เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 - บทที่ 788 ทำไมชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านอยู่เรื่อย
- Home
- All Mangas
- เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90
- บทที่ 788 ทำไมชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านอยู่เรื่อย
บทที่ 788 ทำไมชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านอยู่เรื่อย
วันรุ่งขึ้น ฉินเฟิงจองห้องอาหารในโรงแรมไว้ จากนั้นก็เชิญให้จอร์จ ฉินอวิ๋น และกู้ย่าถิงมารับประทานอาหารร่วมกับญาติ ๆ ที่มาจากบ้านเกิดของเขา
ครั้งล่าสุดที่กู้ย่าถิงตามฉินเฟิงกลับไปบ้านเกิดของเขาในช่วงปีใหม่ เธอเคยเจอกับญาติและผู้อาวุโสของทางฝั่งฉินเฟิงหลายคนบ้างแล้ว
แต่นี่เป็นครั้งแรกที่จอร์จจะได้เจอกับพวกเขา
จอร์จอยากกลับไปบ้านเกิดพร้อมกับฉินอวิ๋นมาโดยตลอด แต่แม่ของฉินเฟิงปฏิเสธไม่ยอมให้เขาไป บอกว่าเธอจะรอจนกว่าจะถึงตรุษจีนปีนี้
อาจเป็นเพราะแม่ของฉินเฟิงเพิ่งปรับทัศนคติให้กับพี่ชายของเธอเมื่อคืนนี้ หรืออาจเป็นเพราะโรงแรมที่ฉินเฟิงจองไว้หรูหราเกินไป ลุงใหญ่และป้าสะใภ้ที่วิพากษ์วิจารณ์เขาอย่างหนักเมื่อวานนี้จึงมีท่าทีสงบลงเมื่อเจอกับกู้ย่าถิง ทุกคนทักทายเธออย่างอบอุ่น
กู้ย่าถิงก็สุภาพมากเช่นกัน เข้าไปทักทายผู้ใหญ่ทีละคน
เมื่อแม่ของฉินเฟิงเห็นลูกสะใภ้มาถึงแล้ว เธอก็จับมือหญิงสาวถามว่า “ย่าถิง โรงเรียนจะปิดเทอมเมื่อไหร่หรือ? แม่เห็นว่าลูกทำงานหนักแทบไม่ได้พักเลย”
กู้ย่าถิงตอบกลับ “เมื่อวานนี้เด็ก ๆ เพิ่งสอบเสร็จค่ะ ตอนนี้เหลือแค่งานตรวจข้อสอบอย่างเดียว แต่หนูค่อยไปตรวจข้อสอบนักเรียนตอนกลางคืนได้ ช่วงกลางวันยังมีเวลาไปเตรียมงานแต่งกับเฟิงจื่ออยู่ค่ะ”
แม่ของฉินเฟิงมองเธออย่างไม่สบายใจ ทักท้วงว่า “พวกลูกกำลังจะแต่งงานกันในอีกสามวันข้างหน้า อย่าลืมพักผ่อนให้เต็มที่ล่ะ”
“ไม่ต้องห่วงนะคะ หนูยังไหวค่ะ”
หลังจากนั่งลงแล้ว แม่ของฉินเฟิงก็เริ่มชื่นชมหน้าที่การงานของลูกสะใภ้ต่อหน้าทุกคน
ญาติผู้ใหญ่ของฉินเฟิงต่างก็มีความสุขมากไม่แพ้กัน ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่แม่ของฉินเฟิงต้องเลี้ยงดูลูกชายและลูกสาวทั้งสองตามลำพัง ตอนนี้พวกเขามีอนาคตที่ดี ทั้งยังได้เจอคู่ครองในเมืองใหญ่ พวกเขายินดีไปกับหลาน ๆ จริง ๆ
แต่แน่นอน บางคนถือเป็นข้อยกเว้น…
ลุงใหญ่และป้าสะใภ้ที่ไม่มีลูกสะใภ้ ต่างมีความรู้สึกผสมปนเปเมื่อมองลูกสะใภ้ของคนอื่น
“เฟิงจื่อ ทำไมเสี่ยวอวิ๋นกับแฟนของเธอถึงยังไม่มาอีก? สองคนนั้นไม่เห็นแก่หน้าผู้ใหญ่อย่างเรา ๆ เลยหรือไง?” ป้าสะใภ้ขัดจังหวะการสนทนาของพวกเขา หันไปถามฉินเฟิง
ฉินเฟิงตอบกลับ “ป้าสะใภ้ พวกเขาอาศัยอยู่ไกล อีกเดี๋ยวคงมาถึงแหละครับ”
แม่ของฉินเฟิงก็ไม่พอใจเช่นกัน จอร์จมักจะเฉื่อยชากับทุกสิ่งทุกอย่าง แม้แต่ในวันสำคัญที่ต้องมาพบญาติฝ่ายหญิง เขายังเลือกที่จะมาช้า
ลุง ๆ ป้า ๆ ของเขาเอาแต่ทำตัวแปลก ๆ ส่วนแม่ของเขาที่มีปัญหากับจอร์จตั้งแต่แรกพบหน้าก็มีสีหน้าไม่ค่อยดีเท่าไหร่
ฉินเฟิงเหลือบมองนาฬิกา จากนั้นอธิบายให้แม่ฟังว่า “แม่ เรามาถึงที่นี่เร็วกว่าเวลานัด ผมบอกเสี่ยวอวิ๋นกับคนอื่น ๆ ว่าเรานัดกินข้าวกันตอนห้าโมงเย็นแล้ว ตอนนี้แค่สี่โมงครึ่งเท่านั้นเอง เรามาถึงที่นี่ก่อนเวลาตั้งเกือบหนึ่งชั่วโมงเลยนะ”
ญาติของเขาไม่มีอะไรทำ ตลอดทั้งวันเอาแต่เดินเล่นเตร็ดเตร่ไปรอบ ๆ พอได้ยินว่าหลานชายจะพาไปเลี้ยงมื้อเย็นที่ภัตตาคารในโรงแรม จึงออกไปเร็วเหมือนไปตลาด
จอร์จเป็นคนที่คุ้นชินกับการใช้ชีวิตในเมืองที่ต้องเร่งรีบ แถมเขายังเป็นคนตรงต่อเวลามาก เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะมาถึงเร็วขนาดนั้น
ฉินเฟิงกลัวว่าทุกคนจะโมโหจนพาลทำให้เสียบรรยากาศ จึงขอให้ผู้ใหญ่สั่งอาหารกันก่อน
ลุงและป้าหลายคนที่ไม่เคยเข้าเมืองได้แต่จ้องมองเมนู แล้วทำหน้างงด้วยความสับสนเล็กน้อย
แต่กู้ย่าถิงเองก็มีน้ำใจมาก เธอถามทุกคนเกี่ยวกับความชอบของพวกเขา และช่วยจัดการสั่งอาหารให้
แม่ฉินเฟิงถือโอกาสกระซิบกับฉินเฟิงว่า “ลูกบอกจอร์จเขาหรือยัง? วันนี้อย่าเผลอทำตัวน่าอายเชียว”
“ไม่ต้องห่วงครับแม่ จอร์จเปลี่ยนตัวเองแล้ว เขาเป็นว่าที่ลูกเขยของแม่นะ อย่าเอาแต่จับผิดเขาสิ”
ขณะที่พูด ประตูห้องอาหารก็เปิดออก
จอร์จและฉินอวิ๋นมาถึงแล้ว
ทั้งคู่สวมเสื้อคลุมขนสัตว์สีอ่อน เข้าคู่กับรองเท้าบูตส์หนัง ฉินอวิ๋นยังถือกระเป๋าแบรนด์เนมที่จอร์จนำมาให้เมื่อกลับมาจากเซี่ยงไฮ้
เส้นผมของจอร์จหนาขึ้นกว่าเดิม ในที่สุดเขาก็เลิกสวมผ้าโพกศีรษะได้
เขาแต่งตัวอย่างเหมาะสมและหรูหรา มองปราดเดียวก็รู้แล้วว่ามาจากเมืองใหญ่
นอกเหนือจากโคนผมที่ยกสูงนิดหน่อย ทำให้เขาดูเหมือนฝรั่งมังค่า อย่างอื่นก็ไม่มีอะไรผิดปกติ
แต่เขาดูอายุมากกว่าฉินอวิ๋นเมื่อยืนอยู่เคียงข้างกัน เพราะถึงอย่างไรเขาก็อายุมากกว่าฉินอวิ๋นถึงสิบสองปี
“แม่ครับ พี่ครับ”
ฉินอวิ๋นกำลังคล้องแขนจอร์จ
“มาแล้วหรือ?”
แม่ของฉินเฟิงเหลือบมองพอดี ฉินอวิ๋นจึงจำใจปล่อยมือจากแขนจอร์จอย่างรวดเร็ว
สายตาของผู้ใหญ่คนอื่น ๆ จับจ้องไปที่พวกเขา
เด็กหญิงชนบทตัวเล็กที่ไว้ผมเปียเสมอในความทรงจำของทุกคน เปลี่ยนไปจากเดิมมากจนพวกเขาแทบจะจำเธอไม่ได้
ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า ทรงผม และการแต่งแต้มเครื่องสำอางบนใบหน้าของเธอ เหมือนกับดาราในทีวีไม่มีผิด
ฉินเฟิงผายมือไปทางจอร์จ แนะนำให้พวกเขารู้จัก
“ผมขอแนะนำให้ทุกคนรู้จัก นี่คือเฉินเจียหาว แฟนของเสี่ยวอวิ๋น เป็นดีไซเนอร์ชื่อดังชาวกั่งเฉิงครับ”
“ส่วนนี่คือลุง ป้าสะใภ้ อา…”
ฉินเฟิงแนะนำพวกเขาทีละคน
จอร์จทักทายญาติ ๆ ตามที่ฉินเฟิงแนะนำอย่างสุภาพ
พยายามรักษาท่าทางให้นอบน้อมมากที่สุด
อย่างไรก็ตาม ลุงของฉินเฟิงและคนอื่น ๆ กลับมองไปที่จอร์จด้วยสีหน้าแปลก ๆ
พวกเขารู้สึกว่าผู้ชายคนนี้แก่เกินกว่าจะเป็นหลานเขยของพวกเขา
“แฟนของเสี่ยวอวิ๋นอายุเท่าไหร่แล้ว?” ลุงฉินเฟิงถามน้องสาวตัวเอง
ใบหน้าของแม่ฉินเฟิงแข็งกระด้าง แต่เธอก็ตอบตามความจริงว่า “สามสิบสอง”
เมื่อลุงและป้าสะใภ้ได้ยินแบบนี้ พวกเขาก็มองทุกคนอย่างเย้ยหยัน และพูดว่า “เขาแก่กว่าเสี่ยวอวิ๋นเกือบหนึ่งรอบเชียวนะ
ฉินเฟิงยิ้มอย่างเชื่องช้า “ใช่ครับ”
หลังจากที่พวกเขานั่งลง ป้าสะใภ้ก็มองไปที่ฉินอวิ๋นแล้วถามด้วยรอยยิ้มเสแสร้ง “เสี่ยวอวิ๋น แฟนคนนี้เธอตกลงว่าจะคบกันเองใช่หรือเปล่า?”
“ค่ะ เราสองคนตกลงกันเองว่าจะคบกัน” ฉินอวิ๋นเหลือบมองจอร์จแล้วตอบ
“แม่สาวน้อย รสนิยมการเลือกคู่ของเธอนี่ไม่เหมือนใครเลยจริง ๆ”
ป้าสะใภ้มองจอร์จ เริ่มพ่นคำเหยียดหยามออกมาอีกครั้ง “พ่อหนุ่มคนนี้คงจะรวยมากละสิท่า?”
ฉินอวิ๋นหัวเราะพลางส่ายหัว “ไม่รวยอะไรมากหรอกค่ะ”
“ไม่รวย? แล้วเธอเลือกคบกับเขาให้มันได้อะไรขึ้นมา?” ป้าสะใภ้เหลือบมองจอร์จด้วยความดูถูกเหยียดหยาม จากนั้นหันกลับมาหาฉินอวิ๋น “เธอยังเด็ก ทำไมถึงไม่รู้จักขอคำแนะนำจากผู้ใหญ่ในการหาแฟนสักคนกันนะ? อย่างน้อยผู้ใหญ่ก็จะได้ช่วยคัดกรองผู้ชายให้เธอได้ เป็นสาวเป็นแส้ จะหาแฟนเองได้ยังไง จะเลือกใครสักคนก็ควรดูความเหมาะสมด้วยสิ?”
สีหน้าของฉินอวิ๋นเปลี่ยนไป เธอถามด้วยความโกรธ “ป้าสะใภ้ คุณกำลังจะพูดอะไรคะ?”
“เสี่ยวอวิ๋น อย่ากล่าวหาว่าป้าสะใภ้พูดจาก้าวก่ายเลยนะ ตั้งแต่ไหนแต่ไรมา การแต่งงานของลูกสาวมักจะถูกกำหนดโดยพ่อแม่ที่เป็นคนจับคู่ให้เสมอ เด็กสาวอย่างเราจะหาแฟนเองได้ยังไงกัน? เขาอายุมากกว่าเธอตั้งรอบหนึ่ง ถ้าเขาดีจริงจะหลุดรอดมาถึงมือเธอหรือ?”
ลุงอีกคนของฉินเฟิงที่เงียบไปนานไม่สามารถทนได้อีกต่อไป เขาพูดกับสามีภรรยาทั้งสองด้วยน้ำเสียงไม่พอใจว่า “สะใภ้ใหญ่ คุณพูดแบบนี้ได้ยังไง? หนุ่มสาวสมัยนี้ต่างก็หาแฟนด้วยตัวเองกันทั้งนั้น อย่าเอาประเพณีของคนสมัยเราไปตัดสินคนรุ่นใหม่ในยุคสมัยนี้สิ”
อาสามของฉินเฟิงก็พูดด้วยความโกรธ “จริงด้วย พวกเรายอมทนนิสัยของคุณมานานพอแล้ว เห็นแก่ที่คุณเป็นพี่สะใภ้ใหญ่ของพี่สะใภ้รองของผม เราเลยอดทนกับคุณเพราะเห็นแก่หน้าพี่สะใภ้รองของฉัน แล้วเป็นยังไงล่ะ ตั้งแต่ก้าวขาเข้าเมืองมาคุณก็ทำตัวน่าโมโหมาก ทำไมชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านอยู่เรื่อย? พี่รองของผมเสียชีวิตก่อนวัยอันควรก็จริง แต่พี่สะใภ้รองก็เลี้ยงลูกทั้งสองคนมาจนโตขนาดนี้แล้ว เราควรจะยินดีกับพวกเขาสิ มีแต่คุณที่คอยจ้องจับผิดเขาอยู่เรื่อย”
ป้าสะใภ้ของฉินเฟิงตะคอกอย่างเย็นชา “ใครบอกว่าฉันจ้องจับผิด? สิ่งที่ฉันพูดไม่เป็นความจริงตรงไหน?”
ฉินอวิ๋นพูดด้วยความโกรธว่า “ป้าสะใภ้ ฉันไม่ได้ขอให้คุณมาบงการเรื่องส่วนตัวของฉันนะคะ”
“เด็กเมื่อวานซืนอย่างเธอจะไปรู้อะไรล่ะ!”
แม้ว่าจอร์จจะไม่เข้าใจภาษาถิ่นของพวกเขา แต่ก็สามารถเห็นได้จากการแสดงออกของฉินอวิ๋นว่าพวกเขาต้องมีการสนทนาที่ไม่พึงประสงค์แน่ ไม่สิ อีกฝ่ายน่าจะไม่พอใจเขา
ขณะที่เขากำลังจะพูดอะไรบางอย่าง กู้ย่าถิงก็ชิงพูดขึ้นก่อน
“ป้าสะใภ้คะ ขึ้นชื่อว่าความรักแล้ว ไม่มีขอบเขตหรืออายุที่เหมาะสมตายตัว ผู้ใหญ่ในวัยเดียวกันกับคุณอาจจะมีคู่ครองโดยที่ไม่ได้เริ่มต้นจากความรัก ใช้ชีวิตแบบตามมีตามเกิด อาจไม่เข้าใจความคิดของคนหนุ่มสาวอย่างเรา ๆ การจับลูกคลุมถุงชนโดยพ่อแม่เป็นประเพณีที่มีผลมาจากระบอบศักดินา ยึดแนวคิดพ่อแม่เป็นเจ้าชีวิตของลูก แต่ตอนนี้ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้ว หนุ่มสาวทุกคนรักอิสระ ฉินเฟิงกับฉันเองก็ตกลงคบหากันเองเหมือนกัน”
กู้ย่าถิงมองหน้าป้าสะใภ้ แล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ป้าสะใภ้ คุณควรออกไปดูโลกภายนอกให้บ่อยขึ้น จะได้ไม่พาตัวเองเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องยิบย่อยแบบนี้”
ป้าสะใภ้หน้าดำคล้ำ พูดอย่างไม่พอใจว่า “ย่าถิง เธอหมายความว่ายังไง? กำลังจะตำหนิว่าพวกเราคนบ้านนอกไม่เคยเห็นโลกหรือ?”