เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 - บทที่ 786 ญาติ ๆ เข้าเมือง
บทที่ 786 ญาติ ๆ เข้าเมือง
เนี่ยเหล่าพักค้างคืนที่นี่ เขาขอให้กู้หนานโทรกลับไปที่หมู่บ้าน เพื่อถามหัวหน้าหมู่บ้านว่าเนี่ยอวิ๋นและคนอื่น ๆ กลับมาที่หมู่บ้านแล้วหรือยัง
กู้หนานกดโทรออกต่อหน้าทุกคน
หัวหน้าหมู่บ้านบอกว่าเนี่ยอวิ๋นไม่ได้กลับมาเกินครึ่งปีแล้ว
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้อีกฝ่ายโทรหาเขา ขอให้เขาช่วยหาคนมากำจัดวัชพืชในสวนให้หน่อย แล้วถ้าครอบครัวของเขาซื้อถ่านหิน ก็อย่าลืมเอาถ่านหินมาแบ่งให้พวกเขาด้วย คาดว่าพวกเขาอาจจะกลับบ้านในช่วงปีใหม่
ในที่สุดหัวหน้าหมู่บ้านก็ได้รับโทรศัพท์จากกู้หนาน จึงใช้โอกาสนี้แสวงหาผลประโยชน์ให้กับชาวบ้านอย่างรวดเร็ว “หนานหน่าน เธอจะกลับมาบ้านเกิดเมื่อไหร่? ฉันได้ยินมาว่าเธอเปิดโรงงานสมุนไพรในหมู่บ้านจินสุ่ยแล้วไม่ใช่หรือ? ตอนนี้ยังรับสมัครคนอยู่หรือเปล่า? ต้องการให้ฉันส่งแรงงานในหมู่บ้านเราไปช่วยงานที่โรงงานเธอไหม?”
กู้หนานตอบว่า “หัวหน้าหมู่บ้าน ช่วงนี้โรงงานของเราไม่รับคนเพิ่มแล้วค่ะ ไว้ปีหน้าฉันจะแจ้งให้คุณทราบเมื่อเราขยายขนาดกิจการและรับสมัครคนค่ะ”
“ได้ อย่าลืมพวกเราก็แล้วกัน”
“ไม่ต้องห่วงค่ะ ฉันจำได้แน่ หัวหน้าหมู่บ้าน ปีนี้ฉันจะกลับบ้านเกิดในช่วงปีใหม่ แล้วจะแวะไปอวยพรปีใหม่คุณนะคะ”
หลังจากคุยโทรศัพท์กับหัวหน้าหมู่บ้านเสร็จแล้ว กู้หนานพูดอย่างมีความสุขกับเนี่ยเหล่าว่า “คุณตา ลุงเนี่ย และคนอื่น ๆ อาจจะกลับบ้านในช่วงปีใหม่ ได้ยินว่าพวกเขาโทรมาขอให้หัวหน้าหมู่บ้านซื้อถ่านหินไว้ให้”
เมื่อเนี่ยเหล่าได้ยินแบบนี้ เขาก็อดไม่ได้ที่จะสบถ “เด็กไม่รักดีพวกนี้ มีบ้านดี ๆ ให้ แต่ไม่ยอมกลับ แม้แต่จะฉลองปีใหม่ยังไปอยู่ที่บ้านโทรม ๆ หลังนั้นอีก”
เขาอายุตั้งปูนนี้แล้ว คนพวกนั้นยังไม่รู้จักกลับมาหาเขาอีก
เนี่ยเหล่าอดไม่ได้ที่จะรู้สึกผิดหวัง
ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยคิดว่ามันเป็นเรื่องใหญ่ต่อให้พวกเขาไม่กลับมา บ้านก็เงียบสงบดีด้วยซ้ำ แต่เมื่อเร็ว ๆ นี้ เขาเริ่มอยากให้พวกเขากลับมาบ้านเพื่ออยู่กับเขามากขึ้นเรื่อย ๆ
อาจเป็นเพราะอิจฉาครอบครัวสามีของลูกสาวที่ได้อยู่กับลูก ๆ หลาน ๆ อย่างพร้อมหน้า
เมื่อเห็นว่าเนี่ยเหล่าเริ่มโกรธ กู้หนานจึงยิ้มพลางปลอบโยนเขา “คุณตา อย่าพูดอย่างนั้นเลยค่ะ ที่นั่นก็เป็นบ้านของลุงเนี่ยเหมือนกัน ถ้าหนูกลับไปที่นั่น หนูจะพยายามชักชวนพวกเขาให้กลับมาเยี่ยมคุณตาแน่นอน”
“หนานหน่าน ช่วงปีใหม่นี้หนาวมาก ลูกยังจะกลับไปที่บ้านเกิดอีกหรือ?”
กู้เจิ้งอันซึ่งนั่งข้างพวกเขาเป็นเวลานาน ในที่สุดก็อดไม่ได้ที่จะพูดออกมา
“สภาพอากาศหนาวจัดแบบนี้ อาจมีหิมะตกก็ได้ บ้านในชนบทไม่มีอุปกรณ์สำหรับให้ความอบอุ่น ถ้าพาเด็กไปด้วยแล้วเด็กเป็นหวัดขึ้นมาจะทำยังไง?”
“ลุงลู่ครับ ทำไมคุณไม่ถือโอกาสอยู่ฉลองปีใหม่ที่นี่ซะเลยล่ะ อย่างน้อยบ้านของเราก็อบอุ่นกว่า รอให้อากาศอุ่นขึ้นหลังปีใหม่แล้วค่อยกลับไปก็ได้ ส่วนเนี่ยอวิ๋นก็ให้ลู่ฮ่าวกับย่าฮุยไปเชิญเขาแทน”
“นี่…”
ผู้เฒ่าลู่มองลู่ฮ่าวและกู้หนานหน้าเจื่อน ๆ
ไม่ว่าพวกเขาจะกลับไปหรือไม่ก็ตาม แต่ผู้เฒ่าลู่ต้องกลับไปที่บ้านเพื่อฉลองปีใหม่อย่างแน่นอน
เนื่องจากแผ่นป้ายชื่อคุณย่าของลู่ฮ่าว รวมถึงพ่อแม่ของเขาอยู่ที่บ้านเกิดทั้งหมด ช่วงปีใหม่ของทุก ๆ ปี เขาจะต้องกลับบ้านเพื่อพา ‘พวกเขา’ กลับบ้านด้วยกันในช่วงปีใหม่
เป็นธรรมเนียมที่ทำมายาวนาน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งปีนี้ที่มีสมาชิกใหม่เพิ่มขึ้นในครอบครัว คุณย่าของลู่ฮ่าวต้องมีความสุขมากแน่ที่ได้เห็นหน้าเหลน
ตอนที่ผู้เฒ่าลู่อยู่ที่ปักกิ่ง เขาเคยบอกกู้หนานและลู่ฮ่าวแล้วว่าอยากให้ครอบครัวกลับไปบ้านเกิดเพื่อฉลองปีใหม่
เมื่อสบตากับชายชรา กู้หนานก็คลี่ยิ้มแล้วพูดกับกู้เจิ้งอันว่า “พ่อคะ กลับบ้านคราวนี้ไม่หนาวหรอกค่ะ เราวางแผนว่าจะยืมรถของพ่อขับกลับไป ที่บ้านนั้นมีเตียงเตาด้วย อุ่นจนร้อนเลยแหละ”
ลู่ฮ่าวยังพูดเสริมด้วยว่า “ใช่ครับ ที่บ้านไม่หนาวขนาดนั้น ขอแค่เด็กใส่เสื้อผ้าหนา ๆ อย่างมิดชิดให้ร่างกายอบอุ่น ก็ออกไปสูดอากาศข้างนอกตามสมควรได้ ถ้าเธออยู่แต่ในห้องอุ่น ๆ ตลอดเวลา ภูมิต้านทานก็จะยิ่งแย่”
“ไม่ต้องห่วงนะคะพ่อ เราจะดูแลลูกอย่างดี เราจะกลับไปในวันส่งท้ายปีเก่า และจะกลับมาที่นี่ประมาณวันที่สี่หรือห้าของช่วงปีใหม่”
“ใช่ ไม่นานพวกเขาก็กลับมาแล้ว”
ตามธรรมเนียมในบ้านเกิดของพวกเขา คืนวันที่สามของช่วงปีใหม่ทางจันทรคติ ตรงกับวันส่ง ‘บรรพบุรุษ’
เมื่อเสร็จพิธีแล้ว ทุกคนถึงจะสามารถเดินทางได้ตามใจชอบ
เมื่อเห็นว่าพวกเขาตัดสินใจแบบนี้แล้ว กู้เจิ้งอันก็ทำได้เพียงพยักหน้า
ลูกสาวที่แต่งงานแล้ว ไม่อยู่ภายใต้การควบคุมของเขาอีกต่อไป
เช้าวันรุ่งขึ้น หลังจากที่กู้หนานป้อนนมให้ลูกน้อยแล้ว ผู้อาวุโสทั้งสองของตระกูลกู้และผู้เฒ่าลู่ก็ผลัดกันเฝ้าดูเด็ก ในขณะที่เธอติดตามเนี่ยเหล่าไปที่คลินิก
วันนี้ตรงกับวันที่เนี่ยเหล่าประจำตำแหน่งที่ปรึกษาในคลินิกพอดี
พอน้ำแข็งและหิมะเริ่มละลาย อุณหภูมิก็ลดต่ำลงมาก ข้างนอกมีลมพัดแรงตลอดเวลา เมื่อกู้หนานและเนี่ยเหล่ามาถึงก็พบว่านอกประตูคลินิกเนืองแน่นไปด้วยผู้คน
พวกเขาต่างมาที่นี่เพื่อให้เนี่ยเหล่าช่วยรักษา
พนักงานผู้ช่วยมาเปิดประตูคลินิกแต่เช้า รับลงทะเบียนผู้ป่วย ช่วงนี้คนเข้าคลินิกเยอะมาก บางคนก็ออกไปรอคิวข้างนอก
เมื่อเห็นเนี่ยเหล่า พวกเขาทั้งหมดก็กรูกันเข้ามาอย่างกระตือรือร้น
“ทุกคนอย่าเบียดกันนะคะ กรุณานั่งรอจนกว่าฉันจะเรียกชื่อ”
พนักงานเสี่ยวจ้าวลงทะเบียนผู้ป่วยให้กับทุกคนแล้ว ตอนนี้ เขาเริ่มขานชื่อคนที่ต้องการเข้ารับการรักษาตามลำดับ
กู้หนานนั่งลงข้างเขา ต้องการช่วยเนี่ยเหล่าให้คำปรึกษาคนไข้บางส่วน แต่ถึงแม้เนี่ยเหล่าจะแนะนำให้ทุกคนรู้โดยทั่วกันว่าเธอคือลูกศิษย์ของเขา ทั้งยังเรียนจบแล้ว และสามารถรักษาคนไข้ได้ อย่างไรก็ตาม ไม่มีใครในคลินิกยินดีที่จะให้กู้หนานรักษา
พวกเขามาที่นี่เพราะชื่อเสียงของเนี่ยเหล่า จะให้เชื่อใจหญิงสาวที่ไม่ค่อยได้เห็นหน้าค่าตาได้อย่างไร
กู้หนานไม่เขินอายหลังจากถูกผู้ป่วยปฏิเสธ เธอเปลี่ยนหน้าที่ไปช่วยจัดยาสมุนไพรแทน
วันนี้แม่ของฉินเฟิงพาญาติ ๆ จากบ้านเกิดของเธอเข้ามาที่หลันเฉิง กู้ย่าถิงยังติดพันภาระการติวสอบ จึงไม่สามารถปลีกตัวไปรับญาติพร้อมกับเขา ฉินอวิ๋นเองก็ยุ่งอยู่กับงานในโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้า ดังนั้นฉินเฟิงจึงต้องไปรอรับพวกเขาที่สถานีรถไฟ
ลู่ฮ่าวอนุญาตให้เขาใช้รถซานทาน่าของพ่อตาที่จอดทิ้งไว้ในบ้านได้ แต่ฉินเฟิงไม่ต้องการรบกวนเขา นอกจากนี้ ทั้งบรรดาญาติ ๆ และแม่ของเขารวมกันก็แปดคนเข้าไปแล้ว รถยนต์คันเดียวจึงไม่สามารถรองรับพวกเขาได้
เขาไปที่สถานีรถไฟ รออยู่ประมาณสิบห้านาที เมื่อรถไฟมาถึง เขาเห็นแม่เดินออกมาจากสถานีพร้อมกับบรรดาลุงป้าน้าอาทั้งหลาย
เมื่อเห็นว่าฉินเฟิงมารับพวกเขาตามลำพัง ใบหน้าของลุงฉินเฟิงก็มืดลง ก่อนจะแสดงความไม่พอใจ มองหน้าเขาแล้วเริ่มหาเรื่อง “เฟิงจื่อ คู่หมั้นของเธออยู่ไหน?”
ฉินเฟิงตอบว่า “ลุงใหญ่ วันนี้ย่าถิงยังต้องทำงานครับ เธอติดสอนที่โรงเรียน ไม่สามารถลางานได้”
“พวกเธอสองคนจะแต่งงานกันอยู่แล้ว ยังจะมีแก่ใจทำงานอยู่อีก แล้วนี่ไม่มีใครในครอบครัวมาแทนเธอเลยหรือ? เราอุตส่าห์ถ่อสังขารมาถึงที่นี่แต่กลับไม่มีใครมาต้อนรับเราสักคน คนในเมืองนี่หยิ่งจริง ๆ”
เมื่อลุงฉินเฟิงพูดถึงเรื่องนี้ การแสดงออกของทุกคนก็ดูเหมือนจะโอนอ่อนตาม เห็นได้ชัดว่าพวกเขาเห็นด้วยกับคำพูดของลุงฉินเฟิง
พวกเขาทั้งหมดเป็นผู้อาวุโสจากฝั่งฉินเฟิง
จึงคาดหวังว่าจะได้รับการต้อนรับขับสู้อย่างดี
ที่จริงฉินเฟิงไม่ได้เชิญพวกเขามางานแต่ง แต่แม่ของฉินเฟิงเป็นคนที่ไปแจ้งให้พวกเขาทราบ ถือเป็นการบอกกล่าวตามมารยาทก็เท่านั้น
พวกเขาเลือกที่จะเดินทางเข้าเมืองเพื่อร่วมงานแต่งเอง แล้วยังคาดหวังให้ใครมาต้อนรับอีกหรือ?
หลังออกมาจากสถานีแล้ว ฉินเฟิงก็พาพวกเขาขึ้นรถประจำทาง
หลังจากรออยู่นาน รถประจำทางก็ยังไม่มาสักที ป้าฉินเฟิงก็เริ่มใจร้อนและต่อว่าด้วยความหงุดหงิดอีกครั้ง “แม่เธอบอกว่าเธอมีกิจการค้าขายใหญ่โตอยู่ในเมืองไม่ใช่หรือ? แล้วทำไมถึงไม่ยอมซื้อรถยนต์สักคันล่ะ? ใจคอจะให้พวกเราขึ้นรถโดยสารเนี่ยนะ?”
ตอนที่แม่ฉินเฟิงอยู่ในหมู่บ้าน เธอเอาแต่ยกย่องลูกสะใภ้และครอบครัวในเมืองสูงส่งราวท้องฟ้า ทั้งยังบอกอีกว่าธุรกิจของฉินเฟิงเติบโตเร็วมาก แล้วเขาก็ขับรถได้เกือบทุกประเภท แล้วรถที่ว่าอยู่ไหนกันล่ะ?
ฉินเฟิงคลี่ยิ้มบาง “น้าสะใภ้ ผมแค่รับของมาขายหาเลี้ยงชีพไปวัน ๆ หาเงินได้นิดหน่อยจากการตั้งแผงขายของจะมีธุรกิจใหญ่โตที่ว่าได้ยังไงครับ?”
หลังจากได้ยินคำพูดของฉินเฟิง ลุงฉินเฟิงก็มองไปที่แม่ฉินเฟิงพลางบ่นว่า “น้องสาว ฉันบอกแล้วว่าเฟิงจื่อน่ะโง่แค่ไหนที่ตัดสินใจลาออกจากราชการ เขาได้เป็นตำรวจดี ๆ ไม่ชอบ กลับลาออกมาตั้งแผงขายของในเมือง พวกเธอนี่มันจริง ๆ เลย… พ่อเฟิงจื่อก็มาจากไปก่อนเวลาอันควร พวกเธอก็ควรจะปรึกษาเรื่องต่าง ๆ กับพวกเราแทนสิ ต่อให้ไม่อยากปรึกษาฉัน งั้นไปปรึกษาอาสามของเธอก็ได้ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยกว่าครอบครัวของเธอจะมีคนสอบติดตำรวจ แต่เขากลับลาออกแบบไม่พูดไม่จากับใคร”
ใบหน้าของฉินเฟิงมืดดำจนไม่รู้จะกู้กลับมายังไง แต่เขาก็ยังฝืนยิ้มและพูดว่า “ลุงครับ ผมโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว เรื่องส่วนตัวของผม ผมตัดสินใจเองได้ เราไปกินข้าวกันก่อนเถอะ”
ฉินเฟิงตั้งใจว่าจะพาพวกเขาไปหาอะไรกินก่อน รอให้จอร์จกับฉินอวิ๋นว่างในวันพรุ่งนี้ พวกเขาทั้งหมดค่อยพากันไปที่โรงแรมขนาดใหญ่เพื่อทานอาหารด้วยกัน
เมื่อเขาพาญาติไปที่ร้านก๋วยเตี๋ยว ใบหน้าของลุง ๆ ก็กลับมาหมองคล้ำอีกครั้ง
เขาใจร้อนอยากหันไปดุฉินเฟิงอีกรอบ แต่อาสามของฉินเฟิงห้ามปรามไว้ ทุกคนกินบะหมี่ผัดกันคนละหนึ่งชาม
หลังออกมาจากร้านอาหาร ฉินเฟิงก็บอกว่า “ผมจองโรงแรมไว้แล้ว พวกคุณไปพักผ่อนที่โรงแรมกันก่อนดีกว่าครับ”
“ทำไมต้องจองโรงแรมด้วย? บ้านหลังใหม่ของเธอล่ะ? พาเราไปดูบ้านหลังใหม่ของเธอก่อนสิ”