เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 - บทที่ 790 ยิ้มเหมือนคนงี่เง่า
บทที่ 790 ยิ้มเหมือนคนงี่เง่า
ฉินเฟิงสั่งอาหารหลักจานใหญ่มามากมาย ล้วนเป็นเมนูไก่ เป็ด ปลา เนื้อ และกุ้ง
สำหรับพื้นที่ชนบทอันยากลำบาก สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นอาหารอันโอชะ
จอร์จยังสั่งไวน์ชั้นดีมาให้อีกสองขวดด้วย
ปกติจอร์จไม่ชอบดื่ม แต่วันนี้เพื่อรักษาใบหน้าและสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับตัวเองต่อหน้าญาติผู้ใหญ่ของฉินอวิ๋น เขาจึงแสดงความเคารพต่อทุกคน
เขาดื่มมากเกินลิมิตจนน่าประหลาดใจ
เมื่อออกไปจากห้องอาหารหลังทานอาหารเย็นเสร็จสรรพ จอร์จก็ถึงกับโซเซพิงฉินเฟิงอย่างอ่อนแรง พูดด้วยลิ้นเปลี้ยอ้อแอ้ “คุณลุง ทำไมทุกคนถึงได้ดูถูกผมกันนัก?”
ฉินเฟิงผลักเขาออกไปอย่างจนใจ พูดอย่างเย็นชา “เสี่ยวอวิ๋นชอบนายมันก็พอแล้วนี่”
“ทำไมพวกคุณถึงดูถูกผมล่ะ? จอร์จคนนี้มันไม่ดีตรงไหน?”
เขายืนอยู่ตรงหน้าฉินเฟิง ตบหน้าอกตัวเองซ้ำ ๆ “ดูผมสิ ผมเป็นนักออกแบบเสื้อผ้าชื่อดัง เป็นหนึ่งในบุคคลที่เก่งที่สุดในอุตสาหกรรมเสื้อผ้า แต่พอมาอยู่ต่อหน้าพวกคุณ ผมอุตส่าห์ถ่อมตัวมากจนผิดวิสัย ถ้าไม่ใช่เพราะผมเห็นแก่ฉินอวิ๋น ผมจะยอมทำถึงขนาดนี้หรือ?”
แม้แม่ยายจะไม่ชอบเขานั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญเลย แต่เมื่อกี้นี้ บรรดาญาติเหล่านั้นแสดงออกอย่างเปิดเผยว่าไม่ชอบหน้าเขาอย่างชัดเจน ทำให้เขาอับอายและเสียใจมากจริง ๆ
ฉินเฟิงผลักเขาออกไปแล้วพูดว่า “จอร์จ อย่าทำตัวเหมือนขี้เมาข้างถนนไปหน่อยเลย ผมยังต้องไปส่งย่าถิงกลับบ้าน”
“ผมไม่ได้เมา ผมแค่เสียใจ เกิดเป็นคนจะเสียใจไม่ได้เลยหรือไง?” น้ำเสียงของจอร์จเต็มไปด้วยความตัดพ้อและผิดหวัง
ฉินเฟิงเหลือบมองผู้ใหญ่ที่เดินอยู่ข้างหน้า โกรธมากจนอยากจะผลักพวกเขาออกไปให้พ้นทาง
ตอนแรกเขาก็เห็นใจจอร์จอยู่หรอก แต่ทันทีที่เสียงพูดของเขาเพิ่มระดับจากแผ่วเบาเป็นโวยวาย ก็เปลี่ยนใจคิดว่าสมควรแล้วที่จะถูกคนอื่นไม่ชอบหน้า
สมน้ำหน้า
หลังออกจากโรงแรม ฉินเฟิงก็หันไปพูดกับแม่ของเขา
“แม่ครับ แม่กลับไปกับลุงและคนอื่น ๆ กันก่อนนะ ผมต้องพาจอร์จไปส่ง”
โรงแรมนี้ตั้งอยู่ไม่ไกลจากโรงแรมที่พวกเขาพักอยู่ สามารถเดินเท้ากลับไปยังโรงแรมซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ถึงหนึ่งร้อยเมตรได้
“อืม ลูกไปส่งพวกเขากลับบ้านเถอะ จอร์จเขาดื่มไปแค่สองแก้วเองนะ ทำไมถึงได้เมาแอ๋ขนาดนั้น?” แม่ของฉินเฟิงมองดูจอร์จที่เดินเซไม่มั่นคงแล้วถาม
เมื่อเห็นแม่ยาย จอร์จก็เหยียดหลังขึ้นยืนตรงโดยไม่รู้ตัว น้ำเสียงกลับมาเป็นปกติไร้สำเนียงอ้อแอ้ “แม่ยาย ผมไม่ได้เมาครับ แค่เวียนหัวนิดหน่อย”
“ให้เฟิงจื่อพาคุณกลับไปพักผ่อนก่อนแล้วกัน”
จอร์จขับรถมาที่นี่ ฉินเฟิงจึงขอกุญแจรถจากเขา แล้วทำหน้าที่สารถีแทนอีกฝ่าย
เมื่อเห็นรถหรูของจอร์จจอดอยู่ตรงนั้น สายตาของผู้ใหญ่ที่มาจากบ้านเกิดของฉินเฟิงก็ลุกวาวไปตาม ๆ กัน
ในชนบทที่พวกเขาอาศัยอยู่ แม้แต่หญิงสาวที่มีงานทำอย่างมั่นคง ยังยากจะได้สินสอดเป็นแก้วแหวนเงินทองหรือรถยนต์สักคัน
แต่ฉินอวิ๋นกลับหาแฟนที่มีรถยนต์โก้หรูขับได้
นี่มันวาสนาแบบไหนกันนะ?
ดูเหมือนว่าตัวตนของคนคนนี้จะไม่ธรรมดาจริง ๆ
แม่ของฉินเฟิงพูดกับญาติ ๆ หลายคนที่จ้องมองรถยนต์ด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ที่พักพวกเราอยู่ใกล้แค่นี้ เราเดินกลับไปที่นั่นกันดีกว่า ให้เฟิงจื่อพาพวกเขากลับบ้านเถอะ”
ลุงใหญ่ของฉินเฟิงมองไปที่ฉินอวิ๋น และพูดด้วยรอยยิ้มว่า “เสี่ยวอวิ๋น พรุ่งนี้ช่วยบอกให้แฟนเธอขับรถมารับที่นี่หน่อยสิ เราจะได้นั่งไปงานแต่งด้วยกัน”
ฉินอวิ๋นตอบรับอย่างไม่เต็มใจ “ค่ะ”
ฉินเฟิงส่งจอร์จขึ้นรถ ฉินอวิ๋นนั่งอยู่เบาะหลังเพื่อคอยดูแลเขา กู้ย่าถิงจึงขึ้นไปนั่งตรงที่นั่งข้างคนขับ
ฉินเฟิงขับไปส่งจอร์จกับฉินอวิ๋นที่บ้านก่อน
จอร์จเพิ่งจะซื้อบ้านในหลันเฉิงไว้เพื่ออยู่กับฉินอวิ๋น เนื่องจากเขาไม่ค่อยชอบสภาพแวดล้อมที่ย่ำแย่ของอาคารชุดหลังเก่าที่ฉินเฟิงอาศัยอยู่ ดังนั้นเขาจึงขอให้ใครสักคนช่วยเป็นธุระจัดหาซื้อบ้านพักมือสอง
บ้านดังกล่าวไม่ได้อยู่ในตรอก แต่อยู่ในพื้นที่แยกต่างหากที่หรูหรา ได้ยินมาว่าเจ้าของคนก่อนคืออดีตข้าราชการระดับสูง
เขาและฉินอวิ๋นหมั้นกันมาสักพักหนึ่งแล้ว แต่ยังไม่ได้จัดงานแต่ง พวกเขาตั้งใจว่าจะเดินทางไปเซี่ยงไฮ้เพื่อแต่งงานกันที่นั่นในปีหน้า
ปกติฉินอวิ๋นมักจะอาศัยอยู่ในหอพักที่โรงงานตัดเสื้อจัดสรรไว้ให้ แต่คืนนี้เธอจำเป็นต้องพักที่นี่เพื่อคอยดูแลจอร์จ
จอร์จนั่งโงนเงนอยู่ในรถ เอาแต่โวยวายตลอดเวลา ตัดพ้อไปซะทุกเรื่อง ทำให้ฉินอวิ๋นฟังแล้วแทบจะร้องไห้
ฉินอวิ๋นรู้สึกผิดกับเขามากจริง ๆ
เธอจึงบ่นกับฉินเฟิงด้วยความไม่พอใจ “พี่คะ วันนี้ป้าสะใภ้พูดเกินไปจริง ๆ คำพูดของเธอทำร้ายจิตใจเขามากขนาดนี้เชียวนะ”
กู้ย่าถิงก็เห็นด้วยกับเธอเช่นเดียวกัน
ครั้งก่อนที่เธอติดตามฉินเฟิงไปยังบ้านเกิดของเขาเพื่ออวยพรปีใหม่แก่ญาติเหล่านี้ พวกเขากระตือรือร้นและใจดีมาก
ใครจะไปคิดว่าธาตุแท้ของลุง ๆ ป้า ๆ พวกนั้นจะเป็นแบบนี้
เห็นได้ชัดว่าพวกเขาไม่ชอบฉินเฟิงและฉินอวิ๋นแม้เธอจะเป็นหลานแท้ ๆ
ฉินเฟิงมีท่าทีสงบ ตอบกลับว่า “เธอจะสนใจคำพูดที่มาจากความอิจฉาไปทำไม? ที่ผ่านมาพวกเขาก็เคยดีกับเรา แต่พอเราได้ดีกว่าเขาก็อยากฉุดเราลงมา เราไม่เห็นต้องสนใจคำพูดของคนที่ไม่สำคัญเลยนี่? พอเหตุการณ์นี้ผ่านไป คราวนี้เธอคงได้เห็นนิสัยที่แท้จริงของพวกเขาแล้ว จากนี้เป็นต้นไปเราก็ไม่จำเป็นต้องติดต่อกับพวกเขาอีก”
หลังจากฉินเฟิงพูดจบ เขาก็มองไปที่กู้ย่าถิงซึ่งนั่งอยู่ด้านข้าง แล้วถามด้วยรอยยิ้ม “ย่าถิง คุณเห็นด้วยกับผมไหม?”
กู้ย่าถิงพยักหน้า “ค่ะ คุณพูดถูก”
เธอเองก็แอบปวดหัวหน่อย ๆ เมื่อเห็นญาติของเขาแสดงท่าทีแบบนั้นในระหว่างมื้อเย็น จนอดกลัวไม่ได้ว่าอีกหน่อยอาจจะต้องรับมือกับคนพวกนี้อีก
แต่แล้วพอได้ยินสิ่งที่ฉินเฟิงพูด เธอก็รู้สึกสบายใจขึ้นทันที
ในเมื่อฉินเฟิงออกปากว่าจะไม่ติดต่อกับคนพวกนั้นอีกในอนาคต เธอก็ไม่ต้องกังวล
ฉินเฟิงมองไปด้านข้าง พูดเสียงราบเรียบกับคนที่นั่งอยู่เบาะหลัง
“ที่จริง วันนี้พวกเธอสองคนควรมีความสุขกว่าใคร ๆ เลยนะ”
ฉินอวิ๋นที่กำลังกอดปลอบจอร์จที่ทั้งเมาทั้งโศกเศร้าถามกลับอย่างงุนงง “เราควรมีความสุขเพราะเรื่องอะไรกันคะ?”
จอร์จรีบพูดเสริมทันที “ใช่ ผมรังเกียจท่าทีของป้าสะใภ้คนนั้นยิ่งกว่าอะไรดี จะยังมีความสุขอะไรได้อีก?”
ฉินเฟิงตั้งใจขับรถ อธิบายด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ผมบอกคุณแล้วว่าความคิดเห็นของพวกเขาไม่สำคัญเลย”
“ลองคิดดูสิ นี่เป็นครั้งแรกที่แม่ยอมรับจอร์จอย่างเป็นทางการต่อหน้าลุงป้า แม่ยกย่องให้จอร์จกับย่าถิงอยู่ในระดับเดียวกัน แถมยังดูแลทั้งสองเป็นอย่างดี นี่เป็นโอกาสที่หาได้ยากมากเชียวนะ ใช่ว่าแม่มองไม่เห็น แม่ชอบพี่สะใภ้ของเธอมากแค่ไหน แม่ก็ปกป้องจอร์จแบบเดียวกับที่ปกป้องพี่สะใภ้ของเธอด้วยซ้ำ รู้แบบนี้แล้วจะยังมัวเสียใจอยู่ทำไม? เธอโตแล้วนะ ช่วยตั้งสติหน่อยได้ไหม?”
จริง ๆ แล้วจอร์จไม่ได้มึนเมาอะไรขนาดนั้น แต่พอสติลดลงก็อยากพล่ามอะไรออกมาโดยไม่ต้องระวังคำพูด หลังจากได้ยินคำพูดของฉินเฟิง เขาก็ลุกขึ้นนั่งตัวตรง หยุดทำเสียงลิ้นเปลี้ยแล้วตอบกลับไปว่า “ดูเหมือนพี่คุณจะพูดถูก วันนี้แม่ยายออกโรงปกป้องผมบ่อยมากจริง ๆ”
จอร์จอายุมากแล้ว แต่พอเกิดอาการตื่นเต้นก็มักจะทำตัวเหมือนเด็ก “จริงหรือเสี่ยวอวิ๋น? แม่ยายของผมพูดว่าลูกสะใภ้และลูกเขยของเธอต่างก็เก่งกาจกันทั้งคู่ใช่ไหม”
“ใช่ค่ะ แม่ฉันยกย่องคุณต่อหน้าทุกคนเลย”
“ในที่สุดแม่ยายก็ยอมรับผมแล้ว”
จอร์จแทบจะร้องไห้ด้วยความดีใจ
ฉินเฟิงและกู้ย่าถิงหันมองหน้ากัน พูดอะไรไม่ออก ส่วนฉินเฟิงเหยียบคันเร่งเพิ่มความเร็ว ไม่นานรถก็มาจอดเทียบประตูบ้านของจอร์จ
“สองคนรีบลงจากรถเร็วเข้า ฉันมีธุระต้องขับไปอีกหลายที่ ไม่มีเวลามาชักช้าหรอกนะ”
“ได้ ขับรถระวังนะคะ”
จอร์จและฉินอวิ๋นลงจากรถ ฉินอวิ๋นประคองจอร์จ จากนั้นพวกเขาก็ปลดล็อคประตูและเดินเข้าไปในตัวบ้านอย่างมีความสุข
ส่วนฉินเฟิงสตาร์ตรถ พากู้ย่าถิงกลับบ้าน
กู้ย่าถิงพูดด้วยรอยยิ้ม
“ฉันว่าจอร์จคนนี้ออกจะน่ารักนะ”
ฉินเฟิงเยาะเย้ย “น่ารักอะไรกัน? เขาอายุปูนนี้แล้ว ยังทำตัวเป็นเด็กโข่งอยู่ได้”
“อาจจะเป็นเรื่องปกติของอาชีพดีไซเนอร์ก็ได้ เขาต้องทำตัวให้อ่อนเยาว์อยู่เสมอและกระตือรือร้นก้าวทันโลกเท่านั้น ถึงจะสามารถออกแบบเสื้อผ้าแฟชั่นที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองได้ไง”
กู้ย่าถิงพูดต่อ “แม่ฉันบอกว่าผลงานการออกแบบของจอร์จเพิ่งได้รับการตีพิมพ์ลงในนิตยสารแฟชั่นของต่างประเทศด้วยนะ ผลตอบรับของงานเหล่านั้นก็ยอดเยี่ยมมาก”
ฉินเฟิงไม่ค่อยมีความรู้เกี่ยวกับอุตสาหกรรมแฟชั่นเท่าไหร่นัก แต่เขาได้ยินมาว่าจอร์จคร่ำหวอดมากในแวดวงนี้ อย่างน้อยก็ติดอันดับบุคคลที่ประสบความสำเร็จที่สุดในประเทศจีน
แต่ว่า…
เขาก็ยังไม่พอใจอยู่ดี
“ที่รัก คุณชมผู้ชายคนอื่นต่อหน้าผมอย่างหน้าชื่นตาบานได้ยังไงกัน?”
กู้ย่าถิงเหลือบมองการแสดงออกแบบเด็ก ๆ ของอีกฝ่าย แล้วก็กระตุกมุมปาก
“ฉันผิดไปแล้ว คุณน่ะเก่งที่สุดเลย”
หลังจากพูดอย่างนั้น เธอก็โน้มตัวไปหาและจูบที่แก้มฉินเฟิง
ทันใดนั้นหัวใจของฉินเฟิงก็เต้นรัวขึ้น ผีเสื้อนับพันบินว่อนอยู่ในท้อง
ชายหนุ่มหันหน้าไปมองหญิงสาวที่ไม่เคยเป็นฝ่ายเริ่มจูบเขาก่อนเลย จากนั้นก็ยิ้มเหมือนคนงี่เง่าพลางพูดว่า “ขอบคุณนะที่รักที่ชมผมน่ะ”