เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 - บทที่ 789 แสดงธาตุแท้
บทที่ 789 แสดงธาตุแท้
กู้ย่าถิงโบกมือปฏิเสธ “ไม่ ไม่ ไม่เลยค่ะ ไม่เกี่ยวอะไรกับคนบ้านนอกเลย ฉันแค่เสนอความคิดเห็นว่าคุณควรยอมรับวัฒนธรรมใหม่ ๆ ให้มากกว่านี้”
ป้าสะใภ้ไม่สามารถโต้แย้งเธอได้ คนอื่น ๆ ก็ไม่มีวี่แววว่าจะช่วยเธอ เธอจึงทำได้เพียงระบายความโกรธลงกับแม่ของฉินเฟิง “น้องสาว ดูลูกสะใภ้ของเธอพูดจาซิ ควรหรือที่จะมาปฏิบัติกับผู้ใหญ่อย่างฉันแบบนี้ ฉันแนะนำในสิ่งที่ถูกต้อง มันผิดตรงไหนกัน?”
อย่างไรก็ตาม แม่ฉินเฟิงรู้จุดประสงค์ในการติติงของอีกฝ่ายดี “พี่สะใภ้ ช่วยหยุดเอาลูกฉันไปเปรียบเทียบกับลูกของตัวเองได้ไหม? การแต่งงานของเฟิงจื่อถือเป็นเรื่องมงคล ทำไมพี่ถึงเอาแต่จ้องจับผิดกับทุกอย่างตลอดเวลา? ตั้งแต่ตอนที่เข้ามาในเมืองแรก ๆ แล้ว พอติเรื่องนี้ไม่ได้ก็ไปติอีกเรื่องต่อ การที่ลูกชายกับลูกสาวของฉันเลือกคู่ชีวิตด้วยตัวเองมันเป็นเรื่องที่ผิดอะไรนักหนา?”
เธอบ่นต่อไปด้วยความโกรธ “ที่แท้ก็เป็นเพราะพวกคุณจู้จี้จุกจิกขนาดนี้นี่เอง หลานชายฉันโตป่านนี้แล้วถึงยังไม่แต่งงานมีภรรยาสักที ถ้าฉันทำตัวเป็นเหมือนพี่ ป่านนี้ลูกชายฉันก็คงยังโสดเพราะขายไม่ออก”
ถ้ารู้ว่าทุกอย่างจะออกมาเป็นแบบนี้ เธอคงไม่ยอมให้พวกเขาถ่อสังขารออกจากบ้านเกิดมาที่นี่ ก่อนหน้านี้เธอเห็นพวกเขาเป็นพี่ชาย เป็นพี่สะใภ้ มักแจ้งให้ทราบตลอดเวลาจะทำอะไร แต่พอพวกเขาเข้าเมืองมาร่วมงานแต่ง กลับแสดงธาตุแท้ออกมาอย่างชัดเจน
หรือพวกเขาอยากทำให้การแต่งงานของลูกชายและลูกสาวของเธอเกิดความวุ่นวายกัน?
แม่ของฉินเฟิงเป็นคนพูดจาตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อม ยิ่งเวลาเธอโกรธ คำพูดก็กระทบกระเทียบป้าสะใภ้ของฉินเฟิงโดยตรง
ตอนนี้เธอเหนื่อยเกินกว่าจะรับมือกับพวกเขาแล้ว และพร้อมที่จะตัดสัมพันธ์กับพวกเขาด้วย
สมัยที่เธอยากจน พี่ใหญ่คอยช่วยเหลือเธอไม่ทอดทิ้งก็จริง แต่เมื่อเธอเริ่มรวยกว่า เขากับภรรยาก็อิจฉาเธอ
คิดแล้วก็รู้สึกไม่สบายใจจริง ๆ
บ่อยครั้งที่คนใกล้ตัวกลับกลายเป็นคนที่มักจะเอาตัวเองมาเปรียบเทียบ และอิจฉาริษยาในความก้าวหน้าของอีกฝ่าย
พวกเขาคงอยากให้พวกเธอสามแม่ลูกมีชีวิตยากลำบากกว่าครอบครัวตัวเองไปตลอดสินะ?
ป้าสะใภ้ถูกเธอต่อว่าคราวนี้เธอก็หมดความอดทนจนเผลอเปิดเผยความคิดที่มืดมนที่สุดในใจออกมา ทนเสแสร้งพูดดีด้วยไม่ไหวอีกแล้ว “น้องสาว เธอหมายความว่ายังไง? ทำไมถึงพาลมาพูดจากระทบที่ลูกชายฉันยังหาภรรยาไม่ได้? เธอคิดว่าที่เขาเป็นแบบนั้นเป็นเพราะฉันอย่างนั้นหรือ?”
เมื่ออยู่ต่อหน้าคนจำนวนมาก เป็นธรรมดาที่เธอจะแก้ต่างให้กับตัวเองไม่ว่าอย่างไรก็ตาม แล้วเธอก็ไม่กลัวตัวเองเสียหน้าต่อหน้าคนอื่นด้วย เพราะคิดว่าพวกเขาเป็นครอบครัวของฝั่งแม่ฉินเฟิง ถึงตัวเองจะไม่ได้มีความเกี่ยวโยงกับครอบครัวฝั่งพ่อฉินเฟิงก็ตาม แต่แม่ฉินเฟิงเคยย้ายไปอาศัยอยู่กับครอบครัวเดิมของเธอ
ด้วยเหตุนี้ ครอบครัวเดิมจึงถือว่าเป็นฝ่ายที่มีสิทธิ์ก้าวก่ายเรื่องหลานมากกว่า
เมื่อคิดได้แบบนั้น ป้าฉินเฟิงก็รู้สึกมั่นใจมากขึ้น ร่ายยาวถึงทัศนคติอันน่ารังเกียจของตัวเอง “บ้านเธอดีไปกว่าบ้านฉันตรงไหน? แหกตาดูซิว่าเสี่ยวอวิ๋นหาแฟนอายุเท่าไหร่? เธอตัดสินใจแบบนั้นไม่ได้เป็นเพราะหวังเงินหรอกหรือ? อะไรนิดหน่อยก็ไม่ได้ เมื่อก่อนฉันเคยคิดว่าเธอเป็นเด็กดี ไม่คิดเลยว่าสุดท้ายแล้วเธอจะยอมเพิกเฉยต่อทุกอย่างเพียงเพราะเงินอย่างเดียว”
ป้าฉินเฟิงเริ่มพูดจาไม่เข้าหู จนฉินอวิ๋นลุกขึ้นยืนด้วยความโกรธ ตะโกนว่า “ป้าสะใภ้ หยุดพูดจาไร้สาระสักทีเถอะ!”
“ถ้าพวกคุณไม่อยากมาร่วมงานแต่งของพี่ชาย ก็นั่งรถกลับบ้านไปซะ อย่ามาทำตัวน่าอับอายขายหน้าที่นี่ กล้าดียังไงถึงเอาความคิดสกปรก ๆ มาตัดสินคนอื่น จอร์จกับฉันรักกันจริง ๆ คุณคิดว่าทุกคนจะเป็นเหมือนลูกสาวตัวเองหรือไง?”
ฉินอวิ๋นเป็นเด็กฉลาดมีไหวพริบ ประพฤติตัวเรียบร้อยมาตั้งแต่เด็ก แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เธอแสดงท่าทีก้าวร้าวต่อหน้าผู้ใหญ่ของตัวเอง ทุกคนมองดูเธอด้วยความตกใจ
“พี่ใหญ่ พี่สะใภ้ ฉันจะออกเงินซื้อตั๋วรถไฟให้ พวกคุณกลับไปเถอะ ต่อจากนี้ไปพวกเราอย่าได้ติดต่อพูดคุยกันอีก” คราวนี้แม่ของฉินเฟิงพูดอย่างสงบ ยืนขึ้น และพูดกับพวกเขา
“เธอหมายความว่าไง? หลังจากได้เจอคนในเมืองก็ถึงกับลืมกำพืดของตัวเองหรือไง? แม้แต่ลุงของตัวเองก็ไม่เคารพแล้ว?”
ฉินอวิ๋นตอบกลับ “ไม่ใช่ว่าฉันไม่เคารพคุณ แต่ดูพฤติกรรมที่คุณแสดงออกมาสิ มันไม่มากเกินไปหน่อยหรือคะ”
“พี่ใหญ่ พี่สะใภ้ พี่สาว พวกคุณหยุดทะเลาะกันไปมาซะทีเถอะ พวกเราทุกคนเป็นครอบครัวเดียวกัน อย่าทำตัวให้เด็กเห็นเป็นเรื่องตลกได้ไหม”
ลุงเล็กของฉินเฟิงออกตัวห้ามทัพ
“ใช่ พี่สะใภ้ใหญ่ อย่าพูดอะไรให้มันเกินไปหน่อยเลย”
ฉินเฟิงกระซิบกับแม่ของเขา “แม่ อดทนหน่อยสิ รอจนกว่างานแต่งงานของผมจะเสร็จสิ้น อีกหน่อยก็อย่าไปพัวพันกับเธออีกเลย”
ถ้าเขาไล่ลุงใหญ่กับภรรยาของเขาออกไปตอนนี้ ลุงเล็กและคนอื่น ๆ ก็อาจจะตามพวกเขากลับไปด้วย
พวกเขาทั้งหมดเป็นพี่น้องกัน แน่นอนว่าต้องอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเดียวกันไปจนแก่เฒ่า ถ้าเลือกได้พวกเขาคงเลือกทำให้แม่และลูกขุ่นเคือง ดีกว่ามีปัญหากับลุงใหญ่
จอร์จไม่เข้าใจการสนทนาของพวกเขาในตอนแรก แต่หลังจากฟังนานเข้า ก็พอจะจับใจความประโยคได้สองสามประโยค เมื่อรวมสำนวนของพวกเขาเข้าด้วยกัน จึงเริ่มเข้าใจความหมายในคำพูดของป้าสะใภ้อย่างคร่าว ๆ
“คุณป้าครับ ผมเข้าใจในสิ่งที่คุณกำลังจะสื่อนะ”
จอร์จดึงฉินอวิ๋นให้นั่งลง ลูบไหล่เธอเพื่อปลอบโยน จากนั้นเขาก็ยืนขึ้น มองดูป้าสะใภ้ฉินเฟิง แล้วพูดต่อไปว่า “คุณป้าคงกังวลมากเกินไป ตั้งแต่ผมอยู่กับเสี่ยวอวิ๋นมา เราสองคนต่างช่วยกันฉุดดึงให้อีกฝ่ายก้าวหน้า คุณคงไม่รู้ใช่ไหมว่าเธอเก่งแค่ไหน ตอนนี้เธอเป็นดีไซเนอร์เสื้อผ้านำสมัยประจำโรงงานตัดเสื้อ แถมยังมีความสามารถในการออกแบบเสื้อผ้ามาก เธอออกแบบเสื้อผ้าไว้หลายตัว และจะได้รับการผลิตจากโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าเจิ้งอันในปีนี้ บางทีอาจเป็นเสื้อผ้าชุดใหม่ที่คุณหาซื้อจากตลาดในปีหน้าก็ได้ ทั้งหมดเป็นฝีมือของเธอครับ”
จอร์จมองดูฉินอวิ๋นอย่างอ่อนโยน แล้วพูดต่อไป
“ผมชื่นชมเธอมาก และชอบเธอมาก ๆ ด้วย แน่นอนว่าความรู้สึกของเธอที่มีต่อผมก็บริสุทธิ์เช่นเดียวกัน ไม่มีจุดประสงค์ซับซ้อนอย่างที่คุณคิดแน่นอน จริงอยู่ สภาพการเงินของผมค่อนข้างจะคล่องตัวมาก เพราะแบบนี้ผมเลยมีความมั่นใจในการตามจีบเธอ เสี่ยวอวิ๋นเป็นแก้วตาดวงใจของแม่ยายผม ถ้าเธอแต่งงานกับผมเมื่อไหร่ ผมสัญญาว่าจะปฏิบัติต่อเธอเหมือนเจ้าหญิง เราทำอาชีพเดียวกัน แน่นอนว่าต้องช่วยสนับสนุนซึ่งกันและกันให้มีความก้าวหน้าด้านอาชีพการงานยิ่ง ๆ ขึ้นไป ในอนาคตผมหวังว่าพวกคุณจะอวยพรเราสองคน และเลิกตัดสินผมจากอายุสักที ผมยังไม่แก่หงำเหงือกซะหน่อย”
“พูดได้ดี”
อาของฉินเฟิงมองจอร์จด้วยความชื่นชมอย่างยิ่ง พูดอย่างจริงใจว่า “พ่อหนุ่ม เสี่ยวอวิ๋นของฉันเป็นเด็กดี ในเมื่อเธอรับรองถึงขนาดนี้ พวกเราผู้ใหญ่ก็รู้สึกโล่งใจมากแล้ว พี่รองของฉันเสียชีวิตก่อนถึงวัยอันควร พวกเรารักและเมตตาเด็กทั้งสองคนนี้เหมือนลูกตัวเองแท้ ๆ หวังว่าอนาคตคุณจะปฏิบัติต่อเธอเป็นอย่างดีนะ”
คนอื่น ๆ ก็ผลัดกันบอกให้จอร์จทำดีกับฉินอวิ๋นด้วยภาษาจีนกลางที่ไม่ได้มาตรฐานเท่าไหร่นัก
จอร์จยังคงตอบกลับพวกเขาอย่างถ่อมตัวและสุภาพมาก
ลุงใหญ่ของฉินเฟิงและภรรยาของเขาถูกทิ้งให้อยู่เบื้องหลัง
ลุงใหญ่ของฉินเฟิงจ้องไปที่ภรรยาของตัวเอง แล้วตำหนิเธอว่า “ดูปากคอของคุณซิ คุณนี่มันจอมทำลายวันชื่นคืนสุขของหลานจริง ๆ รีบไปขอโทษน้องสาวผมซะ”
จังหวะนั้นป้าสะใภ้ของฉินเฟิงถึงได้ตระหนักว่าตัวเองพูดจาเกินกว่าเหตุ ฉินอวิ๋นไม่ใช่เด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ที่ขี้อายอย่างที่เธอเคยเป็นอีกต่อไป ทุกคนต่างก็เห็นการเปลี่ยนแปลงของเธออย่างชัดเจน แถมแฟนหนุ่มคนที่เธอเลือกก็ไม่ใช่ผู้ชายธรรมดา
ขืนเธอพูดประชดประชันออกไปอีกคำหนึ่ง อีกฝ่ายอาจจะไล่เธอให้ตีตั๋วกลับบ้านทันที
คงเป็นอะไรที่น่าเสียดายมากสำหรับเธอ ถ้าต้องกลับบ้านเกิดไปโดยที่ไม่ได้อะไรเลย
สิ่งสำคัญคือ พวกเขาตัดสินใจเข้าเมืองในครั้งนี้ เพราะต้องการให้ฉินเฟิงช่วยหางานให้กับลูกชายของพวกเขา
ป้าสะใภ้ของฉินเฟิงรู้จักทำตัวยืดหยุ่นขึ้นมาทันใด เธอมองไปที่แม่ฉินเฟิงซึ่งมีสีหน้าไม่สู้ดี แล้วกล่าวขอโทษ
“น้องสาว พี่สะใภ้ไม่ได้ตั้งใจพูดอะไรไม่ดีไม่งาม ฉันให้คำแนะนำก็เพื่อเสี่ยวอวิ๋นทั้งนั้น กลัวว่าเธอจะเลือกคนผิดอีก พอเห็นว่าผู้ชายคนนี้จริงใจแค่ไหน ฉันก็รู้สึกโล่งใจแล้ว เสี่ยวอวิ๋นมีวิสัยทัศน์ที่ดี มีเงินดีกว่าไม่มีเงินอยู่แล้ว”
เธอมองไปที่ฉินอวิ๋นแล้วพูดว่า “จริงของเธอ เสี่ยวอวิ๋นเปลี่ยนไปจากเดิมมาก เธอเป็นคนเก่ง เฉินเจียหาวโชคดีมากที่ได้เจอกับแฟนที่ดีแบบเสี่ยวอวิ๋นของเรา”
ในที่สุดแม่ฉินเฟิงก็ยอมประนีประนอมให้เธอ เพื่อประโยชน์ของทุก ๆ ฝ่าย
ฉินเฟิงพูดไม่ผิดเลย หลังจากที่เธอได้มองเห็นธาตุแท้ของญาติ ๆ ในครั้งนี้ ในอนาคตเธอจะสามารถหยุดติดต่อกับพวกเขาได้โดยไม่ตะขิดตะขวงใจ
เธอพูดกับป้าสะใภ้ของฉินเฟิงอย่างเสียไม่ได้
“พี่สะใภ้ พวกเราผู้ใหญ่ควรแสดงความยินดีที่หลานชายและหลานสาวของคุณได้เจอกับคนที่เป็นความสุขให้กับชีวิตของพวกเขา ผู้ใหญ่ควรปฏิบัติตัวให้เป็นผู้อาวุโสที่น่าเคารพ อย่าลืมกินให้อร่อยล่ะ”