เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 - บทที่ 777 เรียนต่อปริญญาเอก
บทที่ 777 เรียนต่อปริญญาเอก
คำพูดของผู้อำนวยการหวังทำให้ลู่ฮ่าวตกอยู่ในความคิด
ผู้อำนวยการหวังพูดต่อว่า “เธอคงรู้ดีว่าขอบเขตการวิจัยด้านศัลยกรรมกระดูกกว้างแค่ไหน ตอนนี้การศึกษาวิจัยของเธอเป็นแค่ประเด็นเกี่ยวกับเนื้อร้ายบริเวณหัวเข่าและกระดูกสันหลังส่วนเอวเท่านั้น ยังมีช่องโหว่อีกมากมายที่รอการอุด เช่น การแก้กระดูกสันหลังคด ข้อศอก ข้อมือและข้อเท้า อวัยวะเสริมทดแทน และจุดอื่น ๆ โรงพยาบาลต่างประเทศเหล่านั้นอาจจะมีงานวิจัย แต่ตอนนี้ประเทศของเรายังว่างเว้น ดังนั้นผมหวังว่าคนรุ่นใหม่จะขยายองค์ความรู้ไปยังประเด็นอื่น ๆ มากขึ้น ส่งเสริมความก้าวหน้าทางการแพทย์ พวกเราแก่แล้ว หลายอย่างเกินความสามารถของเรา ต้องอาศัยผู้สืบทอดที่พอจะทำได้”
ลู่ฮ่าวตอบกลับ “ผู้อำนวยการ คุณเคยบอกว่าในขณะนี้วิทยาการของเรายังไปไม่ถึงระดับสากล สิ่งที่ทำได้คือการเปลี่ยนอวัยวะข้อต่อสะโพกแค่อย่างเดียว ผมคิดว่าเราควรเริ่มศึกษาค้นคว้าด้านนี้ไปก่อน ในอนาคตจะได้ชำนาญยิ่งขึ้น”
“เรื่องนั้นก็ไม่ผิด แต่ถ้าเธอกลับไปอยู่ที่หลันเฉิง เธอจะมีข้อจำกัดจนไม่สามารถทำอะไรแบบนั้นได้ ถ้าเธอไม่มีโอกาสได้ศึกษาต่อ คงเป็นเรื่องยากที่จะฝ่าฟันไปได้” ผู้อำนวยการหวังมองลู่ฮ่าวอย่างจริงจัง “ฉันยังหวังว่าเธอจะพิจารณาเรื่องนี้อีกครั้ง”
หลังจากที่เขาพูดจบ เขาก็มองไปที่ลู่ฮ่าวราวกับรอคอยคำตอบของเขา
ลู่ฮ่าวคิดอยู่ครู่หนึ่ง พอสบกับสายตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวังของผู้อำนวยการหวัง ก็พูดว่า
“ผู้อำนวยการ ผมจะพยายามสอบเข้าวิทยาลัยการแพทย์ปักกิ่งให้ได้ เพื่อเรียนต่อปริญญาเอก และเป็นลูกศิษย์ของคุณ”
ผู้อำนวยการหวังเป็นอธิการบดีของระดับปริญญาเอกที่วิทยาลัยการแพทย์ปักกิ่ง ลู่ฮ่าวรู้สึกว่าสิ่งที่ผู้อำนวยการ หวังพูดนั้นถูกต้อง เขาควรคว้าโอกาสนี้ไว้ ศึกษาวิจัยอย่างหนัก และมุ่งมั่นเพื่อความก้าวหน้า
แต่เขาไม่อยากอาศัยสิทธิพิเศษจากการทำงานที่โรงพยาบาลปักกิ่ง เขาต้องใช้ความสามารถของตัวเองเพื่อสอบเข้า
ผู้อำนวยการหวังมองดูลู่ฮ่าวด้วยความชื่นชม และตอบด้วยรอยยิ้ม “เอาสิ ผมจะรอคุณนะ”
หลังจากที่เขากลับมา เขาก็เล่าให้ครอบครัวฟังเกี่ยวกับการสนทนาระหว่างเขากับผู้อำนวยการหวัง
กู้หนานสนับสนุนเขาอย่างเต็มที่ “ที่รัก ฉันเห็นด้วยกับความเห็นของผู้อำนวยการหวังจริง ๆ นะคะ คุณควรเรียนต่อ นอกจากจะได้ทำงานในโรงพยาบาลปักกิ่งแล้ว ถ้าคุณสอบเข้าวิทยาลัยการแพทย์ปักกิ่งได้ด้วย คิดดูสิคะว่าพวกเราจะภูมิใจขนาดไหน”
วิทยาลัยการแพทย์ปักกิ่งถือเป็นสถานที่ในฝันของนักศึกษาแพทย์ทั่วทั้งประเทศ ส่วนโรงพยาบาลปักกิ่งก็อยู่ในระดับสูงสุดของโรงพยาบาลอื่น ๆ ในประเทศเช่นเดียวกัน แน่นอน เธอหวังว่าลู่ฮ่าวจะสามารถศึกษาต่อที่นี่ และกลายเป็นผู้มีความสามารถทางการแพทย์ชั้นนำในอนาคต
การเรียนรู้เทคโนโลยีทางการแพทย์จนเชี่ยวชาญมากขึ้นเท่านั้น ถึงจะนำไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อผู้ป่วยได้อย่างแท้จริง
“เสี่ยวฮ่าว พวกเราก็สนับสนุนลูกเหมือนกัน การเรียนรู้ไม่มีที่สิ้นสุด ถ้าลูกสามารถเรียนต่อได้ ก็จะเป็นประโยชน์ทั้งส่วนตัวและต่อวงการแพทย์”
ผู้เฒ่าลู่ถามอย่างสงสัย “หมายความว่ายังไง? เสี่ยวฮ่าวจะเรียนต่ออีกแล้วหรือ?”
ลู่ฮ่าวตอบว่า “คุณปู่ ผมจะเรียนต่อปริญญาเอกแล้วให้ผู้อำนวยการหวังเป็นอาจารย์ที่ปรึกษา เขาเป็นอธิการบดีของที่วิทยาลัยด้วยครับ”
“หมายความว่าอีกหน่อยเธอจะกลายเป็นด็อกเตอร์หรือ?” ผู้เฒ่าลู่เลิกคิ้วด้วยความตื่นเต้น
เฉพาะตอนนี้หลานชายคนโตของเขาก็ถือเป็นคนที่มีการศึกษาสูงสุดในหมู่บ้านแล้ว ถ้าเขาเรียนจบปริญญาเอกอีก เขาไม่กลายเป็นความภาคภูมิใจและความหวังของคนทั้งมณฑลหรอกหรือ?
ผู้เฒ่าลู่จึงยินดีสนับสนุนการตัดสินใจเรียนต่อของลู่ฮ่าวอีกคน
แรงสนับสนุนจากครอบครัว เป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับลู่ฮ่าว สิ่งต่อไปที่เขาต้องทำคือทำงานตามอุดมการณ์ของผู้อำนวยการเย่ เขาหวังว่าผู้อำนวยการเย่จะเข้าใจเขา
ถ้าเขาได้กลับไปที่หลันเฉิงเพื่อร่วมงานแต่งของฉินเฟิง เขาตั้งใจว่าจะเข้าไปพูดคุยกับผู้อำนวยการเย่ดี ๆ
วันต่อมา ลู่ฮ่าวเริ่มงานยุ่งมากขึ้น นอกจากจะต้องไปทำงานตามปกติแล้ว เขายังต้องอ่านหนังสือ และเรียนอย่างหนักเพื่อเตรียมสอบในเดือนมีนาคมปีหน้าด้วย
สองเดือนต่อมา งานแต่งงานของฉินเฟิงและกู้ย่าถิงใกล้เข้ามาทุกที ฉินเฟิงและคนอื่น ๆ โทรมาเชิญพวกเขาหลายครั้งต่อวัน เพื่อขอให้ลู่ฮ่าวและกู้หนานกลับไปร่วมงานแต่งงาน
ผู้เฒ่าลู่เองก็กังวลเล็กน้อยขณะอยู่ที่ปักกิ่ง
ฉินเฟิงและลู่ฮ่าวเป็นสหายพี่น้องที่ดีต่อกัน เขาถือว่าฉินเฟิงเป็นหลานชายของตัวเองมาโดยตลอด แน่นอนว่าเขาเองก็อยากกลับไปร่วมงานแต่งของฉินเฟิงด้วย
ผู้เฒ่าลู่ถามกู้หนาน “หนานหน่าน เราจะกลับไปที่หลันเฉิงกันเมื่อไหร่?”
“คุณปู่ รอให้พี่ฮ่าวกลับมาหลังจากเลิกงานในวันนี้ เราค่อยหารือเรื่องนี้กับเขาอีกทีค่ะ พวกเราทุกคนว่างงาน ดังนั้นต้องยึดเวลาทำงานของเขาเป็นหลัก”
กู้หนานรู้สึกว่าตอนนี้เธอกลายเป็นแม่บ้านอย่างสมบูรณ์ ลู่ฮ่าวกลายเป็นหัวหน้าครอบครัวที่รับผิดชอบงานนอกบ้าน
ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังเพลิดเพลินกับงานบ้าน ยิ่งเมื่อรู้ว่าสามีกำลังจะเรียนต่อปริญญาเอก เธอยิ่งต้องรับผิดชอบงานบ้านจุกจิกรอบตัวเขาอย่างเต็มที่ สนับสนุนให้เขาเข้าเรียนที่วิทยาลัยการแพทย์ปักกิ่งจนสำเร็จ
“หนานหน่าน มีอีกเรื่องที่ฉันอยากจะพูดมานานแล้ว ชื่อเล่นที่พวกเธอตั้งให้เหลนสาวของฉันฟังดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่เลย”
หลังจากได้ยินสิ่งที่ชายชราพูด กู้หนานก็ถามด้วยความไม่เข้าใจ “ไม่ดียังไงหรือคะ?”
ผู้เฒ่าลู่อธิบาย “ชื่อถิงถิงที่ว่านี้เป็นคำเดียวกันกับชื่อของลูกพี่ลูกน้องเธอ ตามธรรมเนียมที่ควรจะเป็นแล้ว ชื่อของเด็กไม่ควรใช้คำเดียวกันกับชื่อของญาติผู้ใหญ่”
“คุณปู่ ถิงถิงเป็นแค่ชื่อเล่นค่ะ ตอนแรกคลอดพี่ฮ่าวคิดว่าเธอหน้าตาน่าเกลียด ก็เลยตั้งชื่อเธอแบบนั้น เพราะหวังว่าเธอจะเติบโตขึ้นเป็นคนสวยและสง่างามในอนาคต แค่ชื่อคงไม่สำคัญมั้งคะ พี่สาวฉันไม่ได้ใช้ชื่อเล่นเดียวกันนี้ซะหน่อย”
ผู้เฒ่าลู่เข้มงวดมาก “ต่อให้เป็นแค่ชื่อเล่นก็ไม่ได้ ต่อไปนี้เรียกเธอว่าถงถงเถอะ อย่าเรียกเธอว่าถิงถิงเลย เธอกับเสี่ยวลู่ต่างก็หล่อสวยกันทั้งคู่ ถึงเด็กไม่ได้ใช้ชื่อนี้ เธอก็ต้องโตขึ้นเป็นคนสวยอยู่วันยังค่ำ”
เมื่อเห็นว่าชายชราจริงจังกับเรื่องนี้มากแค่ไหน กู้หนานก็ยิ้มและตอบว่า
“งั้นเอาตามที่คุณปู่ว่าแล้วกันค่ะ ให้เธอชื่อถงถง”
แม้ว่าจะเป็นแค่ชื่อเล่น แต่ก็ถ้าใช้คำเดียวกันกับลูกพี่ลูกน้องของเธอก็เป็นสิ่งที่ไม่สมควรจริง ๆ
ทันทีที่ลู่ฮ่าวกลับถึงบ้าน ผู้เฒ่าลู่ก็คุยเรื่องนี้กับเขาอีกครั้งด้วยน้ำเสียงไม่สู้ดีนัก
“ต่อจากนี้ไป ชื่อเล่นของเหลนฉันคือถงถง ไม่ใช่ถิงถิง ตอนตั้งชื่อให้ลูกตัวเอง ทำไมถึงไม่คำนึงถึงเรื่องนี้ก่อน? ถ้ากลับไปที่หลันเฉิงแล้วคนจะมองเธอยังไง?”
หลังจากถูกปู่ของเขาวิพากษ์วิจารณ์ ลู่ฮ่าวก็ลูบจมูกตัวเองอย่างเคอะเขิน ก้มมองดูทารกที่กอดตุ๊กตาและนอนอยู่ในเปลด้วยสีหน้าอ่อนโยน “ถงถง เอาตามที่คุณปู่ทวดบอกก็แล้วกัน จากนี้ไปชื่อเล่นของหนูคือถงถงนะลูก”
“อีกอย่าง ถ้าเธองานยุ่งเกินไปจนลาไม่ได้ก็ไม่ต้องกลับ หนานหน่านกับฉันจะพาถงถงกลับไปที่หลันเฉิงกันเอง จะได้ถือโอกาสกลับไปเยี่ยมบ้านเกิดของเราเพื่อฉลองวันปีใหม่ เธอก็อยู่ที่ปักกิ่งต่อไปยาว ๆ ตั้งใจทำงานให้ดี”
ลู่ฮ่าวกลอกตาขึ้น ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเศร้าหมอง “ปู่ครับ ใจคอปู่จะกลับบ้านแล้วทิ้งผมไว้ที่นี่คนเดียวจริง ๆ หรือ?”
“พ่อแม่หลานก็ยังอยู่ที่นี่ไม่ใช่หรือ?”
ลู่ฮ่าวตอบ “ช่วงนี้พ่อกับแม่ก็กำลังจะเดินทางไปต่างประเทศอีกแล้ว ช่วงปลายปีมีหน่วยงานติดต่อเข้ามาที่บริษัทเยอะเลย พวกเขาต้องไปที่นั่นอย่างน้อยหนึ่งเดือน”
หลังจากได้ยินสิ่งที่เขาพูด ผู้เฒ่าลู่ก็ถามด้วยความโกรธว่า “ถ้าอย่างนั้นหลานขอลางานได้หรือเปล่าล่ะ? หลานยังต้องเตรียมตัวสำหรับการสอบไม่ใช่เรอะ อย่าปล่อยให้ล่าช้า”
“ผมขอลาได้แล้ว” ลู่ฮ่าวตอบด้วยรอยยิ้ม
กู้หนานมองหน้าเขาอย่างมีความสุข ถามว่า “จริงหรือคะ รอบนี้ลาได้นานแค่ไหน?”
“กลับมาอีกทีหลังปีใหม่โน่นเลย ผู้อำนวยการกำชับว่าช่วงนี้ต้องหมั่นทบทวนหนังสือให้หนัก จะได้เตรียมตัวสอบในปีหน้า ตอนแรกผมแค่มาอยู่ที่นี่เพื่อเรียนต่อ งานส่วนของผมใช่ว่าไม่มีใครมารับช่วงทำแทนได้ เขาอยากให้ผมกลับไปทำเรื่องตามขั้นตอนมากกว่า”
ใบหน้าของกู้หนานเต็มไปด้วยความชื่นชม “ว้าว ผู้อำนวยการหวังทั้งใจดีและมีน้ำใจมากเลยนะคะ”
ลู่ฮ่าวอธิบาย “เขาอนุมัติวันหยุดพักร้อนให้ผม เพื่อให้ผมได้กลับไปบอกความประสงค์ของตัวเองกับผู้อำนวยการเย่ เพราะกลัวว่าผู้อำนวยการเย่จะไม่ยอมปล่อยให้ผมไป”
ผู้เฒ่าลู่ดีใจมากเมื่อได้ยินว่าลู่ฮ่าวสามารถกลับไปบ้านเกิดได้เป็นเวลานานขนาดนี้
ด้วยเหตุนี้ ทั้งครอบครัวก็จะสามารถเดินทางกลับบ้านเกิดเพื่อไปฉลองปีใหม่ได้
กู้หนานมองลู่ฮ่าวอย่างคาดหวัง ถามว่า “แล้วเราจะออกเดินทางกันเมื่อไหร่คะ?”
“เร็วที่สุดยิ่งดี อีกอย่างครั้งนี้เราจะเดินทางกลับกันโดยเครื่องบินน่ะ”