดคุยที่น่าประทับใจ
บทที่ 803 การพูดคุยที่น่าประทับใจ
เฉินหย่าจือดึงเดวิดไปข้างหน้า ก่อนจะแนะนำให้พวกเขารู้จักอย่างไม่เห็นแก่ตัว “นี่เดวิดค่ะ สามีของฉันเอง”
“สวัสดีครับ คุณลู่”
เดวิดก้าวไปข้างหน้าอย่างสง่างาม ยื่นมือออกไปจับมือกับลู่เซิ่งหมิน
ลู่เซิ่งหมินรู้สึกสับสนมากเมื่อเห็นเดวิด ความขมขื่นบนใบหน้าหายไปในพริบตา แต่ก็ยังยื่นมือออกไปจับกับเดวิดตามมารยาทสากล
จากนั้นเดวิด ฟางกั๋วผิง และลู่ฮุ่ยฟางก็จับมือกัน พร้อมกับผลัดกันแนะนำตัวเอง
ถ้าเดวิดเป็นผู้ชายธรรมดาทั่วไป พวกเขาอาจจะรู้สึกเสียดายแทนพี่ชายคนโต แต่ออร่าของชายที่อยู่ตรงหน้าพวกเขาแข็งแกร่งเกินไป โดยเฉพาะยิ่งตอนที่เขายืนอยู่เคียงข้างเฉินหย่าจือ ทำให้อดรู้สึกชื่นชมไม่ได้ว่าทั้งสองเป็นเหมือนคู่รักที่เทพสร้างสม
ดังนั้น ลู่ฮุ่ยฟางและคนอื่น ๆ จึงไม่คิดเล็กคิดน้อยอะไรนอกจากชื่นชมเดวิดและเฉินหย่าจือจากใจจริง
หลังจากที่พวกเขาทักทายกันเสร็จแล้ว ลู่ฮ่าวก็เลื่อนเก้าอี้ให้แล้วพูดว่า “เชิญนั่งกันก่อนครับ”
เฉินหย่าจือเลือกนั่งข้างลู่เซิ่งหมิน จากนั้นทั้งคู่ก็รำลึกความหลังต่อกันเหมือนเจอเพื่อนเก่า พูดคุยเรื่องต่าง ๆ มากมาย
เดิมทีลู่เซิ่งหมินรู้สึกไม่สบายใจเพราะเฉินหย่าจือมีเดวิดอยู่ข้าง ๆ แต่เธอกลับพูดคุยเรื่องความหลังกับเขาได้อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นตอนที่พวกเขาได้ทำงานร่วมกันในโรงงาน รวมถึงความทรงจำดี ๆ ระหว่างตอนที่คบกัน ทำให้ลู่เซิ่งหมินค่อย ๆ ผ่อนคลายลง
เขายังเห็นด้วยว่าเดวิดไม่ได้ไม่มีความสุขแต่อย่างใดในขณะที่เฉินหย่าจือพูดเรื่องอดีตของตัวเองกับเขา
จนถึงตอนนี้ ลู่เซิ่งหมินถึงตระหนักได้ว่ามีเพียงคนเดียวที่ไม่เคยปล่อยวางจากอดีตเลย ก็คือตัวเขาเอง
อาจเป็นเพราะการมีอยู่ของเขาไม่ได้สร้างภัยคุกคามให้กับเดวิด ดังนั้นเดวิดจึงแสดงความเป็นมิตรกับเขาฉันเพื่อน
เขารู้สึกว่าตัวเองโชคดีมากแล้วที่ได้พบเฉินหย่าจืออีกครั้งในชีวิตนี้ นอกเหนือจากเจอหน้าก็ไม่ควรคาดหวังอะไรอีก พูดตามตรง เมื่อเห็นเดวิดปรากฏตัว ความคิดที่ไม่เหมาะสมในจิตใจก็เลือนหายไปจนหมด
เขาและเฉินหย่าจือเปรียบเสมือนคนหนึ่งลอยอยู่บนท้องฟ้า ส่วนอีกคนอยู่บนพื้นโลก เดวิดต่างหากคือคนที่สมควรยืนอยู่เคียงข้างเธออย่างแท้จริง
เมื่อคิดได้แบบนี้ ลู่เซิ่งหมินก็โล่งใจอย่างยิ่ง
บรรยากาศหลังจากนั้นผ่อนคลายและเป็นกันเองมากขึ้น
ถึงยังไงเขาก็เป็นครู เวลาปกติเขามักจะนั่งอ่านหนังสืออยู่ที่บ้าน ทำตัวเป็นปัญญาชนตลอดเวลา แม้กระทั่งตอนอยู่ที่บ้านเกิดเขายังไม่ค่อยมีเพื่อนสนิทมากนัก เพราะเขาค่อนข้างจะเป็นคนเก็บตัว หมกมุ่นอยู่กับตัวเองมากกว่า แต่ตอนนี้เขากลับยอมเปิดใจพูดคุยกับคนอื่น ๆ สิ่งนี้ทำให้ลู่ฮ่าวและกู้หนานรู้สึกประหลาดใจ
ภาษาจีนกลางของลู่เซิ่งหมินได้มาตรฐานตามแบบของคนมีการศึกษา ดังนั้นจึงไม่มีปัญหาในการสื่อสารกับเดวิด นอกจากนี้เขายังเป็นฝ่ายเปิดหัวข้อสนทนาต่าง ๆ กับเดวิดและเฉินหย่าจืออีกด้วย
ในเวลานี้ ลู่ฮ่าวมองไปที่พ่อ รู้สึกว่าอีกฝ่ายกลับมาเปล่งประกายด้วยไฟฝันอีกครั้ง
ดวงตาของลู่ฮ่าวอดไม่ได้ที่จะอ่อนแสงลง นี่แหละคือพ่อตัวจริง!
พ่อเอาแต่อุดอู้อยู่ในหมู่บ้านบนภูเขาเล็ก ๆ มาเป็นเวลาหลายปี ไม่มีใครที่ยอมรับฟังเสียง หรือเข้าใจความเจ็บปวดภายในใจของเขาได้
ที่ผ่านมาสำหรับเขาแล้วมันยากแค่ไหนกัน
ถ้าพ่อและแม่ไม่ถูกแยกจากกันตั้งแต่ตนยังเด็ก ทั้งสองคนคงยังใช้ชีวิตครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ ตัวเขาก็คงจะเป็นเด็กที่ประสบความสำเร็จ
หัวใจของลู่ฮ่าวเต็มไปด้วยความสับสน อารมณ์ของเขาซับซ้อนมาก
ผู้เฒ่าลู่เห็นว่าลูกชายและเดวิดพูดคุยกันอย่างมีความสุข ชายชราก็ยิ้มด้วยความโล่งใจ
รับรู้ว่าปมในใจลูกชายเขาได้รับการคลี่คลายแล้ว
อาหารมื้อนี้เป็นไปอย่างสนุกสนาน ลู่เซิ่งหมินและเฉินหย่าจือเป็นเหมือนเพื่อนเก่าที่ไม่ได้เจอกันมานานหลายปี เมื่อทานอาหารเสร็จ พวกเขาก็ยังไม่หนำใจ เหมือนยังมีเรื่องให้สนทนากันอีกมาก
เมื่อเดวิดออกมาจากห้องอาหารหลังอาหารเย็น เขาก็มองดูคนทั้งหมดและเชื้อเชิญพวกเขาอย่างจริงใจ
“คุณลู่ คุณฟาง คุณผู้หญิงลู่ ไหน ๆ พวกคุณก็อยู่ที่นี่แล้ว ถ้ายังไม่รีบกลับ พวกเรายินดีมากถ้าพวกคุณจะแวะมาเยี่ยมพวกเราที่บ้านนะครับ”
ลู่เซิ่งหมินตอบกลับว่า “ขอบคุณคุณเดวิดมากนะครับ แต่หลังจากร่วมงานฉลองร้อยวันของหลานแล้ว พวกเราคงเดินทางกลับบ้านเกิดกันเลย”
ลู่ฮ่าวและกู้หนานอุ้มลูกสาวกลับบ้านพร้อมกับเฉินหย่าจือและเดวิด ในขณะที่คนอื่น ๆ เดินขึ้นไปพักในโรงแรมตามเดิม
จิตใจของลู่เซิ่งหมินดีกว่าก่อนหน้านี้อย่างเห็นได้ชัด อารมณ์ก็สดใสขึ้นเช่นเดียวกัน
เขากลับไปที่ห้องนอนของตัวเอง ใช้เวลาเพื่อค่อย ๆ ทบทวนและจำแนกย่อยถึงทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้
ลู่ฮุ่ยฟางปิดประตูห้องพักในโรงแรม มองดูผู้เฒ่าลู่แล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า
“พ่อคะ ดูสิว่าพี่ใหญ่เปลี่ยนไปขนาดไหน ตอนแรกหนูกังวลแทบตายว่าบรรยากาศจะอึดอัดเมื่อเขาเจอกับคุณเดวิด ไม่คาดคิดว่าพวกเขาจะเข้ากันได้ขนาดนี้ พี่ใหญ่เก็บความรู้สึกเก่งจริง ๆ”
ฟางกั๋วผิงพูดเสริม “พี่เขยเป็นคนมีการศึกษาอยู่แล้ว แต่ในเวลาปกติเขาไม่มีโอกาสแสดงความสามารถต่างหาก คุณคิดว่าเราได้ประโยชน์อะไรจากวันนี้บ้าง? คนเราจำเป็นต้องได้รับการศึกษายังไงล่ะ”
หลังจากที่ฟางกั๋วผิงพูดจบ เขาก็มองดูลูก ๆ ทั้งสองคน จากนั้นสั่งสอนว่า “ลูกได้ยินแล้วใช่ไหม? จากนี้ไปต้องตั้งใจเรียนให้มากนะ”
ฟางอวี๋ตอบอย่างเชื่อฟัง “เข้าใจแล้วครับพ่อ”
สำหรับเด็กชายอายุสิบเจ็ดปีที่ไม่เคยเดินทางห่างบ้านไปไกลมาก่อนในชีวิต การเดินทางมาเยือนหลันเฉิงในครั้งนี้เต็มไปด้วยความตื่นตาตื่นใจ
เด็กชายผู้เกิดในหมู่บ้านบนภูเขา มีฐานะยากจน เอาทุกอย่างที่ตัวเองได้พบเห็นในสองวันที่ผ่านมาเก็บไปฝัน ที่แท้อาหารที่คนในเมืองกินก็หลากหลายและอร่อยอย่างนี้นี่เอง ที่แท้ห้องพักในโรงแรมที่คนรวยอาศัยอยู่ในชีวิตประจำวันก็อลังการแบบนี้ หรูหรายิ่งกว่าที่เขาเคยเห็นในทีวี
เด็กหนุ่มแอบสาบานกับตัวเองในใจว่าจะตั้งใจเรียนให้มาก เพื่อออกจากชนบทให้ได้…
หลังจากที่ลู่ฮ่าวและคนอื่น ๆ กลับถึงบ้าน ครอบครัวก็นั่งอยู่ในห้องนั่งเล่น อารมณ์ของเฉินหย่าจือดูเอ่อล้นและสับสน
เฉินหย่าจือถอนหายใจ พูดกับลู่ฮ่าวต่อหน้าเดวิด “เสี่ยวฮ่าว วันนี้แม่มีความสุขมากจริง ๆ ไม่เคยคิดเลยว่าจะได้เจอพ่อของลูกอีกในชั่วชีวิตนี้ ความคับข้องใจทั้งหมดที่ติดค้างอยู่ในใจแม่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา หายไปหมดแล้ว”
ลู่ฮ่าวมองแม่ของตน พลางพูดเบา ๆ “ผมเห็นแล้วครับ พ่อผมเองก็มีความสุขมากเหมือนกัน พวกพ่อแม่เลิกรากันมาเกือบสามสิบปีแล้ว ต้องขอบคุณโชคชะตาที่ทำให้ได้กลับมาพบเจอกันอีก”
“แม่ว่าแม่ไม่ควรขอบคุณโชคชะตา แต่ควรขอบคุณพวกเขามากกว่า ญาติ ๆ ที่ใจดีและเรียบง่ายของลูกอุตส่าห์เลี้ยงดูลูกมาอย่างดี ทำให้แม่มีโอกาสได้เจอหน้าลูกอีกครั้ง”
“คนที่ควรจะตอบแทนมากที่สุดคือคุณปู่และอาหญิงของลูก แม่ซาบซึ้งในบุญคุณของพวกเขามากจริง ๆ ที่เลี้ยงดูลูกให้เติบโตมาอย่างดี”
สำหรับลู่เซิ่งหมิน เฉินหย่าจือรู้ว่าเขาแต่งงานใหม่โดยไม่สมัครใจ ทั้งยังต้องเลี้ยงดูลูกติดของภรรยา ลู่ฮ่าวจึงได้รับการเลี้ยงดูจากผู้เฒ่าลู่เป็นส่วนใหญ่
เฉินหย่าจือไม่ได้ตำหนิลู่เซิ่งหมินสำหรับเรื่องนี้ เธอเข้าใจว่าการใช้ชีวิตในชนบทมีทางเลือกที่จำกัด ผู้คนมักเลือกที่รักมักที่ชัง ไม่มีทางที่เขาจะตักน้ำใส่ถ้วยให้เท่ากัน*[1]ได้
ลู่ฮ่าวเติบโตขึ้นเพราะปู่ ชายชราแยกเขาออกมาจากครอบครัวของพ่อกับแม่เลี้ยง ทั้งยังคอยสั่งสอนเขาในระดับหนึ่ง
เมื่อได้ยินว่าผู้เป็นแม่เอาแต่พูดถึงพ่อและญาติ ๆ ลู่ฮ่าวก็ยิ้มและหันไปพูดติดตลกกับเดวิด “พ่อครับ พ่อเริ่มหึงแล้วหรือยัง?”
“พ่อรู้สึกประทับใจมากกว่า” เดวิดออกความเห็น
“พ่อรับรู้ความเสียใจและความเจ็บปวดที่เป็นปมในใจของแม่ลูกมานานหลายปี แม่คิดว่าลูกชายตายตั้งแต่ยังเป็นทารก ทำให้ไม่สามารถปล่อยวางเรื่องในอดีตได้ อีกเหตุผลคือแม่ของลูกกลัวว่าตนอาจใช้ชีวิตที่เหลือแบบจมอยู่กับความเจ็บปวดเช่นเดียวกับตัวเอง”
“โชคดีที่ลูกชายของแม่ยังมีชีวิตอยู่ แม้ว่าคุณลู่จะจมอยู่กับความเจ็บปวด แต่เขาก็ยังมีชีวิตและสุขภาพร่างกายที่ดี แม่ของลูกก็ไม่ต้องรู้สึกผิดแล้ว พ่อยินดีกับแม่จากใจจริง จากนี้ไปในใจแม่จะได้มีแค่พ่อเท่านั้น”
เดวิดมองไปที่เฉินหย่าจือ พูดหยอกเย้าด้วยน้ำเสียงซุกซน
[1] ตักน้ำใส่ถ้วยให้เท่ากัน หมายความว่า ชอบใครรักใครก็ปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน ไม่เอียนเอนไปด้านใดด้านหนึ่ง