เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 - บทที่ 799 อยากเจอเพื่อนเก่า
บทที่ 799 อยากเจอเพื่อนเก่า
กู้หนานสังเกตเห็นสีหน้าของพ่อสามี เธอก็ยิ้มก่อนจะอธิบายเพิ่มเติม “แม่สามีฉันต้องอยู่บ้านเพื่อคอยดูแลลูกแทนฉันเลยมาต้อนรับไม่ได้ แต่ฝากให้เราออกมาต้อนรับพวกคุณเป็นพิเศษเลยนะคะ”
เธอคาดเดาได้ว่าอารมณ์ของลู่เซิ่งหมินต้องเต็มไปด้วยความซับซ้อนและไม่สบายใจแน่ จึงต้องการให้ลู่เซิ่งหมินรู้ว่าเฉินหย่าจือเองก็รู้ว่าเขามาถึงที่นี่แล้ว
“เอาละ พวกเราไปกินข้าวกันก่อนดีกว่า”
ลู่ฮ่าวพาทุกคนขึ้นรถประจำทาง มาลงที่ป้ายรถเมล์ใกล้กับโรงแรมหลันเฉิง
จากนั้นก็พาพวกเขาไปทานอาหารมื้อกลางวันที่ร้านอาหารใกล้ ๆ
ฟางอวี๋และฟางฉิงเริ่มมองไปรอบ ๆ ด้วยความตื่นตาตื่นใจขณะอยู่บนรถ พวกเขามองไปที่อาคารสูงหลายชั้นนอกหน้าต่าง ถามกู้หนานเกี่ยวกับเรื่องนี้และเรื่องนั้นมากมาย ซึ่งกู้หนานก็ตอบคำถามต่าง ๆ ของพวกเขา
“ไว้พรุ่งนี้ฉันจะพาพวกเธอออกไปเที่ยวเล่นนะ”
หลังจากลงจากรถประจำทางที่ป้ายรถเมล์ แล้วเข้าไปในร้านอาหารเรียบร้อย ลู่ฮุ่ยฟางถามด้วยความสับสน “พ่อ แล้วบ้านที่พ่ออยู่อยู่แถวไหนหรือ? ทำไมถึงพาพวกเรามากินข้าวที่ร้านอาหารล่ะ?”
สำหรับคนในชนบทแล้ว ไม่ว่าจะไปที่ไหน ปฏิกิริยาแรกที่ทำคือมองหาบ้าน
ผู้เฒ่าลู่อธิบาย “บ้านที่เราอาศัยอยู่ค่อนข้างไกล ไม่ใช่แถวนี้หรอก”
“กินข้าวก่อนเถอะแล้วค่อยคุยกัน”
ลู่ฮ่าวและกู้หนานสั่งอาหารมามากมายในคราวเดียว
ฟางกั๋วผิงกังวล “ทำไมต้องสั่งกับข้าวมากมายขนาดนั้นด้วย? ที่นี่ไม่มีบะหมี่หรือ? พวกเรากินบะหมี่กันคนละชามก็อยู่ท้องแล้ว”
เมนูแต่ละอย่างในร้านอาหารกลางเมืองไม่ใช่ถูก ๆ เลย
เขาเคยจนมาก่อน แน่นอนว่าไม่กล้าใช้จ่ายเงินอย่างสุรุ่ยสุร่าย
ลู่ฮ่าวพูดด้วยรอยยิ้ม
“อาเขยครับ ตอนอยู่บ้านพวกคุณกินบะหมี่กันบ่อยจนเบื่อแล้ว วันนี้เปลี่ยนมากินข้าวกับอย่างอื่นบ้างดีกว่า”
ในไม่ช้า บริกรก็เริ่มเสิร์ฟอาหาร กับข้าวจานแล้วจานเล่าทยอยวางเรียง ทำให้ลู่ฮุ่ยฟางรู้สึกเหมือนกระเป๋าสตางค์ตัวเองจะฉีก
“มา กินข้าวกันเถอะ”
ลู่ฮ่าวและกู้หนานเริ่มตักอาหารกันแล้ว ส่วนคนอื่น ๆ ยังลังเลที่จะขยับตะเกียบ
เมื่อเห็นว่าพวกเขาทุกคนรู้สึกประหม่า ผู้เฒ่าลู่ทนมองไม่ได้จึงออกคำสั่ง “เสี่ยวฮ่าวอุตส่าห์สั่งมาทั้งที รีบกินกันเร็วเข้า อย่าให้เสียของ”
ทันทีที่ผู้เฒ่าลู่พูดออกมาแบบนั้น ทุกคนก็ยอมกินแต่โดยดี
เพียงแต่ฟางกั๋วผิงและคนอื่น ๆ คุ้นเคยกับการใช้ชีวิตประจำวันอย่างประหยัด การรับประทานอาหารเลิศรสราคาแพงแบบนี้จึงเป็นโอกาสที่หาได้ยาก ตะเกียบก็พลอยคีบไม่มั่นคงไปด้วย
ลู่ฮ่าวถามฟางกั๋วผิง
“อาเขยครับ ช่วงนี้ขาเป็นยังไงบ้าง? ยังปวดตรงไหนอยู่หรือเปล่า?”
ฟางกั๋วผิงตอบ “ตั้งแต่หิมะตกและอากาศเริ่มเย็นลง ก็มีเจ็บขาแปล๊บ ๆ ขึ้นมาบ้าง ถ้าสภาพอากาศปกติก็สบายดีอยู่หรอก เพียงแต่ลงน้ำหนักมากไม่ได้”
กู้หนานแนะนำ “ไหน ๆ อาเขยก็ได้เข้ามาในเมืองทั้งที ถ้าอย่างนั้นก็ไปโรงพยาบาลเพื่อเอกซเรย์ดูสักหน่อยสิคะ เข้ารับการตรวจจากผู้อำนวยการเย่ จะได้ดูว่ากระดูกยุบเข้าที่แล้วหรือยัง”
ลู่ฮ่าวพยักหน้า “ใช่ครับ ไปโรงพยาบาลกันดีกว่า ผู้อำนวยการเย่บ่นคิดถึงอาเขยอยู่บ่อย ๆ คงอยากตรวจดูอาการของอามาก เขายังบอกด้วยว่าถ้าอาเขยหายป่วยเพราะรับการรักษาทางแพทย์แผนจีนจริง ๆ จะทำเรื่องตีพิมพ์บทความให้เคสของอาเป็นกรณีศึกษาเลย”
“ถ้าอย่างนั้นไปตรวจดูหน่อยก็ดี ให้คุณหมอใหญ่ในเมืองเห็นว่าทักษะทางการแพทย์ของหนานหน่านของเราน่าทึ่งแค่ไหน ฉันไม่จำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัดด้วยซ้ำ”
พอฟางกั๋วผิงพูดถึงทักษะทางการแพทย์ของกู้หนาน ใบหน้าของเขาก็เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ
กู้หนานตักข้าวเข้าปากแล้วพูดด้วยรอยยิ้ม “คุณอา อย่ามองโลกในแง่ดีจนเกินไปเลยค่ะ ต่อให้ครั้งนี้อายังไม่จำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัด แต่ถ้าอาแก่ตัวลงแล้วอาจหลีกเลี่ยงการผ่าตัดไม่ได้อีก การรักษาทางคลินิกทำได้แค่ช่วยชะลออาการให้ไม่กำเริบปีต่อปี”
ฟางกั๋วผิงพูดอย่างไม่ใส่ใจ “แค่ชะลอเวลาออกไปได้ก็ดีแค่ไหนแล้ว ทำไมต้องสนใจด้วยว่าอีกหน่อยแก่ตัวลงแล้วร่างกายจะเป็นยังไง?”
ตราบใดที่เขาสามารถบรรเทาความกังวลของภรรยาในเวลานี้ได้ อีกทั้งเขาสามารถออกไปทำงาน หาเงินส่งเสียลูก ๆ ทั้งสองให้เข้าเรียนวิทยาลัยได้มันก็เกินพอแล้ว
“อาเขยคะ ต่อให้ไม่กังวลในระยะยาว ก็ควรกังวลเกี่ยวกับอนาคตอันใกล้ไว้ก่อน อย่างน้อยมองภาพรวมในอนาคตเผื่อไว้ก็ดีกว่า ต้องลดน้ำหนักให้น้อยลงด้วยค่ะ”
หลังจากได้ยินคำพูดของกู้หนาน ฟางกั๋วผิงก็ยิ้มพร้อมกับพยักหน้า “รู้แล้ว ทุกวันนี้ฉันก็ไม่ค่อยได้เดินเท่าไหร่หรอก”
“พ่อ กินเยอะ ๆ นะครับ”
ฟางกั๋วผิง ลู่ฮุ่ยฟาง และลู่ฮ่าวพูดคุยกันเรื่องนั้นเรื่องนี้อย่างเป็นธรรมชาติ ลู่เซิ่งหมินจึงเป็นคนเดียวที่นั่งก้มหน้าก้มตากินอาหารเงียบ ๆ ไม่มีส่วนร่วมกับการสนทนาแต่อย่างใด อีกทั้งระหว่างมื้ออาหารเขาก็ทำสีหน้ากังวลและว่อกแว่กตลอดเวลา
จนกระทั่งลู่ฮ่าวคีบอาหารลงในชามให้เขา ถึงได้รู้สึกตัว ก่อนจะพูดว่าขอบคุณ
ผู้เฒ่าลู่มองดูลูกชายจอมน่าเบื่อของตัวเอง ในที่สุดเขาก็มีโอกาสได้สานสัมพันธ์กับลูกแล้วแท้ ๆ แต่เจ้านี่กลับไม่ยอมปริปากพูดอะไรสักคำ ทำให้ผู้เป็นพ่ออดกังวลไม่ได้ ต้องเป็นฝ่ายถามเขาว่า
“เซิ่งหมิน ตึกหลังใหม่ของเราไปถึงไหนแล้วล่ะ? ลูก ๆ จะพาหลานกลับไปในช่วงปีใหม่ที่จะถึงนี้ บ้านพร้อมเข้าอยู่แล้วหรือยัง?
เมื่อได้ยินแบบนั้น ลู่เซิ่งหมินรีบตอบว่า “ผมสั่งอิฐมาปูพื้นหญ้าด้านนอกแล้วครับ ในบ้านไม่หนาวมาก แต่ชั้นบนยังไม่ได้ตกแต่ง ถ้าเสี่ยวฮ่าวและคนอื่น ๆ กลับไปอยู่จริง ๆ พวกเขาสามารถนอนบนเตียงเตาชั้นล่างไปก่อนได้ รอจนถึงฤดูใบไม้ผลิปีหน้า หลังจากปรับปรุงบ้านชั้นบนเรียบร้อยแล้วก็พร้อมเข้าอยู่อาศัย”
ลู่ฮ่าวพูดว่า “พ่อครับ ช่วงนี้อากาศข้างนอกหนาวมาก อย่ากังวลเรื่องสนามหญ้านอกบ้านเลยครับ ไว้เราค่อยปรับปรุงสถานที่กันในปีหน้าก็ได้ เราคงกลับไปที่นั่นไม่บ่อยนัก คราวนี้พวกเรานอนบนเตียงอุ่น ๆ กันไปก่อนได้ เราอยู่ที่นั่นแค่สองวันเอง”
“ต่อให้จะกลับไปอยู่แค่ไม่กี่วัน พวกลูกก็ควรได้อยู่อย่างสบายใจสบายกายในสภาพที่ดีที่สุด อุตส่าห์ใช้เงินไปมากมายเพื่อสร้างมันขึ้นมา ถ้าปล่อยไว้ไม่ดูแลก็ไม่มีประโยชน์”
ลู่ฮุ่ยฟางยิ้มพลางพูดเสริม “เสี่ยวฮ่าว พ่อเธอจ้างคนงานจากในหมู่บ้านมาปรับปรุงบ้านหลังวันหยุดฤดูหนาวจนคืบหน้าไปมากเลยนะ ตอนนี้บ้านสวยมากเชียวละ”
“จริงหรือครับ? ถ้างั้นพวกเราตั้งตารอวันกลับไปดูเลยละ”
“ตอนนี้กินข้าวกันก่อนดีกว่า”
หลังจากทานอาหารเสร็จและออกมาจากร้านอาหารแล้ว ลู่ฮ่าวก็พาพวกเขาไปที่โรงแรมหลันเฉิง
โรงแรมหลันเฉิงตั้งอยู่ตรงข้ามร้านอาหารในแนวทแยง ข้ามถนนไปแค่ไม่กี่ก้าวเท่านั้น
เขาชี้ไปที่ป้ายอันสะดุดตาบนตึกสูงตระหง่านข้างหน้า แล้วพูดว่า
“คืนนี้ทุกคนจะเข้าพักที่โรงแรมหลันเฉิง งานเลี้ยงฉลองครบร้อยวันของถงถงก็จัดที่ชั้นล่างของโรงแรมแห่งนี้เหมือนกันครับ อยู่ที่นี่ทุกคนจะสะดวกกว่า ไม่ต้องเดินทางกลับไปกลับมา”
หลังจากได้ยินคำพูดของลู่ฮ่าวแล้ว ลู่ฮุ่ยฟางก็เงยหน้าขึ้นมองอาคารสูงตระหง่าน รู้สึกตกตะลึงอย่างบอกไม่ถูก ฟางกั๋วผิงชี้ไปที่อาคารตรงหน้าเขา นิ้วของเขาสั่นเทา “เสี่ยวฮ่าว เธอว่าไงนะ? เธอจองโรงแรมนี้ให้พวกเราหรือ?
ลู่ฮ่าวพยักหน้า “ครับ พวกอาพักที่โรงแรมนี้”
“โรงแรมหรู ๆ แบบนี้ราคาห้องคืนละเท่าไหร่กันเนี่ย? พวกเรามีกันตั้งห้าคนเชียวนะ”
ลู่เซิ่งหมินถาม
“พ่อได้ยินปู่ของลูกบอกว่าอาคารชุดที่โรงพยาบาลจัดสรรให้ก่อนหน้านี้ยังว่างอยู่ พวกเราไปอยู่ที่นั่นแทนไม่ได้หรือ? ไม่เห็นต้องจ่ายเงินเพิ่มเลย”
ลู่ฮ่าวอธิบายว่า “พ่อครับ ที่นั่นไม่มีใครเข้าไปอยู่มานานแล้ว ข้างในหนาวเกินไป แถมยังอยู่ไกลจากที่นี่ เราเข้าพักที่โรงแรมกันดีกว่า ถึงยังไงโรงแรมก็สะดวกและอบอุ่นกว่ามาก”
ฟางกั๋วผิงไม่ยอม “ถ้าอย่างนั้นก็หาโรงแรมเล็ก ๆ ให้พวกเราก็ได้ พวกเราชาวนาจะอยู่ในที่หรูหราแบบนี้ได้ยังไงกัน? นี่มันที่พักที่เถ้าแก่กับข้าราชการชั้นสูงเขาอยู่กัน”
ลู่ฮุ่ยฟางแสดงความเห็นอย่างเร่งรีบ “ใช่ เราไปพักในโรงแรมเล็ก ๆ ก็ได้”
ลู่ฮ่าวรู้สึกไม่สบายใจที่เห็นพวกเขาไม่ยอมพักในโรงแรมท่าเดียว
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเขาคิดถึงฉินเฟิงที่มาบ่นกับตนเมื่อหลายวันก่อน เขาบอกว่าเขาเหนื่อยทั้งกายและใจเพราะญาติ ๆ ทั้งหลายที่มาจากชนบทเรียกร้องจะอยู่แต่โรงแรมหรู ๆ พอมองย้อนกลับมาที่ญาติของตัวเอง ก็รู้สึกดีขึ้นมาเล็กน้อย
เขาพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ถึงยังไงพวกอาก็มาถึงหลันเฉิงแล้ว ไม่ว่ายังไงก็ต้องอยู่ที่นี่! เราจองห้องไว้ให้ทุกคนตั้งนานแล้ว ตอนนี้ต่อให้พวกอาจะปฏิเสธไม่เข้าไปพัก เงินค่าห้องก็ใช่ว่าจะได้คืนหรอกนะครับ”
“ทำไมพวกเขาถึงไม่ยอมคืนเงินล่ะในเมื่อเราไม่ได้เข้าพัก? คนในเมืองใจดำกันขนาดนั้นเลยหรือ?” ฟางกั๋วผิงไม่เข้าใจเลย เขาพยายามจะหาเหตุผลทั้งหมดมาโต้แย้งให้ได้
กู้หนานยิ้มพร้อมอธิบายว่า “มันเป็นเรื่องของธุรกิจน่ะค่ะ ต่อให้เราจะไม่ได้อยู่ในห้องที่เราจองไว้ แต่ก็ถูกตีเป็นจองไปแล้ว ไม่สามารถขอเงินคืนได้ ฉะนั้นอย่ากังวลกับปัญหานี้เลยค่ะ พักที่โรงแรมหลันเฉิงตามที่เขาบอกเถอะ”
ทั้งสองพาพวกเขาเดินตรงเข้าไปในโรงแรม
ลู่เซิ่งหมินเดินตามลู่ฮ่าว อดไม่ได้ที่จะถามถึงเฉินหย่าจือ “ตอนนี้ลูกอยู่ที่บ้านของแม่เขาใช่ไหม?”
ลู่ฮ่าวตอบว่า “ครับ ตอนนี้แม่อยู่ที่บ้านกันสองคนกับพ่อเลี้ยง พอแม่ได้ยินว่าพ่อจะมาด้วย เธอก็เป็นคนแนะนำให้พ่อเข้าพักที่โรงแรมหลันเฉิงด้วยตัวเองเลยนะครับ”