เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 - บทที่ 787 นิสัยญาติน่าหนักใจ
บทที่ 787 นิสัยญาติน่าหนักใจ
ลุงของฉินเฟิงต้องการเห็นบ้านใหม่ของหลานชาย ดังนั้นแม่ฉินเฟิงจึงขอให้ลูกชายพาพวกเขาไปดูจะได้จบ ๆ
“เฟิงจื่อ พาเราไปดูบ้านหลังใหม่กันก่อนดีกว่า ลุงกับอาของลูกอยากเห็นมาตั้งนานแล้วว่าที่พักของลูกในเมืองหน้าตาเป็นยังไง”
“ครับ งั้นไปกันเถอะ”
ทันทีที่เข้าไปในเขตชุมชน ป้าสะใภ้ก็เริ่มบ่นเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมที่ย่ำแย่ของอาคารแห่งนี้ บอกว่าสถานที่คับแคบเกินไป
แต่พอฉินเฟิงเปิดประตูเข้าไปในห้องแล้ว พวกเขาก็ต้องตกใจเมื่อเห็นว่าข้างในมีการตกแต่งใหม่อย่างทันสมัย
“ไอหยา บ้านหลังนี้สวยจัง รูปแบบการตกแต่งก็ดี เฟอร์นิเจอร์พวกนี้คงแพงน่าดู? ที่บ้านเกิดของพวกเราไม่มีของพวกนี้ขายด้วยซ้ำ ราคาเท่าไหร่หรือ?” ป้าสะใภ้ถามอย่างอยากรู้อยากเห็น
ฉินเฟิงตอบว่า “ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน พอดีเป็นของจากครอบครัวคู่หมั้นน่ะ”
“เฟิงจื่อ ดูสิว่าเธอโชคดีแค่ไหนที่ได้เจอภรรยาที่เป็นสาวชาวเมือง แถมยังได้สินเดิมมากมายเป็นสินสอดแบบนี้”
ป้าสะใภ้ของฉินเฟิงตอบโต้ “เฟิงจื่อเองก็เก่งมากเหมือนกัน เขาสามารถหาผู้หญิงที่เป็นครูในเมืองมาเป็นภรรยาได้ นี่ก็แสดงให้เห็นว่าเขามีความสามารถแค่ไหน ไม่ต้องพูดถึงผู้หญิงที่เป็นครูอยู่ในเมืองเลย ต่อให้รวยแค่ไหน แต่ถ้าขาดทักษะก็ไม่คู่ควรพอที่จะแต่งงานกับสาวในเมืองนี้ได้หรอก”
ลุงฉินเฟิงพยักหน้า “จริงสิ เฟิงจื่อ ในแต่ละเดือนเธอต้องทำเงินจากธุรกิจได้มากมายแน่ ๆ วันหลังเธอพาลูกพี่ลูกน้องไปทำงานด้วยสิ ขืนอยู่แต่ในชนบทต่อไปคงไม่มีอนาคตกันพอดี อย่างน้อยเธอพาเขาเข้าเมืองจะได้แสวงหาความก้าวหน้าบ้าง”
ฉินเฟิงรู้สึกกระดากปาก “ลุงครับ ผมเพิ่งจะเริ่มสร้างร้านค้าได้ไม่นานนี้เอง ถ้ารีบพาพวกเขาออกมา พวกเขาจะไม่มีงานทำซะเปล่า ๆ”
ลูกชายของลุงฝั่งพ่อแต่งงานมีครอบครัวไปแล้ว ลูก ๆ ของเขาก็โตจนดูแลตัวเองได้ ในขณะที่ลูกชายของอาสามยังเด็ก ยังต้องไปโรงเรียน ยังไม่โตพอที่ฉินเฟิงจะพาพวกเขาเข้าเมืองมาทำงานด้วย
ส่วนลูกสาวของน้าฝั่งแม่ก็ยังเรียนอยู่เช่นเดียวกัน มีเพียงลูกชายของลุงฝั่งแม่เท่านั้นที่อายุยี่สิบแล้ว ยังไม่มีครอบครัว และไม่อยากทำไร่ทำนา เอาแต่กินนอนอยู่ที่บ้านไปวัน ๆ
แม่ฉินเฟิงตระหนักว่าหัวข้อนี้ค่อนข้างอ่อนไหว จึงตัดบทคลี่คลายอย่างรวดเร็ว “ไว้เราค่อยพูดถึงเรื่องนี้กันทีหลัง เราไปดูบ้านหลังใหม่กันให้ทั่วก่อนเถอะ”
เนื่องจากผู้ใหญ่ทั้งหลายอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านในชนบทตลอดทั้งปี ตอนนี้พอพวกเขาได้เข้ามาสำรวจอาคารชุดหลังใหญ่ โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในห้องที่ตกแต่งอย่างทันสมัย จึงค่อนข้างอยากรู้อยากเห็น พวกเขาสำรวจดูทุกส่วนตั้งแต่ห้องนั่งเล่น ห้องครัว ไปจนถึงห้องน้ำอย่างระมัดระวัง
น้าสะใภ้ของฉินเฟิงบ่นว่าบ้านหลังนี้คับแคบเกินไป แต่ในขณะเดียวกันก็หันไปชมเปาะกับแม่ฉินเฟิง
ฉินเฟิงเหลือบมองดูนาฬิกาข้อมือ เห็นว่าตอนนี้ใกล้จะเย็นแล้ว จึงตั้งใจว่าจะไปรับกู้ย่าถิงกลับจากเลิกงาน
เขาจึงพูดกับชายร่างใหญ่ทั้งหลายว่า “ลุง ๆ ป้า ๆ ครับ นี่ก็เย็นมากแล้ว พวกคุณไปพักผ่อนที่โรงแรมกันก่อนดีกว่า”
ลุงฉินเฟิงถือวิสาสะหย่อนก้นนั่งลงบนโซฟา ยกขาขึ้นไขว่ห้างแล้วพูดว่า “ไม่เห็นต้องไปพักในโรงแรมเลย ห้องพักในโรงแรมราคาแพงเกินไป เราไม่อยากเปลืองเงิน อยู่ที่นี่บางทีจะประหยัดกว่านะ”
ฉินเฟิงดูหวาดกลัวเมื่อได้ยินแบบนั้น
เขารีบหันไปหาผู้เป็นแม่เพื่อขอความช่วยเหลือ
แม่ของฉินเฟิงก้าวไปข้างหน้าแล้วอธิบายว่า “พี่ใหญ่ ห้องเล็ก ๆ แค่นี้กว้างไม่พอหรอก เราไปนอนโรงแรมกันดีกว่า เฟิงจื่อจัดการจองไว้แล้ว โรงแรมสะดวกกว่าที่นี่เยอะเลย”
“ที่นี่ก็สะดวกมากเหมือนกัน เห็นไหมว่าบ้านหลังนี้มีตั้งสองห้องนอน แถมโซฟาก็นุ่มมาก นอนสองคนยังไม่รู้สึกว่าเบียดเลย ถ้าไม่พอจริง ๆ พวกเราปูฟูกนอนกันบนพื้นห้องยังได้”
ฉินเฟิงพูดอย่างเหลือจะอด “ลุงครับ นี่คงไม่เหมาะมั้ง ผมเปิดโรงแรมไว้แล้ว พวกคุณไปนอนที่นั่นดีกว่า อย่าอัดกันอยู่ที่นี่เลย”
“เราอยู่ได้จริง ๆ ตอนอยู่ในชนบทเรายังอยู่กันแบบเบียดเสียดยิ่งกว่านี้ซะอีก? มีญาติอยู่ด้วยกันเยอะ ๆ ออกจะอบอุ่นดีไม่ใช่หรือ?”
ทัศนคติของลุงฉินเฟิงใจแข็งมาก อาศัยความที่เขาอายุมากที่สุดตัดสินใจว่า “เอาอย่างนี้แล้วกัน พวกเราอยู่ที่นี่กันเถอะ”
ลุงฝั่งแม่ อาสาม และป้า-น้าสะใภ้ของเขาไม่ออกความคิดเห็นใด ๆ เมื่อพี่ใหญ่พูดแบบนั้นก็เอาตามที่เขาว่า
ความคิดของพวกเขาจริง ๆ แล้วก็คล้ายกันกับลุงใหญ่ การเข้าพักในโรงแรมที่แพงเกินไป ยิ่งเมื่อจำนวนคนมาก หมายความว่าพวกเขาต้องใช้เงินไม่น้อยในการพักคืนหนึ่ง
พอคิดว่าต้องควักเงินจ่ายเองก็อดรู้สึกเจ็บปวดไม่ได้ พวกเขาแค่อยากมาร่วมงานแต่งงานของฉินเฟิง อะไรที่ประหยัดได้ก็จะประหยัดให้ถึงที่สุด
ในชนบท เวลาญาติ ๆ มาเยี่ยม ทุกคนจะอยู่ร่วมบ้านเดียวกัน ไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องไปอาศัยอยู่นอกบ้าน
อาสามของฉินเฟิงเห็นว่าใบหน้าของฉินเฟิงดูไม่ค่อยดี จึงตระหนักว่าฉินเฟิงอาจไม่สะดวกใจให้พวกเขาอยู่ที่นี่ จึงแกล้งพูดดัง ๆ ว่า “ลุงเฟิงจื่อ ถึงยังไงที่นี่ก็เป็นบ้านหลังใหม่ของเขา พวกเราจะมารบกวนพื้นที่ส่วนตัวของเขาได้ยังไง ทำตามที่เฟิงจื่อบอก แล้วย้ายไปพักที่โรงแรมกันเถอะน่า”
ลุงฉินเฟิงดูไม่คิดอะไรกับเรื่องนี้เลย “ทำไมพวกเราจะอยู่ในบ้านหลังใหม่ของเขาไม่ได้ พ่อแม่เรายังย้ายมาอยู่ในบ้านปีกตะวันตกตั้งหลายปีหลังจากฉันแต่งงาน พอพี่รองแต่งงาน เราก็ย้ายไปอยู่ในบ้านหลังใหม่ของเขาเหมือนกัน อยู่แค่สองวันจะเป็นอะไรไป ทำแบบนี้ยังช่วยประหยัดเงินได้มากกว่าไม่ใช่หรือ?”
อาสามไม่สามารถโต้แย้งได้ ดังนั้นเขาจึงจำใจนั่งลง
ในขณะที่ฉินเฟิงกำลังต้มน้ำอยู่ในครัว เขาก็ดึงแม่เข้ามาและกระซิบว่า
“แม่ ผมให้พวกเขาอยู่ไม่ได้ ผมเพิ่งตกแต่งบ้านใหม่เสร็จหมาด ๆ จะเป็นยังไงถ้าย่าถิงกลับมาแล้วเห็นว่าพวกเขาอยู่ที่นี่?”
ฉินเฟิงกลัวว่าแม่ของเขาจะเข้าใจผิด ดังนั้นจึงรีบอธิบาย
“ผมไม่ได้หมายความว่าย่าถิงรังเกียจพวกเขานะ แต่บ้านผมไม่มีพื้นที่มากพอจะรองรับคนทั้งหมดได้จริง ๆ ถ้าให้พวกเขานอนพื้นจะยิ่งไม่น่าดูเข้าไปใหญ่ ไม่ใช่ว่าผมไม่มีเงินจ่ายค่าโรงแรมให้พวกเขาซะที่ไหน แม่ช่วยไปพูดกับลุงใหญ่ทีเถอะ”
แม่ของฉินเฟิงเหลือบมองห้องนั่งเล่นด้วยใบหน้าบูดบึ้ง แล้วพูดว่า “ไม่ต้องกังวล แม่จะพูดเรื่องนี้กับลุงใหญ่ของลูกเอง”
แม่ของฉินเฟิงออกไปพร้อมกับกาต้มน้ำ หลังจากรินน้ำให้ทุกคนแล้ว ก็พูดกับพี่ชายคนโตของเธอว่า “พี่ใหญ่ เชื่อฉันเถอะ พวกเราไปพักที่โรงแรมกันดีกว่า ยังไงที่นี่ก็เป็นบ้านหลังใหม่ของเฟิงจื่อ อย่าทำให้เด็กต้องลำบากใจเลย”
“หมายความว่าไง? ภรรยาชาวเมืองของเขาไม่ชอบพวกเราหรือ?”
ฉินเฟิง “!!!”
ก่อนที่ฉินเฟิงจะพูดอะไร ลุงใหญ่ของเขาก็เริ่มดุด้วยใบหน้าโกรธเกรี้ยว
“เฟิงจื่อ เธอหาภรรยาทั้งที หาคนที่ไม่ดูถูกเหยียดหยามพวกเราชาวชนบทไม่ได้หรือยังไง? ระวังเถอะ หลังแต่งงานเธอนั่นแหละจะไม่ได้มีชีวิตที่ดี ฉันจะบอกอะไรให้ เธอไม่ควรปล่อยให้ผู้หญิงเป็นใหญ่เหนือเธอแบบนี้”
“ลุงใหญ่ คุณเข้าใจเธอผิดแล้วครับ ย่าถิงไม่ใช่คนแบบนั้น”
ลุงของเขายังคงมีสีหน้าจริงจัง ทำท่าวางอำนาจบาตรใหญ่ “วันนี้ไม่ว่ายังไงเราก็จะอยู่ที่นี่ เธอไปพาภรรยามาเจอพวกเราได้เลย ถ้าหล่อนพูดอะไรไม่ดีเกี่ยวกับชีวิตคู่ของเธอ ลุงคนนี้จะสอนบทเรียนให้หล่อนเอง พ่อของหล่อนตายไปแล้วก็จริง แต่อย่าปล่อยให้คนอื่นมาข่มเหงรังแกแม่ม่ายและลูกกำพร้าอย่างพวกเธอเอาได้ ถ้าไม่ตั้งกฎเกณฑ์กันตั้งแต่ตอนนี้ อีกหน่อยก็อย่าหวังเลยว่าเธอจะเป็นใหญ่ในบ้าน”
ฉินเฟิงพูดไม่ออก แม่ฉินเฟิงได้ยินแบบนั้นก็ยิ่งโกรธมากขึ้น สวนกลับไปด้วยความโกรธว่า “พี่ใหญ่ อย่าพยายามยัดเยียดแนวคิดชายเป็นใหญ่ไร้สาระของพี่ใส่หัวเฟิงจื่อเลย ตั้งกฎเกณฑ์อะไรกัน? พวกเราต่างก็มาจากครอบครัวบ้านนอกที่ยากจนกันทั้งนั้น เขาก็เหมือนกัน เขาไม่ใช่คุณชายจากครอบครัวที่ร่ำรวย ยังมีหน้าจะวางอำนาจเหนือใครอีกหรือ ถือเป็นพรสำหรับครอบครัวเราแค่ไหนแล้วที่เฟิงจื่อของฉันสามารถแต่งงานกับหญิงสาวแบบนี้ได้ ต่อให้อีกหน่อยเธอจะเป็นใหญ่เหนือเขา ฉันก็ยินดี”
แม่ของฉินเฟิงแอบคิดในใจ ญาติ ๆ พวกนี้คงอิจฉาล่ะสิที่เห็นเฟิงจื่อของฉันแต่งงานกับภรรยาชาวเมืองสินะ
หลานชายคนโตของเธออายุมากกว่าฉินเฟิงหนึ่งปี แต่เขายังเป็นโสด ไม่ต้องพูดถึงสาว ๆ ในเมืองเลย แม้แต่สาว ๆ ในหมู่บ้านยังไม่มีใครเต็มใจจะแต่งงานกับผู้ชายจอมขี้เกียจแบบเขา
“นี่เธอ…” ลุงใหญ่ของฉินเฟิงถึงกับพูดไม่ออก
“เอาละ พวกเรามาดูบ้านหลังใหม่ในเมืองของเขาจนพอใจแล้ว ออกไปพักที่โรงแรมกันเถอะ อยู่ตรงข้ามนี้เอง ไม่ไกลมาก”
เมื่อแม่ของฉินเฟิงโกรธขึ้นมา แม้แต่ลุงใหญ่ก็ไม่สามารถโต้เถียงอะไรน้องสาวได้ เขาไม่ชอบที่ตัวเองเป็นแบบนี้เลย
ทันทีที่แม่ของฉินเฟิงพูด ทุกคนก็ยืนขึ้น ป้าสะใภ้ที่ขี้เกรงใจก็รีบตบโซฟาที่เธอเพิ่งนั่งให้เรียบ
ฉินเฟิงยิ้มและพูดว่า “คุณป้า ไม่เป็นไรครับ”
ฉินเฟิงกลัวว่าจะเป็นการไม่เคารพผู้อาวุโส ดังนั้นเขาจึงจองโรงแรมที่ดูดี
แม่ฉินเฟิงกลัวว่าพี่ใหญ่กับพี่สะใภ้จะวิพากษ์วิจารณ์พวกเขาอีก ดังนั้นเธอจึงพักอยู่ในโรงแรมกับพวกเขาด้วย
ฉินเฟิงเปิดห้องทั้งหมดพร้อมกันคราวเดียว ซึ่งทั้งหมดเป็นห้องที่มีประตูเชื่อมกัน
หลังจากจัดการเรื่องเหล่านี้แล้ว ฉินเฟิงไม่ลืมกำชับกับแม่ของเขาก่อนออกไปข้างนอกว่า “แม่ อย่าลืมคุยกับลุง ๆ ป้า ๆ ด้วยนะ พรุ่งนี้ถ้าพวกเขาได้เจอกับย่าถิง ก็อย่าวางตัวเป็นผู้ใหญ่ที่เข้มงวดจนเกินไป ไม่อย่างนั้นคนที่ลำบากใจที่สุดก็คือผม”
แม่ของฉินเฟิงตอบกลับ “อย่าห่วงเลย ไว้แม่จะพูดกับพวกเขาอีกที”