เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 - บทที่ 776 ผู้เฒ่าลู่เข้าสังคม
บทที่ 776 ผู้เฒ่าลู่เข้าสังคม
หลังจากฟังเรื่องราวจากกู้หนานแล้ว ผู้เฒ่าลู่ก็แสดงสีหน้าเคร่งขรึม ถอนหายใจออกมา “ไม่นึกเลยว่านักธุรกิจที่ดูร่ำรวยและเต็มไปด้วยความมั่นใจแบบนั้น จะมีอดีตที่ยากลำบากแบบนี้”
“คุณปู่ เขาก็เหมือนกับคุณแม่ค่ะ ถูกคนใกล้ตัวทำร้ายจิตใจอย่างสาหัส ทำให้หัวใจของเขาเต็มไปด้วยช่องโหว่ ตอนนี้เขาสามารถปล่อยวาง และยอมรับพวกเราเหมือนเป็นลูกแท้ ๆ ของเขา ถ้าไม่ให้เราเรียกเขาว่าพ่อ ก็คงไม่ยุติธรรมสำหรับเขาเท่าไหร่”
ผู้เฒ่าลู่พยักหน้า “เดวิดคนนี้อุทิศตนและมีความเป็นพ่อมากกว่าพ่อแท้ ๆ ของพวกเธอซะอีก สมควรแล้วละที่เรียกเขาว่าพ่อ”
เมื่อผู้เป็นปู่พูดมาถึงตรงนี้ ลู่ฮ่าวกับกู้หนานก็มองหน้ากัน จากนั้นทั้งคู่ก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ผู้เฒ่าลู่พูดกับพวกเขาต่อไป “ถึงอย่างนั้นก็เถอะ เสี่ยวฮ่าว พ่อเธอก็เพิ่งประสบปัญหาในชีวิตมาเหมือนกัน ตอนนี้เขาอาศัยอยู่ในบ้านหลังใหม่คนเดียว เขาคงคิดถึงเธอมากเหมือนกัน ดังนั้นถ้ามีเวลา อย่าลืมโทรหาเขาหรือเขียนจดหมายถึงเขาด้วย อย่างน้อยทักทายหน่อยก็ยังดี อย่าเอาแต่เชิดชูพ่อเลี้ยงจนลืมพ่อผู้ให้กำเนิดล่ะ”
สุดท้ายแล้วผู้เฒ่าลู่ก็ยังยืนยันในเจตนาเดิมอย่างเห็นแก่ตัว
ลู่ฮ่าวเองก็ตอบกลับอย่างให้ความร่วมมือ “เข้าใจแล้วครับปู่ ไว้เย็นนี้ผมจะโทรหาเขา”
เฉินหย่าจือรู้สึกไม่สบายใจตั้งแต่เธอออกมานอกห้อง
เธอกลัวว่าผู้เฒ่าลู่อาจจะโกรธลู่ฮ่าว และไม่อนุญาตให้เขาเรียกเดวิดว่าพ่อ
ตอนนี้เธอเอาแต่เดินวกไปวนมาอยู่ในห้องนั่งเล่น จนกระทั่งประตูห้องนอนเปิดออก และลู่ฮ่าวก็เดินออกมา
เฉินหย่าจือรีบดึงเขาออกไปห่าง ๆ แล้วถามด้วยเสียงแผ่วราวกระซิบ “เป็นยังไงบ้าง คุณปู่เขาคงไม่ได้ดุลูกใช่ไหม?”
ลู่ฮ่าวยิ้มพลางส่ายหัว “ไม่ครับแม่ ปู่ของผมเป็นคนมีเหตุผลพอ หนานหน่านเล่าอดีตของพ่อให้เขาฟัง พอปู่ได้ยินก็รู้สึกเห็นใจมากกับเหตุการณ์ที่เขาเคยเผชิญ แถมยังสอนให้ผมกตัญญูต่อเขาให้มาก และเห็นด้วยที่ผมเปลี่ยนคำเรียก”
“คุณปู่ของลูกเป็นคนแก่ที่มีความคิดอ่านน่านับถือมาก เขาใจกว้างมากเลย”
เฉินหย่าจือรู้สึกสะเทือนใจมากเมื่อเธอได้ยินคำพูดของลู่ฮ่าว
พวกเขาโชคดีที่ในครอบครัวมีชายชราผู้ใจกว้าง เข้าใจหัวอกของสมาชิกในบ้านเป็นอย่างดี
เมื่อเดวิดกลับมาถึงบ้าน ก็เป็นเวลาอาหารเย็นพอดี
“พ่อ ทำไมวันนี้ถึงกลับมาช้าจังครับ?”
ลู่ฮ่าวถามด้วยความกังวลเมื่อเห็นอีกฝ่ายเดินเข้าประตูบ้านมาด้วยสีหน้าเหนื่อยหน่าย ถือกระเป๋าเอกสารหนัก ๆ ไว้ในมือ
“ที่บริษัทจัดประชุมอย่างกะทันหัน เพื่อสรรหาผลิตภัณฑ์ให้เพียงพอสำหรับกั่งเฉิงน่ะ”
เดวิดเปลี่ยนรองเท้าแล้วเดินเข้าไป พอเหลือบมองไปยังห้องนั่งเล่นแล้วไม่เห็นร่องรอยของผู้เฒ่าลู่ ก็หันไปถามลู่ฮ่าว “ปู่ของเธอไม่อยู่หรือ?”
“อยู่ครับ น่าจะกำลังเลี้ยงลูกผมอยู่ในห้อง”
พูดไม่ทันขาดคำ ผู้เฒ่าลู่ก็เดินออกมาจากห้องนอน ทันทีที่เขาเห็นเดวิด ก็ทักทายอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้ม “โอ้ เดวิดนั่นเอง เลิกงานแล้วหรือ?”
หลังจากรับฟังประสบการณ์เลวร้ายของเดวิดจากปากกู้หนานและลู่ฮ่าว ผู้เฒ่าลู่รู้สึกไม่สบายใจ และรู้สึกเสียใจแทนเขา
ทั้งยังรู้สึกขอบคุณมากสำหรับการทุ่มเทของเขาเพื่อช่วยเหลือลู่ฮ่าวในหลาย ๆ ด้าน
“ลุงลู่ ผมขอโทษจริง ๆ ครับ วันนี้ที่บริษัทมีนัดประชุมด่วน ผมเลยไม่ได้ไปรับคุณด้วยตัวเอง”
เดวิดมองผู้เฒ่าลู่ ถามด้วยความกังวล “ระหว่างการเดินทางที่ผ่านมาสะดวกราบรื่นดีไหมครับ? มีอาการเมารถบ้างหรือเปล่า?”
ผู้เฒ่าลู่ส่ายหัว “ไม่เลย ไม่เลย ฉันคุ้นเคยกับการนั่งรถไฟดี ไม่มีอาการเมารถทั้งนั้น”
“ลุงลู่ เชิญนั่งลงก่อนครับ”
ผู้เฒ่าลู่ยิ้มแย้มอย่างใจดี เชิญเดวิดให้นั่งลงบนโซฟาเช่นกัน “อืม เธอเองก็นั่งลงด้วยสิ”
เฉินหย่าจือและลู่ฮ่าวเห็นว่าชายชราค่อนข้างกระตือรือร้นกับเดวิดมาก สองแม่ลูกก็หันมองหน้ากัน และยิ้มด้วยสายตาที่มีความสุข
ตลอดหลายปีที่ผู้เฒ่าลู่ทำงานอยู่ในเมือง เขาไม่ได้เก็บตัวจนกลายเป็นคนไร้ประโยชน์ จึงค่อนข้างเข้าสังคมเก่ง เพื่อที่จะหาเรื่องมาพูดคุยกับเดวิดอย่างต่อเนื่อง ถามคำถามสัพเพเหระมากมาย ด้านเดวิดก็ตอบกลับทีละคำถามอย่างถ่อมตัวและอดทน
“ลุงลู่ อาหารเย็นพร้อมแล้ว พวกเราค่อย ๆ คุยกันระหว่างกินข้าวเถอะครับ”
ปกติกู้หนานมักจะกินข้าวทุกมื้อในห้องนอนของตัวเอง
แต่วันนี้คุณปู่อุตส่าห์มาเยี่ยมถึงที่ เธอจึงยืนกรานว่าจะออกมานั่งกินข้าวมื้อเย็นกับทุกคน
ดังนั้น ลู่ฮ่าวจึงเข้าครัวทำอาหารมื้อพิเศษให้เธอ ทั้งครอบครัวนั่งล้อมโต๊ะเพื่อรับประทานอาหารด้วยกัน
ผู้เฒ่าลู่เล่าให้พวกเขาฟังด้วยความกระตือรือร้นอย่างมากเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในบ้านเกิดของเขา รวมถึงแสดงทรรศนะหลังจากได้เห็นการพัฒนาอย่างรวดเร็วของตัวเมืองระหว่างเดินทางมาที่นี่
กู้หนานยิ้มและพูดว่า “คุณปู่ ในอนาคตมันจะยิ่งพัฒนากว่านี้อีกค่ะ ปีหน้าพื้นที่ปลูกยาสมุนไพรในบ้านเกิดของเราจะเพิ่มขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า เมื่อถึงเวลานั้น โรงงานแปรรูปยาของเราก็จะขยายขนาดตามไปด้วย อีกหน่อยงานของเราต้องยุ่งมากแน่ ๆ”
คำพูดของกู้หนานถือเป็นสิ่งกระตุ้นจิตวิญญาณความขยันของผู้เฒ่าลู่ หวังว่าเขาจะเปล่งประกายอีกครั้งหลังจากขยายโรงงาน
ผู้เฒ่าลู่มองไปที่เดวิดและเฉินหย่าจือ พูดอย่างจริงใจว่า “หย่าจือ ขอบคุณเธอกับเดวิดมากที่ช่วยดูแลเด็กทั้งสองคนเป็นอย่างดี โดยเฉพาะเดวิด ฉันได้ยินมาว่าเธอช่วยเป็นธุระจัดหาโควตาให้เสี่ยวฮ่าวและเพื่อนร่วมงานของเขา ให้ได้ไปประชุมแลกเปลี่ยนที่โรงพยาบาลในต่างประเทศ”
เดวิดตอบกลับว่า “ลุงลู่ เรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องขอบคุณผมเลยครับ เสี่ยวฮ่าวมีความสามารถด้วยตัวของเขาเอง ทั้งเขาและหนานหน่านจะกลายเป็นผู้ปฏิวัติวงการแพทย์ในอนาคตแน่ พวกเราภูมิใจมากที่มีลูก ๆ มากพรสวรรค์แบบนี้เช่นพวกเขา”
ผู้เฒ่าลู่ชอบให้คนยกย่องหลานชายตัวเองมากที่สุด เขารู้สึกเป็นสุขอยู่ในใจ “ใช่แล้ว หลานทั้งสองคนถือเป็นความภาคภูมิใจของเรา”
ครอบครัวรับประทานอาหารอย่างมีความสุข ลู่ฮ่าวมองไปที่ปู่ของเขา แล้วเสนอว่า “ปู่ครับ พรุ่งนี้ผมว่าจะพาปู่ออกไปเดินเล่นข้างนอกนะ”
ผู้เฒ่าลู่ปฏิเสธข้อเสนอของลู่ฮ่าวทันที “ไม่ล่ะ จะให้ฉันออกไปทำไม? ฉันอยากอยู่บ้านกับเหลนของฉันมากกว่า”
หลายวันถัดมา ผู้เฒ่าลู่แทบไม่ยอมอยู่ห่างจากเด็กน้อยเลย ยกเว้นก็แต่ตอนที่กู้หนานต้องให้นมลูกเท่านั้น เขาถึงจะปลีกตัวไปนั่งอยู่หน้าเปล คอยดูแลทารกไม่ให้คลาดสายตา
พอเด็กน้อยหลับ เขาจะนั่งมองหน้าเธอเงียบ ๆ พอเด็กน้อยตื่น เขาก็จะนั่งอยู่ข้าง ๆ แล้วหยอกล้อเล่นกับเธอ
ไม่ต้องพูดถึงว่าผู้เฒ่าลู่มีเคล็ดลับในการเล่นกับเด็กแบบมืออาชีพมาก
อย่าลืมว่าลู่ฮ่าวก็เติบโตขึ้นโดยได้รับการเลี้ยงดูจากเขา ดังนั้นเขาจึงมีประสบการณ์มากมายในการเลี้ยงเด็กอ่อน
ซึ่งถิงถิงดูเหมือนจะชอบคุณปู่ทวดเป็นพิเศษ ขณะที่คุณปู่เขย่าของเล่นหมุนไปหมุนมา เธอก็จ้องมองตรงไปที่ชายชราด้วยดวงตากลมโตสีเข้มพร้อมกับหัวเราะออกมาเป็นครั้งคราว
นับตั้งแต่คุณปู่มาที่นี่ ช่วงเวลาการอยู่เดือนของกู้หนานก็ไม่น่าเบื่ออีกต่อไป
คุณปู่ไม่ยอมให้เธอดูทีวีหรืออ่านหนังสือ เพราะกลัวว่าจะทำให้สายตาเสียซะเปล่า เขาจึงคอยคุยกับเธอและทำของเล่นให้เด็กหญิงตัวน้อย วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว พริบตาเดียวเด็กก็อายุครบหนึ่งเดือนแล้ว
ญาติ ๆ ที่อยู่หลันเฉิงต้องการเดินทางมาหาเพื่อจัดงานเลี้ยงพระจันทร์เต็มดวงให้กับเด็กน้อย แต่ลู่ฮ่าวและกู้หนานช่วยกันห้ามปราม
ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะเดินทางจากหลันเฉิงเพื่อมาปักกิ่ง หลายคนเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่สะดวกเดินทางไกล แถมทุกคนก็มีงานการที่ต้องทำ กู้หนานบอกว่าตัวเองจะกลับไปที่นั่นพร้อมกับลูก ๆ ในอีกสองเดือน แล้วค่อยจัดงานเลี้ยงพระจันทร์เต็มดวงที่เมืองหลันเฉิง
ถึงแม้จะไม่มีใครมา แต่กู้เจิ้งอันซึ่งมีศักดิ์เป็นคุณตาของเด็กก็ยังยึดตามธรรมเนียมอย่างเคร่งครัด ตั้งใจมาเฉลิมฉลองงานเลี้ยงพระจันทร์เต็มดวงของหลานสาว
เฉินหย่าจือและเดวิดจัดการจองโรงแรมเป็นพิเศษ แม้ว่าจะมีคนมาร่วมน้อย แต่ก็ยังจัดงานเลี้ยงพระจันทร์เต็มดวงให้หลานสาวอย่างยิ่งใหญ่
พอพิธีผ่านพ้นไป ผู้อำนวยการหวังก็เดินเข้ามาหาลู่ฮ่าว
“ลู่ฮ่าว ตอนนี้เธอถือเป็นลูกศิษย์ของฉันแล้วครึ่งหนึ่ง ดังนั้นฉันจะไม่พูดอ้อมค้อมอีก เธอคงรู้อยู่แล้วใช่ไหมว่าโรงพยาบาลของเราคิดเห็นยังไงกับเธอ ทางโรงพยาบาลยินดีจะว่าจ้างเธอเป็นบุคลากรของเรา แล้วเธอล่ะคิดยังไงกับเรื่องนี้?”
ลู่ฮ่าวจึงแสดงความคิดของเขาอย่างตรงไปตรงมา “ผู้อำนวยการหวัง ผมตัดสินใจแล้วว่าหลังจากเสร็จสิ้นระยะเวลาการฝึกอบรม ผมจะกลับไปทำงานที่โรงพยาบาลหลันเฉิงตามเดิม”
“ฉันรู้อยู่แล้วว่าเธอต้องตัดสินใจแบบนี้ ถึงอย่างนั้นก็เข้าใจความผูกพันของเธอที่มีต่อโรงพยาบาลหลันเฉิงและเหล่าเย่เป็นอย่างดี แต่เธอไม่คิดบ้างหรือว่าการอยู่ที่นี่ อาจจะทำให้เธอพัฒนาได้มากขึ้นในอนาคต?”
“ผู้อำนวยการ โรงพยาบาลหลันเฉิงต้องการผมมากกว่าที่นี่แน่ ๆ”
ผู้อำนวยการหวังได้ยินคำพูดของลู่ฮ่าวก็พูดยิ้ม ๆ ว่า “เธอเป็นคนที่มีทัศนคติดี ถึงยังไง วงการแพทย์ด้านศัลยกรรมกระดูกและข้อก็ยังต้องการให้หมอรุ่นใหม่แบบเธอทำการค้นคว้าและศึกษาวิจัยต่อไป”
“ตลอดระยะเวลาหนึ่งปีมานี้ เธอคงได้เรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ มากมายระหว่างศึกษาอยู่ที่ปักกิ่ง เธอสามารถนำความรู้พวกนี้กลับไปที่บ้านเกิด เพื่อเป็นประโยชน์ต่อคนไข้มากมายที่นั่นต่อไป เธอเป็นคนที่มีคุณธรรม แม้แต่ฉันยังซาบซึ้งในอุดมการณ์ของเธอที่ไม่เคยหลงลืมรากเหง้าของตัวเอง”
ผู้อำนวยการหวังมองเขาด้วยสีหน้าจริงจัง “เธอเคยคิดบ้างหรือเปล่า ว่าระดับการรักษาพยาบาลในปัจจุบันของเรา จะเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพของผู้ป่วยจริง ๆ ไหม?”