เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 - บทที่ 802 เฉินหย่าจือและลู่เซิ่งหมินพบกันอีกครั้ง
- Home
- All Mangas
- เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90
- บทที่ 802 เฉินหย่าจือและลู่เซิ่งหมินพบกันอีกครั้ง
บทที่ 802 เฉินหย่าจือและลู่เซิ่งหมินพบกันอีกครั้ง
ลู่ฮ่าวมองไปที่บรรดาผู้ใหญ่ที่กำลังหยอกล้อกับลูกน้อย “พ่อ อาครับ ผมมีอะไรจะบอก พอดีแม่กับพ่อเลี้ยงของผมอยากนัดเลี้ยงอาหารทุกคนน่ะ”
ทันทีที่ลู่ฮ่าวพูดจบ ผู้ใหญ่ทั้งหลายที่กำลังเล่นกับเด็กอยู่ก็หยุดชะงักทันที
การแสดงออกของลู่เซิ่งหมินนั้นไม่เป็นธรรมชาติยิ่งกว่าใคร ๆ
หัวใจเขาสับสนวุ่นวาย
ลู่ฮุ่ยฟางไม่คาดคิดมาก่อนเหมือนกันว่าจู่ ๆ แม่ของลู่ฮ่าวจะมีน้ำใจถึงขั้นเชิญพวกเขาให้ไปรับประทานอาหารร่วมกัน
“เสี่ยวฮ่าว หลานว่าอะไรนะ? แม่ของหลานกับเดวิดจะเชิญพวกเขาไปเลี้ยงอาหารมื้อเย็นหรือ? เมื่อไหร่ล่ะ?” ผู้เฒ่าลู่ถามชายหนุ่ม
ลู่ฮ่าวตอบว่า “เที่ยงนี้ครับ หนานหน่านกับผมพาลูกมาเจอทุกคนล่วงหน้า พวกแม่น่าจะมาถึงที่นี่ประมาณเที่ยงตรง เพื่อกินข้าวในภัตตาคารของโรงแรมหลันเฉิงเลยน่ะ”
เมื่อได้ยินว่าตัวเองจะได้ร่วมโต๊ะอาหารกับแม่ของลู่ฮ่าว ลู่ฮุ่ยฟางก็เริ่มเป็นกังวลเช่นเดียวกัน “เสี่ยวฮ่าว ทำไมแม่เธอถึงสุภาพกับพวกเราขนาดนี้ล่ะ?”
“เธอบอกว่าหายากกว่าทุกคนจะมาถึงที่นี่ทั้งที เลยถือโอกาสมากินข้าวด้วยกันครับ”
ผู้เฒ่าลู่มองดูลูกหลานที่ยังคงเคอะเขิน “อย่ากังวลไปเลย หย่าจือเป็นคนดีมาก ถึงจะเป็นนักธุรกิจใหญ่ แต่ก็เป็นกันเอง เข้ากับตาแก่ไม่รู้ประสาอย่างฉันได้เป็นอย่างดี เดวิดก็เป็นนักธุรกิจที่ใจกว้าง ไม่เคยแสดงท่าทีถือตัวเลย”
เมื่อคืนผู้เฒ่าลู่อ้างว่าเขาจะนอนคุยกับเสี่ยวอวี๋ แต่จริง ๆ แล้วเขามานอนพักอยู่ในห้องเดียวกันกับลู่เซิ่งหมินและใช้เวลาตลอดทั้งคืนเพื่อให้ความกระจ่างแก่ลูกชายผู้โง่เขลาคนนี้ เพื่อเตือนไม่ให้อีกฝ่ายแสดงกิริยาหยาบคายเกินไปเมื่อได้เจอหน้าเฉินหย่าจือ
ตอนนี้เฉินหย่าจือแต่งงานกับเดวิดแล้ว พวกเขาไม่ใช่สามีภรรยากันอีกต่อไป ต้องขอบคุณลูกชายอย่างลู่ฮ่าวที่ทำให้ทั้งสองมีโอกาสพบกันอีกครั้ง ผู้เฒ่าลู่รู้ดีว่าลูกชายของตนไม่เคยลบเลือนความรู้สึกของตัวเองที่มีต่อเฉินหย่าจือมานานหลายปี ยิ่งตอนนี้หลังจากหย่าขาดกับสวี่อวี้ฉิน ทำให้อดกลัวไม่ได้ว่าเขาอาจมีความคิดแปลก จนสร้างความลำบากใจให้อีกฝ่ายโดยไม่จำเป็น
ลู่ฮ่าวและกู้หนานสังเกตสีหน้าของผู้เป็นพ่อ และเห็นว่าสีหน้าของเขาเปลี่ยนไปเมื่อได้ยินว่าแม่อยากจะเลี้ยงอาหาร แต่แล้วก็เปลี่ยนสีหน้ากลับมาสงบราบเรียบดังเดิม และยิ้มแย้มแทบจะในทันที หันกลับไปเล่นกับหลานอีกครั้ง
ลู่ฮ่าวและกู้หนานรู้สึกโล่งใจเมื่อเห็นแบบนั้น
หลังจากนั้นไม่นาน ลู่เซิ่งหมินก็ขอตัวกลับไปที่ห้องนอน มองดูตัวเองในกระจก โกนหนวดเคราเป็นรอบที่สอง หวีจัดแต่งทรงผม สวมเสื้อผ้าตัวใหม่เพื่อทำให้ตัวเองดูมีสง่าราศีมากขึ้น
พ่อพูดถูก เขากับเฉินหย่าจือเดินในเส้นทางที่แตกต่างกันแล้ว ตอนนี้พวกเขาควรพบหน้ากันในสถานะเพื่อน
ลู่ฮ่าวจองห้องอาหารส่วนตัวของภัตตาคารในโรงแรมหลันเฉิงไว้ เมื่อใกล้ถึงเวลานัดหมาย เขาก็พาทุกคนลงไปที่ห้องอาหารส่วนตัวก่อน
สำหรับลู่ฮุ่ยฟางและคนอื่น ๆ การเข้ามาอยู่ในสถานที่หรูหราแบบนี้ยังคงเป็นเรื่องที่น่าอึดอัดใจมาก แต่เมื่อคืนนี้พวกเขาได้รับรู้จากผู้เป็นพ่อว่าแม่และพ่อเลี้ยงของลู่ฮ่าวต่างก็เป็นเจ้าของบริษัทต่างชาติยักษ์ใหญ่ อาศัยอยู่ในบ้านพักหลังใหญ่ในปักกิ่ง และมีบ้านอีกหลังหนึ่งในหลันเฉิง พูดง่าย ๆ คือมันเป็นทรัพย์สินมูลค่าสูงของคนมีฐานะที่พวกเขาจินตนาการไม่ถึง
ไม่ว่าเธอจะเป็นแม่แท้ ๆ ของลู่ฮ่าว พวกเขาก็ยังกลัวการพบปะพูดคุยกับนักธุรกิจใหญ่ระดับนั้นอยู่ดี
ระหว่างรอ บรรยากาศค่อนข้างตึงเครียดเล็กน้อย
ลู่ฮ่าวขอตัวออกไปข้างนอกเพื่อรอต้อนรับแม่
ขณะที่ออกไปรอที่ล็อบบีโรงแรม รถของเดวิดก็ขับมาจอดที่หน้าประตูโรงแรมพอดี ไม่นานนักเขากับเฉินหย่าจือก็เดินเข้ามา ทั้งสองสวมเสื้อคลุมขนสัตว์และผ้าพันคอแบบเดียวกัน เดวิดถือกระเป๋าให้เฉินหย่าจือ แสดงความเป็นสุภาพบุรุษอย่างไม่มีใครเทียบได้
ลู่ฮ่าวมองทั้งสอง แล้วนึกถึงพ่อที่กำลังนั่งรออยู่ในห้องอาหารส่วนตัว อารมณ์ของเขาก็ปั่นป่วนทันที
ตัวเองใจร้ายเกินไปหรือเปล่าที่ตัดสินใจเชิญพ่อให้มาจากบ้านเกิด เพื่อเยี่ยมพวกตนถึงที่นี่?
เมื่อทั้งสองเดินเข้ามาใกล้ ลู่ฮ่าวก็ทักทายด้วยรอยยิ้ม “พ่อ แม่ มาถึงแล้วหรือครับ?”
“เรามาสายเกินไปหรือเปล่า?” เฉินหย่าจือถาม
ลู่ฮ่าวตอบกลับ “ไม่เลยครับ มาก่อนเวลาด้วยซ้ำ”
เดวิดถามลู่ฮ่าว “จองห้องอาหารส่วนตัวไว้แล้วหรือยัง?”
“ทุกอย่างเรียบร้อยแล้วครับ ทุกคนมารอแล้ว”
“ถ้าอย่างนั้นรีบเข้าไปกันเถอะ”
เดวิดและเฉินหย่าจือเดินตามลู่ฮ่าวขึ้นไปชั้นบน เข้าไปในห้องอาหารส่วนตัวที่จองไว้
ทันทีที่ประตูห้องเปิด ลู่เซิ่งหมินก็ผุดลุกขึ้น มือที่ห้อยตกอยู่ข้าง ๆ สั่นเทาเล็กน้อย มองตรงไปที่ประตูห้องอาหารด้วยสีหน้าคาดหวัง
วินาทีที่ประตูถูกผลักเข้ามา ชายและหญิงวัยกลางคนเดินเข้ามาพร้อมกับลู่ฮ่าว
ดวงตาของเขาจ้องมองไปยังร่างของผู้หญิงที่คุ้นเคยในความทรงจำแต่กลับดูไม่คุ้นเคยในเวลานี้ เขาจดจำเธอได้อย่างแม่นยำ ดวงตาของเขาเปลี่ยนเป็นแดงก่ำโดยไม่รู้ตัว
ลู่ฮ่าวแนะนำ “คุณปู่ พ่อ อาหญิง อาเขย นี่พ่อเลี้ยงและแม่ของผมเองครับ”
“หย่าจือ…”
ริมฝีปากของลู่เซิ่งหมินสั่นระริกในขณะที่เรียกชื่อเธอ แต่เสียงของเขาแหบแห้ง ราวกับมันไม่ได้เปล่งออกมาจากลำคอด้วยซ้ำ
เฉินหย่าจือเองก็มองตรงไปยังลู่เซิ่งหมินที่ลุกขึ้นยืนเช่นเดียวกัน
แม้ว่าเธอจะบอกเดวิดว่าตัวเองเลิกรู้สึกอะไรกับลู่เซิ่งหมินมานานแล้ว แต่เมื่อได้เจอเขาอีกครั้งในเวลานี้ เธอกลับรู้สึกสะเทือนใจมาก
เธอไม่สนใจทักทายคนอื่น รีบเดินไปหาเขาอย่างรวดเร็ว
“เซิ่งหมิน” เฉินหย่าจือมองเขา น้ำตาไหลอาบหน้า เอื้อมมือไปจับมืออีกฝ่ายไว้
ลู่เซิ่งหมินมองไปที่ผู้หญิงตรงหน้า แล้วพูดอย่างตื่นเต้นว่า “หย่าจือ คุณยังจำผมได้จริง ๆ”
เฉินหย่าจือสะอื้นไห้พลางพูดว่า “ต้องจำได้แน่อยู่แล้ว ฉันจะลืมคุณได้ยังไง?”
“คุณแก่ลงไปมากเลย! หลายปีที่ผ่านมาคุณเป็นยังไงบ้าง?”
เมื่อเฉินหย่าจือถามคำถามนี้กับลู่เซิ่งหมิน เขาก็น้ำตาไหล เศร้าจุกอกจนพูดอะไรไม่ออก
เขาเป็นยังไงบ้างน่ะหรือ?
ชีวิตเขาแทบไม่มีอะไรดีเลย
ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเขาอยู่ไปวัน ๆ เหมือนร่างไร้วิญญาณ ถึงแม้จะยังมีชีวิตอยู่ แต่จิตใจกลับเต็มไปด้วยความหดหู่และเจ็บปวด
เฉินหย่าจือมองไปที่ลู่เซิ่งหมิน เธอไม่สามารถสะกดกลั้นอารมณ์ตัวเองไว้ได้อีกต่อไป
เธอร้องไห้และพยายามอธิบาย “ตอนนั้นฉันไม่ได้ทรยศคุณนะ เสี่ยวฮ่าวเล่าเรื่องทุกอย่างในอดีตให้คุณฟังแล้วหรือยัง? ตอนนั้นฉันทำอะไรไม่ได้เลย ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าลูกชายของตัวเองยังมีชีวิตอยู่”
“ผมรู้ ผมรู้แล้ว ผมเข้าใจเรื่องราวทุกอย่างแล้ว” ลู่เซิ่งหมินจับมือเฉินหย่าจือแล้วพยักหน้าซ้ำ ๆ “ผมรู้ ที่ผ่านมาคุณต้องทนทุกข์ทรมานมาก”
“ผมขอโทษ วันนั้นผมควรจะยืนหยัดรอคุณอยู่ที่หน้าประตูบ้าน ผมไม่น่าฟังคำพูดบั่นทอนของพ่อคุณแล้วอุ้มลูกกลับบ้านเลย ผมเสียใจจริง ๆ…”
หลังจากที่ลู่เซิ่งหมินรู้ความจริงแล้ว เขาก็เสียใจมากที่วันนั้นตัวเองตัดสินใจผิดพลาด เสียใจเหลือเกินที่วันนั้นไม่ยอมยืนหยัดอยู่ต่ออีกสักหน่อย ถ้าเขาอุ้มลูกไปอ้อนวอนหน้าบ้านตระกูลเฉินในเวลานั้นนานสองสามวัน บางทีเฉินโหย่วเต๋ออาจจะยอมใจอ่อนก็ได้…
“อย่าพูดถึงเรื่องในอดีตเลย” เฉินหย่าจือไม่ได้กล่าวโทษอะไรเขา เธอเช็ดน้ำตา มองหน้าลู่เซิ่งหมิน
“ฉันต้องขอบคุณคุณและลุงลู่จากใจจริง ที่ก่อนหน้านี้ทุ่มเททำงานอย่างหนักเพื่อเลี้ยงดูเสี่ยวฮ่าว ถ้าฉันไม่ได้ข่าวว่าลูกยังมีชีวิตอยู่ ฉันอาจไม่มีแรงใจจะอยู่บนโลกนี้ต่อแล้วก็ได้”
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ ลู่เซิ่งหมินก็เต็มไปด้วยความรู้สึกผิด จนไม่กล้าสบตากับเฉินหย่าจือ
เฉินหย่าจือมองไปด้านข้าง เห็นผู้หญิงที่แต่งตัวเรียบง่าย สายตาเปี่ยมไปด้วยความอาทรยืนอยู่ข้างเขา จึงถามด้วยรอยยิ้มว่า “นี่ใช่อาของเสี่ยวฮ่าวหรือเปล่าคะ?”
ลู่ฮุ่ยฟางผสานสายตากับเฉินหย่าจือที่จ้องมองมา และรีบแนะนำตัวเอง “ใช่ค่ะ พี่หย่าจือ ฉันลู่ฮุ่ยฟาง อาเล็กของเสี่ยวฮ่าว ส่วนคนนี้คือสามีของฉันค่ะ”
เธอเกือบจะพลั้งปากเรียกอีกฝ่ายว่าพี่สะใภ้ ทว่าเมื่อเธอเห็นชายผู้สง่างามและมีกลิ่นอายของนักธุรกิจด้านหลังเฉินหย่าจือ เธอก็รีบเปลี่ยนคำเรียกเป็นพี่หย่าจือทันที
เฉินหย่าจือมองไปที่ลู่ฮุ่ยฟางด้วยน้ำตาคลอเบ้า ก่อนจะโค้งคำนับเธออย่างจริงใจ “ฮุ่ยฟาง ฉันเองก็ต้องขอบคุณคุณเหมือนกัน ขอบคุณมากนะที่ช่วยดูแลเสี่ยวฮ่าวเป็นอย่างดี เขาเล่าให้ฉันฟังตลอดว่าคุณรักเขาเหมือนลูกแท้ ๆ ขอบคุณมากจริง ๆ ค่ะ!”
ลู่ฮุ่ยฟางตอบรับอย่างเร่งรีบ “อย่าพูดอย่างนั้นเลยค่ะ เขาเป็นหลานชายของฉัน ควรได้รับการดูแลจากอาอย่างฉันเป็นอย่างดีอยู่แล้ว อีกอย่าง ตอนนี้เป็นครอบครัวเรามากกว่าที่ต้องขอบคุณเขาที่ดูแลเรา”
เฉินหย่าจือคุยกับพวกเขาต่ออีกสองสามคำ จากนั้นก็ดึงเดวิดที่ยืนอยู่ข้างหลังให้ก้าวมายืนเคียงข้าง “เดวิด มานี่เร็ว”