เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 - บทที่ 769 หน้าเหมือนช้อนรองเท้า
บทที่ 769 หน้าเหมือนช้อนรองเท้า
หลังจากส่งกู้หนานกลับมาที่ห้องผู้ป่วย ป้าหลิวก็หิ้วซุปไก่ที่ทำเสร็จจากที่บ้านมาที่นี่
ลู่ฮ่าวรีบป้อนซุปให้เธอดื่ม
“คุณดูลูกก่อนสิ” กู้หนานเห็นว่าลู่ฮ่าวเอาแต่เดินวนรอบตัวเธอ ทั้งที่คุณปู่คุณย่าอุ้มลูกอยู่ แต่เขาไม่ได้หันไปมองเลยสักนิด
ตัวเธอเองก็ยังไม่ได้ดูทารกน้อยเต็ม ๆ ตาเลย
เมื่อกี้นี้ตอนอยู่ในห้องคลอด พยาบาลให้เธอดูลูกครู่หนึ่ง แต่เพราะดวงตาของเธอพร่ามัวไปด้วยน้ำตา จึงมองเห็นไม่ชัดเจน
รู้เพียงว่าลู่ฮ่าวสมความปรารถนาแล้ว เธอเป็นเด็กผู้หญิง
“เธอกินข้าวก่อน กินเสร็จมีแรงแล้วพวกเราค่อยดูลูกนะ” ลู่ฮ่าวนั่งอยู่ตรงหัวเตียงแล้วป้อนซุปให้เธอ รอจนกู้หนานนอนลง เขาจึงล้างมือแล้วไปพบหน้าเจ้าตัวน้อยของตนอย่างเคร่งขรึมจริงจัง
ลู่ฮ่าวแบกความตื่นเต้นเต็มอก เขาเลิกมุมผ้าห่มออกอย่างระมัดระวัง เมื่อเห็นเจ้าตัวน้อยในห่อผ้า ใบหน้าของเขาก็แตกร้าวทันที ใบหน้าของเขาก็พลันยับยู่ยี่ทันใด
“แม่ ไม่ได้อุ้มผิดหรอกหรือครับ?”
เขามองไปยังเฉินหย่าจือด้วยสีหน้าเคร่งเครียดแล้วเอ่ยถาม
กู้หนานที่นอนอยู่บนเตียงลืมตาขึ้นมาอย่างยากลำบาก และมองมาด้วยสีหน้าเป็นกังวล
“เป็นไปไม่ได้หรอก มีปัญหาตรงไหนหรือ?” เฉินหย่าจือมองลู่ฮ่าวด้วยความประหลาดใจพลางถาม
ลู่ฮ่าว “น่าเกลียดชะมัด หน้าตาไม่เหมือนพวกเราเลยสักนิด ใบหน้านี่ยาวอย่างกับช้อนรองเท้าแหนะ[1]*”
เฉินหย่าจือ “…”
แม้แต่เดวิดก็ยังรู้สึกขบขันกับคำพูดของลู่ฮ่าว
ทำให้เฉินหย่าจือพูดอย่างไม่พอใจ “ตอนเพิ่งเกิดก็น่าเกลียดแบบนี้กันทั้งนั้น ลูกเป็นหมอนะ ไม่รู้หรือยังไง?”
เพราะศีรษะถูกบีบรัดจนผิดรูปทรง ใบหน้าจึงยาว ผ่านไปสักสองสามวันก็จะดีขึ้นเองตามธรรมชาติ
ลู่ฮ่าวเดินเข้ามาหาด้วยใบหน้าบูดบึ้ง วางเด็กไว้ข้างตัวกู้หนาน “หนานหน่าน เธอลองดูสิ”
กู้หนานรีบชำเลืองมองดู เธอเองก็เกือบจะร้องไห้ออกมาเพราะความน่าเกลียดแล้วเหมือนกัน
มิน่าลู่ฮ่าวถึงได้ไม่ชอบใจ
เธอน่าเกลียดเกินไปแล้ว มีแต่รอยเหี่ยวย่น เหมือนกับหญิงชราตัวน้อยอย่างไรอย่างนั้น
“มาเถอะ ให้ฉันอุ้มเอง ฉันไม่รังเกียจหลานสาวของฉัน ผู้หญิงเติบโตขึ้นเปลี่ยนไปสิบแปดอย่าง[2]* ยิ่งโตก็ยิ่งสวย ยีนของเราจะไปไหนได้กันล่ะ”
เฉินหย่าจือเห็นทั้งสองคนดูแปลก ๆ จึงรีบอุ้มเด็กออกไปแล้วป้อนน้ำให้เด็กหญิงดื่ม
ลู่ฮ่าวยืนอยู่ตรงหน้ากู้หนาน จับมือเธอแล้วจูบหน้าผากของเธออย่างแผ่วเบา “ที่รัก เธอต้องทนทรมานขนาดนี้ เรามีครั้งนี้ครั้งเดียวเถอะ หลังจากนี้ไม่ต้องมีแล้ว”
ว่ากันว่าการคลอดลูกคือการเดินผ่านประตูนรก เมื่อก่อนเขาได้ยินคำพูดนี้ก็ไม่ได้คิดอะไร แต่วันนี้เมื่อเห็นภรรยาของตนเจ็บปวดขนาดนั้นด้วยตาตัวเอง หัวใจเขาก็แทบแตกสลาย
จิตวิญญาณเองก็หวาดกลัวจนขวัญหนี
ทนเจ็บแค่ครั้งนี้ก็พอแล้ว ไม่ต้องมีลูกคนที่สองหรอก
ประจวบเหมาะกับที่นโยบายลูกคนเดียวบังคับใช้อย่างเข้มงวด ตอบสนองกับนโยบายการเมือง ลูกสาวเองก็เป็นผู้สืบสกุลเช่นกัน
“แขนคุณเจ็บหรือเปล่า?” กู้หนานเพิ่งนึกได้ว่าตอนที่เธอกำลังจะเข้าห้องคลอด เธอเจ็บมากจนกัดเขาไป
การกัดนั้นของเธอ คงจะไม่ได้กัดเข้าเนื้อเขาหรอกใช่ไหม
ลู่ฮ่าวหัวเราะด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ “ไม่เจ็บนะ ไม่เห็นรู้สึกเลย”
“ขอฉันดูหน่อย” กู้หนานคว้ามือของเขาไว้
ลู่ฮ่าวชักแขนกลับแล้วพูดด้วยรอยยิ้ม “ไม่ต้องดูหรอก ผมไม่รู้สึกเจ็บเลยสักนิดเดียว”
“ถกขึ้นมา” กู้หนานสั่ง
เมื่อลู่ฮ่าวเห็นเธอทำหน้าบึ้ง ก็ได้แต่ถกแขนเสื้อขึ้นมา
แขนของเขาแกว่งไปมาตรงหน้าเธอ “ดูสิ ไม่มีเห็นเป็นอะไรเลย”
“ข้างนั้นล่ะ” กู้หนานมองไปทางแขนขวาของเขาด้วยอารมณ์ไม่ดีนัก
ลู่ฮ่าวไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากถกแขนเสื้ออีกข้างขึ้น
บนท่อนแขนแกร่งนั้น ปรากฏรอยฟันลึกเป็นวงกลม
ถึงแม้จะผ่านไปสองสามชั่วโมงแล้ว แต่รอยก็ยังคงชัดเจน
กู้หนานแตะที่แขนของเขาด้วยสีหน้ารู้สึกผิด “ขอโทษนะ ฉันกัดแรงเกินไป”
ลู่ฮ่าวดึงแขนเสื้อลง เขามองไปที่เธอด้วยสายตาอ่อนโยน และพูดด้วยเสียงแหบแห้ง “เทียบกับความเจ็บปวดของเธอแล้ว มันเล็กน้อยมาก”
“คุณโทรไปบอกที่บ้านหรือยัง?” กู้หนานถาม
หลังจากได้ยินเธอเตือนสติ ลู่ฮ่าวก็พลันนึกขึ้นมาได้ว่าจนถึงตอนนี้ตนยังไม่ได้ประกาศข่าวดีให้ญาติพี่น้องรู้เลย
“ลืมไปน่ะ”
“รีบโทรเร็วเข้า”
ลู่ฮ่าวหยิบโทรศัพท์ออกมา แล้วโทรไปที่บ้านเกิดของตนก่อน
กู้หนานขอให้ฟางกั๋วผิงติดตั้งโทรศัพท์ที่บ้านด้วยเงินที่ได้รับจากโรงงานแปรรูปยา จะได้สะดวกต่อการติดต่อธุรกิจของโรงงาน และพวกเขาเองก็สะดวกในการโทรศัพท์กลับไปด้วยเช่นกัน
ดังนั้น ผู้เฒ่าลู่ที่นั่งอยู่บนเตียงเตาจึงเป็นคนได้รับโทรศัพท์
เมื่อผู้เฒ่าลู่ได้ยินลู่ฮ่าวบอกว่ากู้หนานให้กำเนิดหลานสาวของเขาแล้ว ก็พลันตื่นเต้นไปด้วย
เขาตะโกนดังลั่น [สุขภาพของหนานหน่านเป็นยังไงบ้าง?]
ลู่ฮ่าวตอบว่า “คุณปู่ หนานหน่านสบายดีครับ เธอเพิ่งดื่มซุปไปนิดหน่อย”
[เยี่ยมมาก เยี่ยมมาก ฉันมีหลานสาวแล้ว มีความสุขจริง ๆ หนานหน่านต้องลำบากแน่เลย หลานต้องดูแลเธอให้ดีล่ะ]
ผู้เฒ่าลู่ตื่นเต้นมากจนแทบจะร้องไห้ออกมาด้วยความดีใจ
ครอบครัวของเขา มีคนสี่รุ่นอยู่ร่วมเรือนเดียวกัน
เขาจะได้เป็นปู่ทวดแล้ว
“คุณปู่ ใจร่ม ๆ นะครับ เดี๋ยวผมขอโทรหาพ่อตาสักหน่อย”
จากนั้น ลู่ฮ่าวก็โทรหาเหล่าญาติ ๆ ที่หลันเฉิงอีก
เขาแจ้งข่าวดีให้ทีละคน
เมื่อเนี่ยอวี้ฮว๋าและคนอื่น ๆ ได้ยินว่ากู้หนานคลอดลูกสาวจริง ๆ พวกเขาก็ตื่นเต้นไม่แพ้กัน
กู้เจิ้งอันอยู่ที่เมืองปินเฉิง กำลังเตรียมตัวเพื่อจะรีบมาหาลูกสาวและหลานสาวของเขา
หลังจากวางสาย ในที่สุดภายในห้องผู้ป่วยก็เงียบสงบลง
เฉินหย่าจือและเดวิดประคบประหงมเด็กน้อยอย่างอ่อนโยน ในขณะที่ลู่ฮ่าวก็คอยเฝ้าดูแลกู้หนานที่ร่างกายยังอ่อนแอ
เป็นภาพที่อบอุ่นมาก
กู้หนานเหลือบมองชายหนุ่มที่จ้องมองเธออย่างเหม่อลอย และเอ่ยเตือนสติ “ตั้งชื่อให้ลูกสาวของคุณหน่อยสิ”
“โอ้ จริงสิ ลูกสาวฉันยังไม่มีชื่อเลย” ลู่ฮ่าวคิดแล้วคิดอีก เวลาผ่านไปนาน เขามองดูเด็กหญิงตัวน้อยที่เต็มไปด้วยรอยย่นแล้วพูดว่า “ชื่อเล่นเรียกว่าถิงถิงแล้วกัน ฉันหวังว่าในอนาคตเธอจะเติบโตขึ้นอย่างสง่างาม”
เมื่อได้ยินชื่อเล่นที่ลู่ฮ่าวตั้ง เฉินหย่าจือก็เห็นด้วยอย่างยิ่ง “ชื่อถิงถิงเพราะมากจ้ะ”
“พ่อครับ แม่ครับ ชื่อจริงของหลานสาว ผมขอฝากพ่อกับแม่ด้วยนะครับ”
กู้หนานเห็นด้วย “ใช่แล้ว ให้คุณปู่คุณย่าตั้งชื่อจริง”
เดวิดพยักหน้าด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มเมื่อได้ยินว่าทั้งสองจะฝากเรื่องสำคัญไว้ให้พวกเขาทำ “ได้เลย พวกเราขอกลับไปคิดหน่อยนะ”
วันต่อมากู้เจิ้งอันก็มาถึงเมืองปักกิ่งด้วยความเร่งรีบ แล้วมาเยี่ยมกู้หนานกับลูกที่โรงพยาบาล
“พ่อ ทำไมถึงมาเร็วขนาดนี้กันคะ?” เมื่อกู้หนานเห็นกู้เจิ้งอันที่รีบรุดมาจนเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง ในใจก็พลันรู้สึกซาบซึ้ง
“พ่อนั่งรถไฟมาตอนกลางคืน ตอนเช้าก็ถึงแล้ว”
กู้เจิ้งอันซื้อของมากมายจากร้านค้าข้างโรงพยาบาล แต่สุดท้ายหลังจากซื้อมาแล้ว เขาก็ถูกพยาบาลที่เข้ามาตรวจคนไข้แจ้งว่า คุณแม่คลอดบุตรทานของพวกนี้ไม่ได้ ในตอนนี้ทานของจำพวกโจ๊กหรือข้าวต้มที่ทำเองจะดีที่สุด
นมผงกระป๋องพวกนี้ย่อยยาก ไม่ควรกิน
ในตอนที่กู้เจิ้งอันอุ้มหลานสาวของตน ในใจเขารู้สึกหลากหลายไปหมด
เขาไม่รู้ว่าตอนเล็ก ๆ ลูกสาวของเขาเป็นยังไง
แต่เมื่อได้อุ้มหลานสาวในเวลานี้ เขาก็คิดถึงมันขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว ว่าที่ตนอุ้มอยู่คือกู้หนานในตอนนั้น
แต่เขาไม่กล้าแสดงความรู้สึกนั้นออกมา ไม่กล้าพูดถึงเรื่องอันน่าเจ็บปวดใจในตอนนั้นต่อหน้ากู้หนาน
กู้หนานพักรักษาตัวในโรงพยาบาลสามวันแล้วจึงกลับบ้านได้
หลังจากกู้เจิ้งอันอยู่เป็นเพื่อนจนกู้หนานออกจากโรงพยาบาลแล้ว เขาก็ออกจากเมืองปักกิ่ง
ก่อนออกเดินทาง เขาก็ยังซื้อกุญแจอายุยืนและกำไลเงินคู่หนึ่งให้หลานสาวอีกด้วย
กู้หลันเองก็กำลังตั้งครรภ์ ทั้งยังเป็นหญิงตั้งครรภ์ที่อายุมากแล้ว กู้หนานจึงเร่งรัดให้กู้เจิ้งอันกลับไปดูแลเธอโดยเร็วที่สุดเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีอะไรผิดพลาด
และเพราะป้าหลิวมีประสบการณ์มากมายในการดูแลสตรีมีครรภ์และสตรีหลังคลอด
หลังจากที่กู้หนานออกจากโรงพยาบาล เธอก็อยู่เดือนในบ้าน โดยมีป้าหลิวจัดการเรื่องอาหาร ซึ่งป้าหลิวไม่เหมือนคนแก่หัวโบราณทั่วไป ที่ให้ดื่มแต่ซุปไข่และโจ๊กข้าวฟ่างเท่านั้นในช่วงที่อยู่เดือน
หลังจากผ่านไปสามวัน เธอก็เพิ่มผักให้กับกู้หนานในปริมาณที่เหมาะสม หลังผ่านไปอีกหนึ่งสัปดาห์จึงทำซุปปลาและกระดูก
ปริมาณน้ำนมของกู้หนานมีเพียงพอ ความอยากอาหารของทารกเองก็ดีเช่นกัน กู้หนานใช้นมที่เหลือในการล้างหน้าและบำรุงผิวให้กับทารก
ภายในหนึ่งสัปดาห์ เด็กหญิงน้อยน่าเกลียดที่มีแต่รอยย่นดูเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
ใบหน้าน้อยกลม ผิวพรรณขาวผุดผ่อง
ลู่ฮ่าวยิ่งมองก็ยิ่งหลง ทันทีที่เลิกงานเขาก็จะมาอุ้มลูกสาวไม่ยอมวาง
ด้วยเหตุนี้ ผ่านไปเพียงไม่กี่วัน เขาก็ทำให้ลูกสาวติดนิสัยที่ไม่ดีขึ้นมา
เธอจะต้องถูกอุ้มอยู่ตลอด ถ้าหากวางลงบนเตียงก็จะร้องทันที ตอนนอนก็ยังต้องให้คนอุ้มเดินไปเดินมา
[1] ช้อนรองเท้าหรือช้อนใส่รองเท้า คืออุปกรณ์อำนวยความสะดวกในการสวมรองเท้า ลักษณะของช้อนรองเท้าถูกนำมาใช้เปรียบถึง รูปหน้าที่มีลักษณะหน้ายาวคางยื่น
[2] ผู้หญิงโตขึ้นเปลี่ยนไปสิบแปดแบบ หมายถึง รูปร่างหน้าตาของผู้หญิงนั้นเปลี่ยนอยู่ตลอดทั้งชีวิต มักบรรยายถึง เด็กผู้หญิงที่ตอนเล็ก ๆ หน้าตาธรรมดา แต่พอโตเป็นสาวกลับสวยขึ้นมาก