เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 - บทที่ 795 รู้สึกผิดกับซุนหว่านหรู
บทที่ 795 รู้สึกผิดกับซุนหว่านหรู
“ตั้งแต่วันที่พ่อของฉันตัดสินใจแต่งงานใหม่ ฉันก็ทำใจเรื่องนี้ไว้แต่แรกแล้ว แถมฉันยังเป็นฝ่ายจับคู่ให้พวกเขาเอง และฉันก็รู้ด้วยว่าไม่ช้าก็เร็ว พ่อของฉันจะต้องมีครอบครัวเป็นของตัวเอง”
“ถ้าฉันอายุน้อยกว่านี้สักสองสามปี หรือไม่มีครอบครัว ไม่มีลูก ฉันอาจจะรู้สึกน้อยใจอย่างที่คุณกังวล แต่ตอนนี้มันต่างออกไป ฉันแต่งงานแล้ว จุดมุ่งหมายสูงสุดคืออยากดูแลครอบครัวของตัวเองให้ดี ครอบครัวญาติ ๆ ฝั่งแม่ก็อยู่ในส่วนของพวกเขา ก่อนหน้านี้พ่อไม่ได้สนับสนุนฉันมาตั้งแต่แรก ในอนาคตฉันก็ไม่ต้องการความช่วยเหลือจากเขา นับประสาอะไรกับน้องชายของฉันที่เป็นคนสำคัญของครอบครัวเรา อีกหน่อยถ้าเขาแก่ตัวลง ฉันยินดีสนับสนุนเขาเท่าที่ทำได้ ช่วยดูแลน้องชายเท่าที่ไหวอยู่แล้ว แต่ตอนนี้ฉันให้ความสนใจกับคุณและลูกเป็นหลัก”
หลังจากได้ยินคำพูดของกู้หนาน ลู่ฮ่าวก็รู้สึกโล่งใจ
“ที่รัก ดีแล้วที่เธอคิดแบบนั้น”
“รีบไปทำความสะอาดบ้านแล้วพาคุณปู่ออกไปเดินเล่นเถอะค่ะ ขืนเขาอยู่ที่นี่ต่อไปคงไม่สบายใจแย่”
นี่คือเหตุผลว่าทำไมกู้หนานถึงอยากย้ายกลับไปอยู่ที่บ้านของเฉินหย่าจือก่อนกำหนด ส่วนหนึ่งเป็นเพราะช่วงหลัง ๆ มานี้คุณปู่ดูจะอึดอัดกับอะไรบางอย่าง
ลู่ฮ่าวที่ได้ยินก็ยกยิ้มพร้อมพูดว่า “ฉันเดาว่าต่อให้เราย้ายไปอยู่ที่นั่นเขาก็ไม่สบายใจอยู่ดี อาจจะคิดอยากกลับบ้านเกิดอีกครั้งก็ได้”
วันรุ่งขึ้น กู้หนานและลู่ฮ่าวไปที่โรงพยาบาลอีกครั้ง ส่วนกู้หนานเข้าครัวทำซุปให้กู้หลันด้วยตัวเอง จากนั้นก็ห่อใส่กล่องอาหารเก็บความร้อน
เมื่อทั้งสองมาถึงวอร์ด กู้เจิ้งอันนั่งอยู่บนเก้าอี้ข้างเตียง จับมือกู้หลันด้วยความเป็นห่วงเป็นใย โดยมีทารกนอนอยู่ข้าง ๆ ทำให้ภาพตรงหน้าดูอบอุ่นมาก
พอมาหยุดยืนตรงหน้าประตู พวกเขารู้สึกกระดากอายที่ตัวเองเข้ามาทำลายความสุขนี้
กู้หลันเป็นคนแรกที่ได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวดังมาจากทางประตู จึงดึงมือของเธอออกจากกู้เจิ้งอัน แล้วมองไปตามเสียง เมื่อเห็นกู้หนานและลู่ฮ่าวยืนอยู่ที่หน้าประตูห้องพักผู้ป่วยมานานแล้ว เธอก็ยิ้มอย่างเคอะเขิน
“หนานหน่าน เสี่ยวฮ่าว มากันแล้วหรือ? เข้ามาก่อนเร็วเข้า”
“แม่คะ อาการเป็นยังไงบ้าง?” กู้หนานวางกระติกน้ำร้อนไว้บนโต๊ะข้างเตียง แล้วถามด้วยความห่วงใย
กู้หลันตอบกลับ “ดีขึ้นมากแล้ว ในที่สุดวันนี้ฉันก็รู้สึกดีขึ้น มีแรงมากกว่าเมื่อวาน”
“ฉันทำซุปมาฝากแม่ด้วยค่ะ”
“ขอบคุณนะหนานหน่าน”
กู้หลันลุกขึ้นนั่งโดยใช้แขนยันตัวขึ้น
“ไม่ต้องลุกหรอกค่ะ นอนลงเถอะ”
กู้หนานมองไปทางหญิงที่ยังหน้าซีดอยู่ พูดอย่างเป็นกังวลว่า “แม่คะ รอบนี้คงเจ็บมากเลยสินะคะ”
“เจ็บนิดหน่อย แต่ผลลัพธ์ที่ได้ก็คุ้มค่า ถึงแม้แม่จะต้องทนทุกข์ทรมาน แต่ในที่สุดเราก็ได้ให้กำเนิดชีวิตใหม่ ได้เห็นว่าเขามีค่ายิ่งกว่าทุกสิ่ง” กู้หลันมองดูเด็กน้อยที่นอนอยู่ข้าง ๆ ด้วยความรัก
“ใช่ค่ะ คุ้มค่ามาก”
กู้เจิ้งอันถาม “แล้วตอนนี้ใครดูแลถงถงล่ะ? ลูกสองคนออกมาเยี่ยมเราแบบนี้เธอไม่ร้องไห้แย่หรือ?”
กู้หนานตอบกลับด้วยรอยยิ้ม “เธอเพิ่งหลับไปหลังจากกินนมค่ะ ตอนนี้คุณปู่กำลังดูแลอยู่ เราว่าจะนั่งคุยกับพวกคุณสักพักแล้วค่อยกลับ”
“จริงสิ พ่อคะ แม่คะ ลู่ฮ่าวกับฉันมีเรื่องอยากจะบอกพวกคุณด้วย”
“เรื่องอะไรหรือ?” กู้เจิ้งอันถามอย่างอารมณ์ดี
กู้หนานเหลือบมองลู่ฮ่าว แล้วพูดว่า
“พวกเราวางแผนว่าจะย้ายกลับไปอยู่ที่บ้านของแม่สามีค่ะ”
เมื่อได้ยินคำพูดของกู้หนาน กู้เจิ้งอันและกู้หลันก็ตกตะลึง มองดูพวกเขาด้วยความสับสน “พวกลูกอยู่ที่นี่ก็ออกจะสุขสบายดี ทำไมจู่ ๆ ถึงอยากย้ายกลับไปอยู่ที่นั่นล่ะ?”
กู้หนานอธิบาย “หลังจากออกจากโรงพยาบาล แม่ยังต้องการพื้นที่และเวลาสำหรับพักฟื้นร่างกาย ต้องการสภาพแวดล้อมที่เงียบสงบ ถ้าเราอาศัยอยู่ในบ้านอีกครอบครัว คนในบ้านก็จะเยอะเกินไป ช่วงนี้ถงถงมักจะร้องไห้เสียงดังบ่อย ๆ อาจรบกวนเวลาพักผ่อนของแม่กับน้องได้ค่ะ”
กู้หลันรีบพยายามเกลี้ยกล่อมให้เธออยู่ต่อ “นั่นไม่ใช่ปัญหาเลยนะ บ้านเรามีตั้งสองชั้น พวกลูกอยู่ชั้นบน เราอยู่ชั้นล่าง จะเป็นการรบกวนได้ยังไง? อีกอย่าง ยิ่งคนในบ้านเยอะก็ยิ่งคึกคัก บ้านเรามีเด็กอ่อนตั้งสองคน พวกผู้ใหญ่จะมีความสุขกันขนาดไหน อยู่ต่อเถอะ ถึงยังไงที่นั่นก็เป็นบ้านของลูกด้วยเหมือนกัน”
ลู่ฮ่าวอธิบายให้พวกเขาฟังว่า “แม่ครับ พ่อครับ จริง ๆ เหตุผลหลักก็คือปู่ของผมไม่ค่อยคุ้นเคยกับการอยู่ที่นั่น พวกเราเลยอยากย้ายกลับไปอยู่บ้านแม่ผม ที่นั่นมีสนามหญ้าเป็นพื้นที่เปิดโล่ง ปู่สามารถออกมาเดินเล่นสูดอากาศได้สะดวก ๆ เขาอยู่ในชนบทมานานจนชินแล้ว ครั้งนี้หลังกลับจากปักกิ่ง เขาก็เบื่อเมืองจะแย่”
กู้หนานไม่รอให้กู้เจิ้งอันพูดขัด ส่งยิ้มให้แล้วพูดต่อว่า “ใช่แล้วค่ะ ก่อนหน้านี้พวกเราเข้าไปทำความสะอาดในบ้านนั้นแล้ว ที่นั่นยังมีอุปกรณ์ทำความร้อนด้วย ถึงเราย้ายออกไปแล้ว แต่จะพยายามพาลูกแวะไปเยี่ยมพวกพ่อกับแม่บ่อย ๆ แม่จะได้ใช้เวลาพักฟื้นอย่างสบายใจไง”
ทั้งคู่สนับสนุนความคิดซึ่งกันและกัน และตัดสินใจในเรื่องนี้อย่างเด็ดขาด
ส่วนกู้เจิ้งอันไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องตอบรับ “งั้นก็ได้”
จากนั้นเขาก็แนะนำลู่ฮ่าวและกู้หนาน
“หนานหน่าน พ่อจำได้ว่าถงถงอายุเกือบครบหนึ่งร้อยวันแล้ว เราควรจัดงานเลี้ยงฉลองร้อยวันให้เด็กตามประเพณีด้วยนะ”
กู้หนานตอบกลับ “ได้ค่ะพ่อ เรากำลังวางแผนว่าจะจัดงานอยู่พอดี แต่ไม่ต้องกังวลนะคะ พ่อดูแลแม่ในช่วงระหว่างที่แม่ต้องอยู่ไฟให้ดีก็พอแล้ว ลู่ฮ่าวกับหนูจะจัดการเรื่องนี้เองค่ะ”
กู้หนานเดินไปอุ้มน้องอยู่พักหนึ่ง หัวของเขากลมเหมือนลูกบอลเล็ก ๆ ใบหน้ายังมีรอยเหี่ยวย่น น้ำหนักไม่มากเท่ากับลูกสาวของเธอตอนแรกคลอด ร่างกายดูบอบบาง มีเส้นผมขึ้นรำไรเท่านั้น น่าจะเป็นผลมาจากการที่กู้หลันเป็นคุณแม่อายุมาก
ลู่ฮ่าวถามกู้เจิ้งอันและคนอื่น ๆ ว่า “แม่ พ่อ พวกคุณตั้งชื่อให้เขาหรือยังครับ?”
กู้เจิ้งอันตอบว่า “ตั้งแล้ว เขาชื่อกู้เหิง ชื่อเล่นของเขาคือเหิงเหิง”
“เหิงเหิง”
กู้หนานอุ้มเขาและหยอกล้อเล่นกับเขาสักพัก จนกระทั่งเด็กชายร้องไห้ด้วยความหิว จึงส่งเขาต่อให้กู้หลัน
เธอพูดกับกู้หลันว่า “แม่คะ อย่าลืมพักผ่อนเยอะ ๆ นะคะ พวกเราขอตัวก่อน ถ้าแม่ออกจากโรงพยาบาลเมื่อไหร่ ฉันกับลู่ฮ่าวจะมารับค่ะ”
“จ้ะ”
กู้เจิ้งอันลุกไปส่งพวกเขาที่หน้าประตู กู้เจิ้งอันมองไปที่ร่างของลูกสาวและลูกเขยที่เดินห่างออกไป ทันใดนั้นอารมณ์ของเขาก็ซับซ้อนยิ่งขึ้น
กู้หลันย้ำกับเขาเมื่อคืนนี้ว่าต่อให้เขาจะมีลูกชาย ก็อย่าเอาแต่มุ่งความสนใจไปที่เขา ควรใส่ใจลูกสาวคนโตให้มากขึ้น ไม่อย่างนั้นเธอจะรู้สึกไม่สบายใจเมื่อต้องเห็นภาพพวกเขาหวานชื่น มีครอบครัวที่สมบูรณ์และอบอุ่น
ถึงอย่างไร ตอนที่เธอยังเด็ก เธอไม่เคยได้รับความรักจากผู้เป็นพ่อเลยสักครั้ง
หลังจากที่กู้หลันเตือนเขาแบบนี้ กู้เจิ้งอันถึงได้ตระหนักว่าตัวเองมัวมีความสุขอยู่กับการได้ลูกชาย จนหลงลืมความรู้สึกของลูกสาวไปซะสนิท
จู่ ๆ เขาก็รู้สึกผิดขึ้นมา เพราะเขารู้ดีว่าตัวเองรักลูกชายแรกเกิดของตนมากแค่ไหน และตัวเขาเอาใจใส่และแสดงความรักต่อกู้หลันยังไงบ้างขณะเธอนอนอยู่บนเตียงผู้ป่วย
ความรู้สึกนี้เป็นสิ่งที่เขาไม่เคยสัมผัสมาก่อนแม้มันจะเคยเกิดขึ้นตั้งแต่ยี่สิบกว่าปีที่แล้ว ในขณะนั้น เมื่อเขาเห็นเด็กทารกที่ซุนหว่านหรูเป็นคนให้กำเนิด แต่เขากลับไม่รู้สึกยินดียินร้ายอะไรเลย แถมยังไม่รู้สึกเห็นอกเห็นใจหรือคำนึงถึงหัวอกของซุนหว่านหรูเลย เขาไม่มีความสุขใด ๆ เมื่อตัวเองได้เป็นพ่อคน
ในเวลานั้น หัวใจของเขาด้านชาไปหมด
หลังจากที่เขารู้ว่ากู้ย่าเจี๋ยไม่ใช่ลูกชายของตัวเอง เขาจึงตีความอาการด้านชาภายในใจที่มีต่อทารกน้อยว่าเป็นเพราะพวกเขาปราศจากความผูกพันทางสายเลือด แต่ก็สามารถหลอกตัวเองได้แค่ช่วงเวลาสั้น ๆ
ในความเป็นจริง เขาแค่ไม่ต้องการที่จะรับผิดชอบ หรือเผชิญกับความจริงอันโหดร้ายที่ว่าตนและซุนหว่านหรูมีพันธะมัดโยงไว้ตลอดชีวิต
ความทรงจำนั้นทำให้หัวใจของเขาเจ็บปวด
เขาทำผิดต่อลูกสาวมากจริง ๆ
อีกทั้งยังอดรู้สึกผิดต่อซุนหว่านหรูไม่ได้
แม้ว่าผู้หญิงคนนั้นจะเป็นคนขี้หวาดระแวง และคลุ้มคลั่งน่ารำคาญ แต่เธอก็อุตส่าห์ให้กำเนิดลูกสาวแก่เขาแม้จะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ยากลำบาก ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นเขาไม่ได้มีความรักต่อเธอเลย เมื่อคิดทบทวนดูแล้ว ก่อนหน้านี้เขาเป็นแค่ผู้ชายคนหนึ่งที่ล้มเหลวและไร้ความรับผิดชอบ
กู้เจิ้งอันลูบใบหน้าของตน พยายามปรับอารมณ์ จากนั้นก็เดินกลับไปที่วอร์ด กู้หลันเรียกให้เขามาสลับอุ้มลูกชาย เขาจึงเอื้อมไปรับเด็กจากมือเธอ ก่อนจะทอดถอนหายใจ