เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 - บทที่ 785 เปรียบเทียบเพื่อเป็นแรงกระตุ้น
- Home
- All Mangas
- เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90
- บทที่ 785 เปรียบเทียบเพื่อเป็นแรงกระตุ้น
บทที่ 785 เปรียบเทียบเพื่อเป็นแรงกระตุ้น
“ผมเพิ่งซื้อมันเทศย่างมาจากแผงริมทาง อยากกินเลยไหมครับ?”
ลู่ฮ่าววางถุงมันเทศย่างลงบนโต๊ะ ดวงตาของผู้เฒ่าลู่เป็นประกายทันทีเมื่อเห็นมัน
เขายินดีมากเมื่อเห็นว่าหลานชายคนโตยังมีน้ำใจนึกถึง
แต่เขาเพิ่งทานอาหารเย็นเสร็จไปไม่นาน ท้องยังอิ่มมาก
“ยังไม่กินนะ รอสักพักก่อน”
ส่วนลู่ฮ่าวรู้ว่ากู้หนานไม่ชอบกินอาหารตรงหน้าจึงไม่ถามเธอ แล้วเดินมานั่งลงข้างกู้หนาน และมองไปที่เนี่ยเหล่า
“คุณตา ช่วงนี้คลินิกคนแน่นหรือเปล่าครับ? ตาเป็นยังไงบ้าง?”
ฟังจากน้ำเสียงของเนี่ยเหล่าแล้วดูเหมือนไม่ค่อยราบรื่นนัก “คลินิกมีฉันอยู่ทั้งคน คนไข้จะไม่เยอะได้ยังไงกัน?”
ลู่ฮ่าวลูบจมูกตัวเอง รู้สึกอายเล็กน้อย
เขาไม่ได้เจอชายชราคนนี้มานาน แต่พอได้มาเจอหน้ากันอีกครั้ง อีกฝ่ายกลับทำหน้าบอกบุญไม่รับท่าเดียว
ลู่ฮ่าวรู้ว่าเป็นเพราะเนี่ยเหล่าโกรธที่พวกเขาไม่ยอมพาลูกน้อยไปเยี่ยมเร็ว ๆ หลังจากกลับมาถึงหลันเฉิง จนชายชราต้องดั้นด้นมาเยี่ยมเหลนด้วยตัวเองถึงที่
ตั้งแต่ก่อนที่พวกเขาจะกลับมา ชายชราก็เอาแต่ถามเกี่ยวกับเด็กทุกครั้งที่ได้คุยโทรศัพท์
พอผู้คนอายุมากขึ้น ก็เหมือนถูกเซ็ตค่าไว้ให้ชอบเด็กน้อยโดยอัตโนมัติ
“ได้ยินมาว่าเธอกำลังจะเรียนต่อปริญญาเอก อีกหน่อยคงไม่กลับมาที่หลันเฉิงแล้วสิท่า?” เนี่ยเหล่าถามเขา
“ผมบอกไม่ได้ว่าในอนาคตจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่หลังจากผมเรียนจบ ผมอาจจะทำงานอยู่ที่ปักกิ่งเลยครับ”
หลังจากได้ยินสิ่งที่ลู่ฮ่าวพูด เนี่ยเหล่าก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย มองไปที่กู้หนานแล้วพูดว่า
“หนานหน่าน ถ้าลู่ฮ่าวไม่กลับมาหลันเฉิงแล้วจริง ๆ หมายความว่าหลานจะต้องตามเขาไปด้วยแน่ ๆ แล้วคลินิกจะทำยังไงล่ะ? จะปล่อยไว้ไม่กลับมาดูแลแล้วหรือ? ตารู้สึกเหมือนหลานเปิดคลินิกนี้ให้ตายังไงชอบกล”
ถือเป็นเรื่องดีที่ลู่ฮ่าวแสวงหาความก้าวหน้า แต่ทันทีที่เขาก้าวหน้า กู้หนานเองก็ต้องเดินตามรอยเท้าของสามีเช่นเดียวกัน
ถ้าเป็นอย่างนั้น เธอจะปล่อยให้เขาดูแลคลินิกตัวคนเดียวแบบเต็มเวลาเลยหรือไง?
“คุณตา ถ้าอีกหน่อยลู่ฮ่าวต้องย้ายไปอยู่ปักกิ่งจริง ๆ หนูก็วางแผนไว้ว่าจะเปิดคลินิกสี่เล่อถังที่ปักกิ่งอีกหนึ่งสาขา มันคงดีไม่น้อยถ้าที่นั่นมีคลินิกแพทย์แผนจีนนอกโรงพยาบาล คุณตาดูแลสาขาหลันเฉิงไป ส่วนหนูก็จะดูแลสาขาใหม่”
“ตาอายุตั้งเท่าไหร่แล้ว คิดว่าคนรุ่นตาจะทำงานต่อไปได้อีกกี่ปีกัน?” หลังจากได้ยินว่ากู้หนานต้องการจะยกคลินิกให้เขาจริง ๆ เนี่ยเหล่าก็เปลี่ยนสีหน้า
เด็กสมัยนี้ทำงานฉาบฉวยกันจริง ๆ ไม่ว่าเขาจะอายุเท่าไหร่ ก็ยังถูกใช้งานเป็นวัวเป็นล่อ
“หนูคิดเอาไว้ว่า พวกเราอาจจะเชิญเพื่อนร่วมงานเก่าแก่ของคุณตามาร่วมเป็นที่ปรึกษาประจำคลินิก หรืออาจจะต้องหาวิธีเชิญลุงเนี่ยกับแม่บุญธรรมของหนูกลับมา เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระให้คุณตาบ้าง แม่บุญธรรมทั้งเก่งและมีพรสวรรค์ด้านการแพทย์ น่าเสียดายที่เธอเอาแต่เดินทางไปทั่ว ไหนจะลุงเนี่ยอีก ถ้าเขายอมกลับหลันเฉิงก็จะได้มาอยู่กับคุณตาทันที คุณตาว่าแบบนี้ไม่ดีหรือคะ?”
นี่เป็นความคิดที่กู้หนานเคยวางแผนเอาไว้ หลังจากที่ลู่ฮ่าวตัดสินใจว่าจะเรียนต่อในปักกิ่ง
อายุของเนี่ยเหล่าไม่ใช่น้อย ๆ แล้ว เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะมานั่งประจำการอยู่ในคลินิกตลอดเวลา แต่จะปล่อยให้คลินิกเปิดปิดบ่อย ๆ ก็คงไม่ดีนัก
เนี่ยอวิ๋นและหวงอิงออกไปท่องโลกกว้างกันมานานพอแล้ว ต้องมีสักวันที่พวกเขารู้สึกเบื่อ
ทักษะทางการแพทย์ของแม่บุญธรรมหวงอิงนั้นยอดเยี่ยมมากจริง ๆ คงน่าเสียดายไม่น้อยถ้าเธอเอาแต่อยู่ในหมู่บ้านต้าวาน
นอกจากนี้ ยังมีเพื่อนร่วมงานที่เกษียณอายุแล้วของเนี่ยเหล่าหลายรายที่เป็นยักษ์ใหญ่แห่งวงการการแพทย์อีกด้วย ถ้ามีใครยินดีใช้พลังงานที่เหลืออยู่ ก็สามารถเชิญพวกเขามาอยู่ที่คลินิกเพื่อให้คำปรึกษาได้เช่นเดียวกัน
พลังของเธอคนเดียวยังอ่อนแอ แต่ถ้าต้องการสร้างประโยชน์ให้กับผู้ป่วยมากขึ้น เธอจะต้องพึ่งพาพลังของทุกคน
หลังจากได้ยินคำพูดของกู้หนาน ดวงตาของเนี่ยเหล่าก็สว่างวาบขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะมองกู้หนานอย่างจริงจัง
“หลานช่วยโทรกลับไปที่หมู่บ้านหน่อยได้ไหม? อยากรู้จริง ๆ ว่าตอนนี้พวกเขาไปถึงไหนกันแล้ว?”
กู้หนานตอบกลับ “หน้าหนาวแบบนี้พวกเขาต้องกลับมาที่หมู่บ้านต้าวานแน่นอนค่ะ หนูจะลองโทรหาหัวหน้าหมู่บ้านดู ถ้าพวกเขากลับมาแล้วจริง ๆ หนูจะกลับบ้านเกิดเพื่อเชิญพวกเขามาทำงานในคลินิกด้วยตัวเอง”
ผู้เฒ่าลู่พูดเสริมขึ้นมาจากด้านข้าง “ใช่ อีกสักพักเราจะกลับไปบ้านเกิดเพื่อฉลองปีใหม่ ถึงตอนนั้นค่อยแวะไปดูที่หมู่บ้านก็ได้”
เมื่อได้ยินจากผู้เฒ่าลู่ว่ากู้หนานจะกลับบ้านเกิดเพื่อฉลองปีใหม่ ลู่ฮ่าวก็ตกตะลึงเล็กน้อย พลางมองไปที่กู้หนาน
ใจหนึ่งอยากโน้มน้าวให้เธออยู่ที่นี่ต่อ แต่กลับพูดไม่ออก
เนี่ยเหล่ามีความสุขขึ้นมาทันที ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม สนับสนุนด้วยเสียงอันดัง “เป็นความคิดที่ดีมาก ถ้าหลานสามารถเชิญพวกเขากลับมาได้จริง ๆ อีกหน่อยคลินิกเราก็ไม่ต้องกำหนดวันเปิดและปิด สามารถรักษาคนไข้ได้ทุกวัน กิจการใหญ่โตแล้วค่อยขยับขยาย ถึงเวลานั้นถ้าเพื่อนเก่าของตาคนไหนเต็มใจทำงาน ก็เชิญมาได้”
ช่วงนี้ผู้เฒ่าเซี่ยหมั่นแวะเวียนมาหาเขาถึงที่คลินิกตลอด เขาเคยขอให้อีกฝ่ายมาร่วมงานกันอย่างเป็นทางการ แต่อีกฝ่ายปฏิเสธ บอกว่าเขายินดีมาช่วยงานโดยที่ไม่สนใจเรื่องรายได้
แต่ถ้าเป็นกู้หนานที่เชิญเขา ผู้เฒ่าเซี่ยคนนี้จะต้องประนีประนอมอย่างแน่นอน
ตอนนี้เขาเป็นหมอเพียงคนเดียวในคลินิก มีนัดหมายพบปะคนไข้สัปดาห์ละสองวัน ดูแล้วช่างคล้ายกับกลยุทธ์ที่คนหนุ่มสาวมักจะเรียกว่าเป็นการดึงเชิงเพื่อการตลาด
ทุกครั้งที่ประตูคลินิกเปิด คนไข้จะต่อแถวรอรับการรักษายาวเสียจนมองไม่เห็นหางแถวด้วยซ้ำ
เขาหวังว่าเนี่ยอวิ๋นและหวงอิงจะกลับมา เพราะเขาคิดถึงทั้งสองมากจริง ๆ
จากนี้ไป สถานที่แห่งนี้จะถือได้ว่าเป็นสถานที่พักผ่อนของทั้งเนี่ยอวิ๋นและหวงอิง
เนี่ยเหล่ามองกู้หนานด้วยสายตาอ่อนโยน
เขาเห็นด้วยอย่างยิ่งกับสิ่งที่เธอทำ
กู้หนานรับรองกับเขาว่า “อย่ากังวลไปเลยนะคะคุณตา คราวนี้หนูจะทำทุกวิถีทางเพื่อพาพวกเขากลับมาอยู่กับตาแน่ พวกเขาเองก็อายุประมาณหนึ่งแล้ว คงดีไม่น้อยถ้าญาติ ๆ ได้กลับมาอยู่ด้วยกันและใช้ชีวิตอย่างมีความสุข การออกไปท่องโลกกว้างเป็นสิ่งที่สมควรทำก็จริงถ้าพวกเขายังเป็นวัยรุ่น แต่ตอนนี้ถึงเวลาที่พวกเขาต้องกลับบ้านแล้วค่ะ”
“ได้ ได้” เนี่ยเหล่าพูดพลางโยกทารกในอ้อมแขน ยิ้มจนมุมปากแทบจรดโคนหู
ถงถงที่ถูกอุ้มลอยไปมาเคลิบเคลิ้มมากจนผล็อยหลับไป
กู้หนานเห็นอย่างนั้นก็รีบอุ้มเด็กมา ก่อนจะวางเธอลงในเตียงเปลกลางบ้าน
“เสี่ยวฮ่าว เธอมั่นใจในการสอบปริญญาเอกมากน้อยแค่ไหน?” เนี่ยเหล่ามองชายหนุ่ม และถามด้วยความห่วงใย
ลู่ฮ่าวรีบตอบกลับ “คุณตา ผมตั้งใจว่าจะอ่านหนังสืออย่างหนักและทุ่มเทกับการสอบจนผ่านให้ได้ครับ”
“ดีมาก”
หลังจากที่เนี่ยเหล่ากล่าวชื่นชมลู่ฮ่าวเสร็จแล้ว เขาก็มองไปที่กู้ย่าฮุย และพูดด้วยน้ำเสียงคนละโทนกัน “เธอล่ะมีแผนการยังไงบ้าง?”
กู้ย่าฮุย “!!!”
เขารู้อยู่แล้วว่าจะต้องมีประโยคคำถามทำนองนี้แน่ ๆ
กู้ย่าฮุยตอบก่อนที่เนี่ยเหล่าจะทันได้ถามไถ่อะไรต่อไป “คุณตา ผมต้องวางแผนไว้อยู่แล้ว ผมเองก็ตั้งใจว่าจะสอบเรียนต่อปริญญาเอกด้วยเหมือนกัน ตอนนี้เริ่มทบทวนบทเรียนไปบ้างแล้ว ผู้อำนวยการเย่ก็เห็นด้วย ตารอฟังข่าวดีจากผมได้เลย”
เนี่ยเหล่าตะคอกอย่างเย็นชา “เธอนี่นะ เอาแต่เปรียบเทียบกับพี่น้องอยู่เรื่อย ถ้ายังเอาแต่ทำตามสิ่งที่เสี่ยวลู่ทำ แล้วเมื่อไหร่จะโตเป็นผู้ใหญ่?”
กู้ย่าฮุย “???”
กู้ย่าฮุยงุนงง เขาพูดด้วยสีหน้าจริงจังว่า “คุณตา ผมไม่ชอบเลยเวลาตาพูดแบบนี้ ทำไมตาถึงเอาแต่ดูถูกผมอยู่เรื่อย เหล่าลู่มีความตั้งใจแบบนั้น ผมเองก็อยากลองพิสูจน์ตัวเองบ้าง อคติที่ตามีต่อผมชักจะฝังแน่นเกินไปแล้ว ถึงผมดูเหมือนเป็นคนไม่คิดอะไร แต่ทนรับฟังคำพูดแบบนี้ไม่ได้จริง ๆ”
เนี่ยเหล่ามองดูใบหน้าหล่อเหลาที่เคร่งเครียดขึ้นมาของหลานชาย ดวงตาสีพีชคู่นั้นมองเขาด้วยความขุ่นเคือง เขาจึงเยาะเย้ยกลับไปว่า “ทำไม? รับไม่ได้จนอยากจะร้องไห้เลยหรือ?”
“แล้วจะให้ผมทนฟังโดยไม่รู้สึกอะไรเลยหรือไง?”
กู้เจิ้งอันเห็นว่ากู้ย่าฮุยเริ่มจริงจัง จึงรีบดึงเขาเพื่อห้ามปราม “ย่าฮุย อย่าเก็บไปใส่ใจเลย พวกเราก็แค่อยากหยอกล้อเล่นกับเธอเพื่อทำให้บรรยากาศในบ้านมีชีวิตชีวามากขึ้น ไม่มีใครอคติกับเธอซะหน่อย เมื่อกี้นี้ตาของเธอเพิ่งจะชื่นชมเธอไปหมาด ๆ คิดซะว่าเป็นเรื่องขำ ๆ ก็ได้”
ผู้เฒ่าลู่ก็รีบพูดเพื่อปลอบใจเขาเช่นกัน “ใช่แล้ว เมื่อกี้นี้ตาของเธอยังชื่นชมในตัวเธออยู่เลย เขาพูดเปรียบเทียบก็เพื่อสร้างความฮึกเหิมและเป็นแรงกระตุ้นความทะเยอทะยานในตัวเธอต่างหาก
“เธอก็รู้ว่าลู่ฮ่าวเป็นคนจริงจังแค่ไหน เราไม่สามารถพูดเรื่องตลกหยอกล้อเขาได้เลย เพราะเขาไม่มีอารมณ์ขัน ปกติแล้วทุกคนเลยมักจะพูดคุยกับเขาอย่างจริงจัง ต่างจากเธอที่อารมณ์ดี ขี้เล่น ยิ้มแย้มอยู่เสมอ อย่าโกรธคุณตาเขาเลย”
กู้ย่าฮุยโบกมือ และยิ้มอย่างไม่แยแส “ช่างเถอะ ช่างเถอะ ผมชินกับอะไรแบบนี้แล้วละ”
ดูเหมือนว่าคำพูดของผู้เฒ่าลู่จะเป็นความจริง ทุกครั้งที่คนในครอบครัวพากันวิพากษ์วิจารณ์เขา เขาจะบังคับให้ตัวเองก้าวไปข้างหน้ามากขึ้น เพื่อพิสูจน์ว่าตัวเองมีความสามารถ
การเรียนปริญญาเอกก็เหมือนกัน เขาตัดสินใจสอบเพราะมีคำพูดของพ่อแม่เป็นแรงผลักดัน
ดังนั้น คุณตาก็อาจจะแค่อยากใช้วิธีนี้เพื่อสร้างแรงกระตุ้นให้กับเขา
เขามองดูสีหน้าจริงจังของเนี่ยเหล่า แล้วหาเหตุผลให้ตัวเองว่า “ตาครับ ผมตัดสินใจสอบเรียนต่อปริญญาเอกเพื่อพัฒนาตัวเองจริง ๆ ผมอยากเรียนรู้ทักษะทางการแพทย์เพิ่มเติม จะได้เอาความรู้มาปรับใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อคนไข้ ผมไม่เคยทำเพราะอยากแข่งขันกับใคร อย่าเข้าใจผมผิด ครั้งต่อไปพวกเรามาคุยกันดี ๆ ดีกว่าชมเชยอีกคนแล้วเหยียบย่ำอีกคนเป็นไหน ๆ”
เมื่อได้ยินแบบนี้ เนี่ยเหล่าก็สบตาเขาแล้วพูดอย่างสงบ “ในที่สุดฉันก็ได้ยินเธอพูดอะไรบางอย่างที่เข้าท่าซะที”
เมื่อก่อนเด็กคนนี้มักจะลอยไปลอยมาเป็นวัน ๆ โดยไม่มีแรงบันดาลใจอะไรเลย จนอดรู้สึกไม่ได้ว่าเขาทำงานเพียงเพราะหน้าที่ ไม่มีตรงไหนที่น่าเชื่อถือ
คงดีไม่น้อยถ้าเขาทำงานอย่างอื่น แต่เขาเป็นหมอ อาชีพมีเกียรติที่ช่วยชีวิตและรักษาผู้ป่วย
เนี่ยเหล่ากลัวเหลือเกินว่าหลังจากลู่ฮ่าวจากไป เขาจะวนเวียนอยู่ในโรงพยาบาลอย่างไร้จุดหมาย
เมื่อรับฟังคำพูดของเขาในเวลานี้ เนี่ยเหล่าก็รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง
ในที่สุดก็ปล่อยวางได้แล้ว