เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 - บทที่ 765 ออกจากบ้านตอนกลางคืน
บทที่ 765 ออกจากบ้านตอนกลางคืน
ซุนเฉิงเขย่าไหล่ของลู่ฮ่าวเล็กน้อย “พี่ฮ่าว ลุกขึ้นได้แล้ว”
ลู่ฮ่าวถูกปลุกให้ตื่น เขาก็หยีตาพลางหาววอด เมื่อเห็นซุนเฉิงยืนอยู่ข้างเตียง ก็รู้สึกสับสนมึนงง หลังจากรู้สึกถึงน้ำหนักที่ต้นขาถึงได้รู้ว่าตัวเองนอนอยู่ที่ไหน
เขาเหยียดขาและเตะขายาวของกู้ย่าฮุยออกไปอย่างแรง แล้วรีบลุกขึ้น
เมื่อพบกับสายตาแปลก ๆ ของซุนเฉิง เขาจึงกระแอมไอเล็กน้อย และอธิบายว่า “เมื่อคืนนี้ฉันศึกษาข้อมูลกับย่าฮุยทั้งคืนจนถึงเช้ามืดน่ะ เลยเผลอหลับไป”
กองข้อมูลมากมายที่ถูกกู้ย่าฮุยหนุนอยู่ใต้หัว เขาจึงผลักหัวของกู้ย่าฮุยออกอย่างป่าเถื่อน แล้วดึงเอกสารข้อมูลออกมา
ตอนนี้กู้ย่าฮุยนอนหลับสนิทเป็นตาย ไม่มีทีท่าว่าจะตื่นเลยแม้แต่น้อย
ส่วนลู่ฮ่าวศึกษาแบบจำลองนี้เป็นอย่างดีแล้วตั้งแต่ โครงสร้างไปจนถึงวัสดุ
ขณะนี้ เอกสารข้อมูลและแบบจำลองจำนวนหนึ่งวางอยู่บนโต๊ะ เขาได้เริ่มอธิบายให้กับกู้ย่าฮุย
กู้ย่าฮุยเห็นแบบจำลองของวัสดุชนิดนี้ มันล้ำหน้ากว่าขาเทียมโลหะผสมไทเทเนียมที่พวกเขาใช้ในการผ่าตัดก่อนหน้านี้มาก นอกจากนี้ยังทนทานต่อการสึกหรอเป็นพิเศษ ก็อดจะตกตะลึงไม่ได้
เขาเคยอ่านรายงานของลู่ฮ่าวแล้ว และก็เคยศึกษาเอกสารข้อมูลของต่างประเทศแล้วด้วยเช่นกัน แต่ทว่า ในฐานะแพทย์ เมื่อได้เห็นแบบจำลองขาเทียมรุ่นใหม่นี้จริง ๆ จัง ๆ เขาก็ยังตื่นเต้นมากอยู่ดี
แต่ว่าหลังจากที่เขาอ่านข้อมูลแล้ว เขาก็หยิบแบบจำลองขึ้นมา มองไปทางลู่ฮ่าว และถามถึงข้อสงสัยของตนออกมา
“เหล่าลู่ ถึงวัสดุเซรามิกนี้จะมีความทนทานต่อการสึกหรอค่อนข้างสูง แต่ข้อบกพร่องของมันเองก็ชัดเจนมากเหมือนกัน มันไม่ทนทานต่อการตกหล่นเลย”
ลู่ฮ่าวพยักหน้า “ถูกต้อง ความต้านทานต่อการตกหล่นของมันค่อนข้างต่ำ เมื่อฝังเข้าไปในร่างกายมนุษย์แล้ว หากผู้ป่วยหกล้มมันก็อาจแตกหักได้”
ลู่ฮ่าวเอ่ยต่อ “แต่ความต้านทานต่อการสึกหรอของมันสูงกว่าซีเมนต์กระดูกมากจริง ๆ มีทั้งข้อดีและข้อเสียแหละนะ”
เดิมทีกู้ย่าฮุยรู้สึกตื่นเต้นมาก แต่หลังจากชี้ให้เห็นข้อบกพร่องของวัสดุนี้ เขาก็ไม่ได้มีความกระตือรือร้นในการศึกษามากขนาดนั้นแล้ว
ลู่ฮ่าวเอาสำเนาข้อมูลฉบับหนึ่งให้เขาแล้วพูดว่า “อายุการใช้งานของวัสดุนี้เองก็จะขยายออกไปอย่างน้อยห้าปี สำหรับผู้ป่วยที่อายุน้อยแล้วมันก็เป็นข้อได้เปรียบ เพียงแต่ในยามปกติเจ้าตัวจะต้องระมัดระวังอย่างมากไม่ให้หกล้ม”
“ก็ถูกนะ อะไรก็ตามที่ฝังเข้าไปในร่างกายมนุษย์ล้วนมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ไม่มีทางที่จะทำออกมาอย่างสมบูรณ์แบบได้”
หลังจากที่กู้ย่าฮุยอ่านข้อมูลในมือจบ ลู่ฮ่าวก็ยื่นให้อีกหนึ่งฉบับ “ดูสิ นี่คือบันทึกเกี่ยวกับการสังเกตการผ่าตัดที่เมืองกั่งเฉิง”
“ฉันยังจดคำสุนทรพจน์ของผู้เชี่ยวชาญในการประชุมแลกเปลี่ยนด้วย นายเอาไปให้รายละเอียดกับพวกเขาก็ได้”
กู้ย่าฮุยรับข้อมูลหนาเป็นปึกที่ลู่ฮ่าวส่งให้ ก็รู้สึกตื่นเต้นมาก “ยอดไปเลย ผู้อำนวยการเห็นพวกนี้แล้วจะต้องดีใจเป็นบ้าเป็นหลังแน่”
ลู่ฮ่าวได้ยินคำพูดของเขาแล้ว จึงเหลือบมองเขาเล็กน้อยแล้วพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“อย่าเอาแต่คิดจะรายงานถึงผู้อำนวยการตลอดสิ นายเองก็อ่านให้เยอะ ๆ ค้นคว้าให้มาก ๆ แล้วเดี๋ยวก็เขียนรายงานส่งไปด้วยล่ะ”
กู้ย่าฮุยขาดความมั่นใจอย่างเห็นได้ชัด “ฉันจะทำได้ไหมนะ?”
“ไร้สาระ นายคือกู้ย่าฮุย มีเรื่องอะไรที่ทำไม่ได้กัน?”
ลู่ฮ่าวฟาดเอกสารใส่มือเขา “อย่ามัวเสียเวลาอยู่ ตั้งใจศึกษาให้ดีสิ”
บนใบหน้าหล่อเหลาของกู้ย่าฮุยประดับรอยยิ้มขี้เล่น “เหล่าลู่ นายกลัวว่าฉันจะตามรอยเท้านายทัน เลยจะทิ้งฉันไว้ข้างหลังงั้นหรือ?”
ลู่ฮ่าวกลอกตาใส่เขาหนึ่งที และพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ฉันหวังว่านายจะสร้างผลงานเพื่อความก้าวหน้าของการแพทย์ให้มาก ๆ หน่อย และรักษาผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอีกในอนาคต และช่วยให้พวกเขาพ้นจากความทุกข์ทรมาน”
กู้ย่าฮุยได้ฟังก็รู้สึกขนลุกขึ้นมา “เลิกทำเสแสร้งเถอะน่า รบกวนพวกนายเอาโซ่ล่ามลงมาย่างที”
“บ้านปู่นายสิ ไม่อยากเรียนก็ไม่ต้องเรียน”
ลู่ฮ่าวขี้เกียจจะสนใจอีกฝ่าย เขาโยนข้อมูลลงแล้วลุกขึ้นยืน
“ฉันจะไปนอนแล้ว ถ้านายไม่อยากเรียนก็รีบพักผ่อนเถอะ”
กู้ย่าฮุยเหยียดขา ขวางทางของเขาเอาไว้ “นอนอะไรกัน? ไม่ได้เจอกันตั้งนาน กว่าจะถึงกลางคืนเงียบสงบไม่มีใครรบกวน พวกเราสองคนได้อยู่ด้วยกันสักพัก นายนอนหลับลงงั้นหรือ?”
ลู่ฮ่าวเหยียบลงบนเท้าของเขาอย่างไม่เกรงใจ ทั้งสองเสมอกัน
“ไปให้พ้น ถ้ายังพูดไร้สาระอีกฉันจะโยนนายออกไป”
น้ำเสียงของกู้ย่าฮุยอ่อนลง และพูดกับเขาอย่างจริงจัง “หนานหน่านหลับแล้ว อย่าไปรบกวนเธอเลย ฉันตั้งใจเรียนก็พอแล้วใช่ไหม? ถ้ามีอะไรไม่เข้าใจนายค่อยอธิบายให้ฉันฟังอีกที เวลาเป็นสิ่งมีค่าจะปล่อยให้เสียเปล่าไม่ได้ ไม่อย่างนั้นถ้ากลับไปแล้วผู้อำนวยการทดสอบฉัน แล้วฉันเอาแต่ตอบไม่รู้ ๆ เขาคงกระทืบฉันตายแน่”
ลู่ฮ่าวถูกกู้ย่าฮุยโน้มน้าวอีกครั้ง สีหน้าของเขาอ่อนลงเล็กน้อย ก่อนจะนั่งลง
เมื่อสักครู่นี้เข้าไปในห้อง เห็นภรรยาของเขานอนหลับสบายมาก เขากลัวว่าถ้าตัวเองกลับไปตอนนี้จะปลุกให้เธอตื่นเอาได้
เขาอธิบายสิ่งใหม่ที่ตัวเองได้ศึกษามาทั้งหมดในช่วงนี้ให้กับกู้ย่าฮุยอย่างอดทน รวมถึงข้อมูลเชิงลึกที่เขาได้เรียนรู้จากการพบปะกับผู้เชี่ยวชาญเหล่านั้นในต่างประเทศด้วย
เมื่อครู่กู้ย่าฮุยถามเขาว่าจะไม่ทิ้งอีกฝ่ายไว้ข้างหลังใช่ไหม?
ใช่
สำหรับเขากู้ย่าฮุยเป็นทั้งเพื่อนร่วมงาน เป็นทั้งพี่น้องและสหาย
เมื่อก่อนตอนสมัยเรียน กู้ย่าฮุยไม่ได้ทอดทิ้งเด็กยากจนและบ้านนอกที่ไม่เคยเห็นโลกคนนั้น แล้วตอนนี้เขาจะทิ้งอีกฝ่ายเอาไว้แล้วหนีไปได้ยังไง? ยิ่งกว่านั้น ในฐานะแพทย์ เดิมทีเขาก็ไม่ควรปิดบังความลับ ไม่ว่าจะสาขาวิชาไหน ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะขับเคลื่อนด้วยผู้เชี่ยวชาญแค่คนสองคน การรวมตัวของหัวกะทิในโรงพยาบาล จึงจะถือเป็นข่าวดีสำหรับผู้ป่วย
กู้ย่าฮุยจริงจังกับการเรียนขึ้นมาก็เป็นเรื่องที่ดี ตอนที่ทั้งสองกลับมาก็เที่ยงคืนแล้ว และตอนนี้ก็ทุ่มเทเพื่อการศึกษาขาเทียมรุ่นใหม่อีกครั้ง ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน จนกระทั่งถึงเวลาตีสี่ กู้ย่าฮุยยังคงอ่านเอกสารอยู่ ส่วนลู่ฮ่าวอยากจะไปแล้ว แต่อีกฝ่ายก็ไม่ยอมปล่อย บอกว่าตัวเองยังต้องการให้ลู่ฮ่าวอธิบายในจุดที่ไม่เข้าใจ
แต่ความง่วงเข้าจู่โจมลู่ฮ่าว จนเขาหลับไปบนเตียงทั้งอย่างนั้นแม้แต่เสื้อผ้าก็ไม่ได้ถอด
…
กู้หนานตื่นขึ้นมาในตอนเช้า เธอก็ขยี้ตา เมื่อเห็นว่าข้างกายว่างเปล่าก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
เมื่อคืนลู่ฮ่าวไม่ได้กลับมาหรือ?
เหมือนว่าเธอจะไม่รู้สึกว่ามีใครอยู่รอบตัวเธอเลยตลอดทั้งคืน
เพราะปกติแล้วตอนที่เธอนอน จะมีเพียงลู่ฮ่าวอยู่ข้างกาย และมักจะนอนจับมือเธอเสมอ
เธอผุดลุกขึ้นนั่งด้วยความตกใจ แล้วรีบสวมรองเท้าเดินออกจากห้อง
ในตอนนี้เองก็บังเอิญเจอกับเฉินหย่าจือที่ยังสวมชุดนอนและกำลังถือแก้วน้ำเดินลงไปชั้นล่างเข้าพอดี
กู้หนานถามอย่างร้อนใจว่า “แม่คะ เมื่อคืนลู่ฮ่าวกับลูกพี่ลูกน้องหนูกลับมาหรือเปล่าคะ?”
เฉินหย่าจือตอบกลับ “กลับมาแล้วนะ ตอนเที่ยงคืนแม่ได้ยินเสียงจอดรถอยู่”
หลังจากได้ยินคำพูดของเฉินหย่าจือ กู้หนานก็ค่อนข้างสับสน กลับมา แล้วเขาอยู่ไหนล่ะ?
เฉินหย่าจือเดินลงมา มองกู้หนานพลางถามขึ้น “หนานหน่าน เกิดอะไรขึ้นหรือ? เสี่ยวฮ่าวไม่อยู่ในห้องหรือ?”
กู้หนานตอบว่า “ไม่อยู่ค่ะ เหมือนว่าเมื่อคืนนี้เขาจะไม่ได้เข้าห้อง หนูตื่นขึ้นมาก็ไม่เห็นเงาเขาเลย”
“ไม่ได้เข้าห้อง? แล้วเขานอนที่ไหนกันน่ะ? แม่ได้ยินเสียงจอดรถแล้วก็เสียงเดินขึ้นไปชั้นบนแน่ ๆ เมื่อคืนมีเหตุฉุกเฉินอะไรแล้วย่าฮุยกลับมาคนเดียวหรือเปล่า?”
ขณะที่ทั้งสองกำลังคาดเดา ซุนเฉิงที่แต่งตัวเรียบร้อยแล้วก็ลงมาข้างล่างพอดี
“ป้าสะใภ้ พี่สะใภ้ สวัสดีตอนเช้า พวกคุณกำลังคุยอะไรกันอยู่หรือครับ?”
“ซุนเฉิง คุณเห็นลู่ฮ่าวบ้างไหม?” กู้หนานมองไปทางซุนเฉิงพลางถาม
ซุนเฉิงสับสนงุนงง “ไม่นะครับ ผมเพิ่งตื่น”
เฉินหย่าจือคาดเดา “เขาอาจจะอยู่ในห้องของย่าฮุย หรืออาจจะไปรับเหตุฉุกเฉินที่โรงพยาบาลก็ได้”
หลังจากได้ยินคำพูดของพวกเธอ ซุนเฉิงก็พูดว่า “ผมจะขึ้นไปดูที่ห้องของพี่ฮุย ว่าพี่ฮ่าวอยู่ที่นั่นหรือเปล่านะครับ”
“ดีจ้ะ”
ซุนเฉิงขึ้นไปชั้นสามและเคาะประตูห้องของกู้ย่าฮุย ทว่าไร้เสียงตอบรับ
เขาลองผลักประตู ปรากฏว่ามันไม่ได้ล็อค เขาเอ่ยเบา ๆ “พี่ฮุย ผมเข้าไปแล้วนะ”
ซุนเฉิงแง้มประตูแล้วมองสำรวจเข้าไปข้างใน
จากนั้นก็พบกับผู้ชายสองคนที่นอนเหยียดแขนเหยียดขาอยู่บนเตียง
มุมปากของเขากระตุกเบา ๆ
คนสองคนนั้นคนหนึ่งหัวอยู่ที่หัวเตียง ส่วนอีกคนอยู่ที่มุมปลายเตียง
ขาของกู้ย่าฮุยยังพาดอยู่บนต้นขาของลู่ฮ่าวอีกด้วย เป็นภาพที่สวยงามจนเขาไม่กล้ามองเลยทีเดียว