เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 - บทที่ 760 ไม่อยากเป็นก้างขวางคอ
บทที่ 760 ไม่อยากเป็นก้างขวางคอ
เมื่อลู่ฮ่าวได้ยินคำพูดของซุนเฉิง เขาไม่ปฏิเสธ ทั้งยังตอบกลับไปว่า
“ได้สิ เธออยู่ที่นี่มาครึ่งเดือนกว่าแล้ว คงคิดถึงคุณมากเหมือนกัน ได้เวลามารับเธอกลับแล้ว”
หลังจากวางสายโทรศัพท์ กู้หนานก็มองหน้าเขาแล้วพูดพึมพำว่า “ทำไมคุณถึงบอกให้ซุนเฉิงมารับเสี่ยวอิ่งล่ะ? เสี่ยวอิ่งยังไม่ได้พูดสักคำเลยว่าคิดถึงเขา”
เสี่ยวอิ่งไม่ได้พูดถึงการกลับไปที่หลันเฉิงเลย แต่สองคนนี้กลับตัดสินใจโดยพลการ นี่ไม่ต่างจากการไล่แขกเลย
ลู่ฮ่าววางโทรศัพท์มือถือลง เอนตัวลงบนเตียง แล้วอธิบายง่าย ๆ
“ก่อนหน้านี้ตอนที่พวกเราไม่อยู่บ้าน มันก็เข้าใจได้อยู่หรอกที่เวิงอิ่งจะอยู่เพื่อดูแลเธอ แต่ตอนนี้ฉันกับพ่อกลับมาแล้ว เรามักจะทำตัวติดกัน พ่อแม่ก็มีโลกส่วนตัวของพวกเขา ขืนปล่อยให้เสี่ยวอิ่งอยู่ตามลำพัง คงรู้สึกโดดเดี่ยวแน่ แบบนั้นเราจะยิ่งไม่สบายใจนะ”
ลู่ฮ่าวพูดต่อไปว่า “อีกอย่าง การที่เธอถูกคนทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บ คงทำให้เธอหวาดกลัวและเศร้ามากแน่ แต่แค่แกล้งทำเป็นเข้มแข็งต่อหน้าเราเท่านั้นเอง ถ้าเป็นไปได้ ตอนนี้เธอคงอยากให้ซุนเฉิงอยู่เคียงข้างมากที่สุด”
พอลู่ฮ่าวพูดแบบนี้ กู้หนานก็พยักหน้าเห็นด้วย “จริงของคุณ”
เช่นเดียวกับตัวเธอเอง ในช่วงครึ่งเดือนที่ผ่านมา เธอฝืนทำตัวเข้มแข็งมาโดยตลอด แต่เมื่อเห็นลู่ฮ่าวกลับมาเมื่อเช้านี้ เธอกลับรู้ตัวว่าตนเศร้าเสียใจและเหงามาก จนอดไม่ได้ที่จะร้องไห้
ไม่ว่าเวิงอิ่งจะแข็งแกร่งแค่ไหน เธอก็เป็นแค่ผู้หญิงบอบบางคนหนึ่ง
เวลานี้เธอต้องการซุนเฉิงมากจริง ๆ
ที่จริงตอนที่เธอได้รับบาดเจ็บช่วงแรก ๆ เธอเคยออกปากว่าจะโทรหาซุนเฉิง แต่เวิงอิ่งกลับห้ามไว้ไม่ให้เธอโทรหาเขา เพราะกลัวว่าซุนเฉิงจะเป็นกังวล
เธอเข้าใจความรู้สึกนั้นดี ก็เหมือนกับการที่เธอตัดสินใจไม่บอกลู่ฮ่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้
เมื่อคุณรักใครสักคนอย่างแท้จริง คุณจะไม่ยอมให้พวกเขามานั่งพะวงเรื่องของคุณจนไม่เป็นอันทำอะไร
ระหว่างทานอาหารเย็น ทั้งเดวิดและลู่ฮ่าวต่างก็อยู่กับภรรยาของตัวเอง เป็นอย่างที่คาดไว้จริง ๆ เวิงอิ่งรู้สึกอึดอัดมาก
ถึงแม้เดวิดจะเป็นลุง แต่เธอก็ไม่คุ้นเคยกับเขาเลยสักนิด ซึ่งเวิงอิ่งไม่ได้ต้องการจะตีสนิทกับเขามากมายนัก ครั้งนี้ที่มาหาเขาก็เพราะอยากกำจัดปมในใจ เพื่อไม่ให้เกิดความอึดอัดเมื่อต้องติดต่อกับกู้หนานในอนาคต
กู้หนานเพิ่งจะสังเกตเห็นก็ตอนนี้ ว่าเวิงอิ่งสามารถปล่อยวางทุกอย่างได้อย่างสมบูรณ์เฉพาะตอนที่อยู่กับเธอสองคน
ตอนนี้พ่อตาและแม่สามีของเธอนั่งด้วยกันเพื่อ ทั้งคู่ผลัดกันตักอาหารให้กันตามปกติ ส่วนเธอกับลู่ฮ่าวเองก็เหมือนคู่รักข้าวใหม่ปลามัน ลู่ฮ่าวคอยคีบอาหารให้อยู่เป็นระยะ ๆ เธอเหลือบมองเวิงอิ่ง เห็นว่าอีกฝ่ายหยิบตะเคียบคีบผักด้วยสีหน้าอึดอัดใจ
เดวิดเงยหน้าขึ้นมอง พอเห็นสีหน้าเก้อเขินของเวิงอิ่งก็คีบอาหารให้เธอบ้าง “เสี่ยวอิ่ง กินเยอะ ๆ นะ”
“ขอบคุณค่ะคุณลุง”
ทันใดนั้นกู้หนานถึงรู้สึกว่าลู่ฮ่าวพูดถูกที่ขอให้ซุนเฉิงมารับเวิงอิ่งกลับ
วันรุ่งขึ้น หลังจากที่ลู่ฮ่าวและเดวิดออกไปทำงาน เวิงอิ่งและกู้หนานก็พากันไปนั่งอาบแดดอยู่ที่สนามหญ้า
กู้หนานขอให้เฉินหย่าจือช่วยซื้อไหมพรมขนนุ่มให้หน่อย เพราะเธอวางแผนว่าจะถักหมวกสำหรับเด็ก
เธอเคยถักเสื้อสเวตเตอร์ให้ลู่ฮ่าวมาแล้วครั้งหนึ่ง จึงยังพอรื้อฟื้นทักษะงานฝีมือได้บ้าง
หลังจากได้ไหมพรมแล้ว ก็หยิบเอาเข็มถักออกมา หลังจากห่างหายไปนาน ใช้เวลาแค่แป๊บเดียวก็คุ้นมือแล้ว
เวิงอิ่งนั่งอยู่ข้างเธอ พลางชื่นชมฝีมือการถักนิตติ้งของอีกฝ่ายทีละห่วงโซ่อย่างจริงจัง
มือของเธอแข็งเกินกว่าจะทำงานละเอียดอ่อนเหล่านี้ นอกจากจับปากกากับพิมพ์บนคีย์บอร์ดแล้วก็ทำอะไรไม่ได้มากนัก
ถึงกู้หนานจะยังไม่ถึงกำหนดคลอด แต่ออร่าของเธอก็เริ่มเปล่งประกายความเป็นแม่ ยิ่งในขณะที่ถักเสื้อผ้าเด็กก็ยิ่งดูละมุนและอ่อนโยนเข้าไปใหญ่ ขณะถักก็พูดคุยกับเวิงอิ่งเรื่องลูกไปด้วย
นอกจากนี้ เธอยังสนับสนุนให้เวิงอิ่งเริ่มวางแผนตั้งครรภ์กับซุนเฉิงหลังจากหยุดกินยา
ไม่แน่ว่าเธออาจจะได้ข่าวดีภายในสิ้นปีหน้า
เมื่อเวิงอิ่งได้ยินเธอพูดถึงซุนเฉิง จิตใจก็เริ่มรู้สึกกระสับกระส่ายขึ้นมา
พอเหลือบมองดูแขนตัวเองอีกครั้ง เห็นว่ารอยเย็บแผลเริ่มจางลงแล้ว ทั้งยังไม่เจ็บมาก และสองวันก่อนกู้หนานเพิ่งเขียนใบสั่งยาให้ เป็นยาสำหรับทาเพื่อลบรอยแผลเป็น
ทว่าตอนนี้เวิงอิ่งไม่มีอารมณ์ที่จะอ่านหรือเขียนนิยายอีกต่อไป เธอชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง และแล้วก็มองหน้ากู้หนานพลางพูดอย่างลังเล “หนานหน่าน คือว่า… ฉันคงอยู่รอจนกว่าเธอจะคลอดไม่ได้แล้ว”
“หืม ทำไมล่ะ?” กู้หนานเงยหน้าขึ้นมองเธอแล้วถาม
เวิงอิ่งกัดริมฝีปากแล้วตอบอย่างไม่มั่นใจ “ฉันอยากกลับไปที่หลันเฉิง”
กู้หนานถามอย่างงุนงง “ทำไมล่ะ? เธอเป็นคนบอกเองว่าจะอยู่ต่ออีกสักหน่อยไม่ใช่หรือ?”
เวิงอิ่งลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะบอกเหตุผล “ฉันอยากกลับไปทำงานไว ๆ ยิ่งอยู่ข้างนอกนานสมองก็ตื้อตันจนคิดอะไรไม่ออก”
“คิดถึงซุนเฉิงละสิไม่ว่า?” กู้หนานมองดูเธอและพูดติดตลกด้วยรอยยิ้ม
หนุ่มสาวคู่นี้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันมานาน
ระหว่างพวกเขาเหมือนมีสายใยบางอย่างที่ไม่จำเป็นต้องพูดแต่ก็สื่อถึงกันได้
ซุนเฉิงเพิ่งพูดเมื่อคืนนี้ว่าเขาจะมารับเวิงอิ่งในวันนี้ แต่เวิงอิ่งกลับทนนั่งนิ่งต่อไม่ได้แล้ว
กู้หนานคุยกับลู่ฮ่าวว่าจะเซอร์ไพรส์เวิงอิ่ง ดังนั้นจึงตัดสินใจไม่บอกเธอว่าซุนเฉิงจะเดินทางมาเมืองจิงตูในวันนี้
ไม่คาดคิดว่าจู่ ๆ เวิงอิ่งเหมือนมีลางสังหรณ์บางอย่างจนนั่งไม่ติด
เมื่อได้ยินกู้หนานพูดถึงซุนเฉิง เวิงอิ่งก็หน้าแดง ปฏิเสธอย่างเสียไม่ได้ “เปล่าซะหน่อย”
“งั้นหรือ? บอกความจริงมาเดี๋ยวนี้นะ ไม่งั้นฉันไม่ยอมให้เธอกลับแน่” กู้หนานวางไหมพรมลงแล้วมองหน้าเธอด้วยรอยยิ้ม
เวิงอิ่งก้มหน้างุดด้วยความเขินอาย ในที่สุดก็พยักหน้ายอมรับ
“นิดหน่อย”
กู้หนานเอียงคอมองไปที่ใบหน้าแดงเรื่อเล็ก ๆ ของเธออีกครั้ง “นิดหน่อยเองหรือ?”
“นี่ อย่ามาล้อเลียนฉันนะ ฉันแค่ไม่อยากอยู่ที่นี่ให้เป็นก้างขวางคอใคร”
เวิงอิ่งเบือนหน้าหนีด้วยความเขินอาย ไม่กล้ามองหน้ากู้หนานอีก
กู้หนานก็ยังไม่ยอมปริปากว่าซุนเฉิงจะมาถึงในเร็ว ๆ นี้ เธอเลิกแสดงท่าทีขี้เล่นแล้วตอบกลับ
“ได้ ถ้าอย่างนั้นก็ไปบอกคุณลุงก่อนว่าเธอจะกลับแล้ว วันหยุดสุดสัปดาห์เขาจะได้ขับไปส่งเธอที่สนามบิน”
“หนานหน่าน หลังจากเธอคลอดแล้ว เราสองคนจะมาเยี่ยมอีกนะ” เวิงอิ่งรู้สึกผิดที่ไม่สามารถอยู่เป็นเพื่อนกู้หนานจนถึงกำหนดคลอดตามสัญญาได้
แต่เธอไม่อยากเป็นก้างขวางคอใครอีกต่อไป ที่สำคัญคือเธอคิดถึงซุนเฉิงมาก ๆ
กู้หนานพูดยิ้ม ๆ “ลู่ฮ่าวฝึกอบรมเสร็จเมื่อไหร่ฉันก็จะรีบกลับไปทันทีจ้ะ เธอไม่จำเป็นต้องเดินทางไปมาให้ลำบากหรอก เอาเวลาไปทุ่มให้กับการสร้างสรรค์ผลงานให้สบายใจเถอะจ้ะ ซุนเฉิงจะได้เร่งทำงานเก็บเงิน เราจะได้ไปดื่มสุรามงคลในงานแต่งพวกเธอสักที”
วันนี้ลู่ฮ่าวเลิกงานเร็วกว่าปกติเพราะเขาเพิ่งกลับมาจากการประชุม โรงพยาบาลจึงยังไม่ได้จัดตารางเวรให้เขา วันนี้แค่เข้าประชุมและรายงานผลต่อผู้อำนวยการหวัง
กู้หนานอาศัยช่วงที่เวิงอิ่งไม่อยู่ในห้องนั่งเล่น ถามด้วยเสียงกระซิบว่า “ซุนเฉิงจะมาถึงเมื่อไหร่? ฉันยังไม่ได้บอกเสี่ยวอิ่งว่าเขาจะมา ว่าจะถือโอกาสเซอร์ไพรส์เธอซะเลย”
ลู่ฮ่าวตอบ “เหมือนลงจากเครื่องบินแล้ว บอกว่าจะนั่งแท็กซี่มาที่นี่เอง”
สิ่งหนึ่งที่ค่อนข้างสะดวกสบายเมื่ออยู่ในจิงตู คือที่นี่มีสนามบิน
แม้ว่าสนามบินหลันเฉิงจะอยู่ห่างจากตัวเมืองมาก แต่การเดินทางโดยเครื่องบินก็ช่วยประหยัดเวลากว่าเดินทางโดยรถไฟไปได้มากโข
“หมายความว่าใกล้จะถึงแล้วหรือ? ถ้าอย่างนั้นฉันต้องขึ้นไปเรียกเสี่ยวอิ่งก่อน”
“ฉันไปเอง เธออย่าขึ้นบันไดเลย”
ลู่ฮ่าวขึ้นไปชั้นบน แล้วเคาะประตูของเวิงอิ่ง
เมื่อเห็นลู่ฮ่าวมารออยู่หน้าประตู เวิงอิ่งก็ถามด้วยความกังวล “เปี่ยวเกอ มีอะไรหรือเปล่าคะ?”
“เสี่ยวอิ่ง ลงมาชั้นล่างหน่อยสิ เดี๋ยวจะมีแขกมาเยี่ยมพวกเราที่บ้าน”
กู้หนานบอกว่าต้องการทำให้เธอประหลาดใจ ลู่ฮ่าวจึงตกลงร่วมแผนการด้วย
“หืม?” เวิงอิ่งคุ้นเคยกับการทำงานอยู่แต่ในบ้าน จึงเป็นโรคหวาดกลัวการเข้าสังคมอ่อน ๆ เมื่อได้ยินว่ามีแขกมาเยี่ยมบ้าน สีหน้าของเธอแสดงความเขินอาย “เปี่ยวเกอ ฉันขอไม่ลงไปดีกว่า ฉันไม่รู้จักแขกของพวกคุณซะหน่อย”
“ไม่เป็นไร เจอหน้ากันแล้วเดี๋ยวก็รู้จักกันเอง”
เวิงอิ่งมีนิสัยขี้เกรงใจและหวั่นเกรงเสมอเมื่อเผชิญหน้ากับลูกพี่ลูกน้องที่จริงจังอย่างลู่ฮ่าว เธอแทบไม่กล้าคุยกับเขา เมื่อได้ยินเขายืนกรานแบบนั้นก็ปฏิเสธไม่ลง ได้แต่ตามลงไปโดยดี
ลู่ฮ่าวบอกว่าเขาจะออกไปซื้อของ และรับคนมาที่นี่ระหว่างทาง
เวิงอิ่งถามกู้หนานด้วยความกังวลใจ “หนานหน่าน แขกที่ว่าคือใครกัน? ฉันไม่รู้จักใครเลย ฉันว่าฉันควรขึ้นไปอยู่เงียบ ๆ บนห้องดีกว่า”
“แต่เธอก็ลงมาแล้วนี่ จะต้องกลัวทำไมกัน?”
กู้หนานจับมือเธอไว้ ไม่ยอมปล่อยให้หนีไป “อีกหน่อยเธอก็จะกลายเป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียงแล้ว ถ้าอยากประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ จะมัวขลุกอยู่แต่ในบ้านตลอดเวลาไม่ได้ ต้องหัดพบปะผู้คนบ้าง”
เวิงอิ่งบ่ายเบี่ยง “แต่ฉันไม่รู้จักแขกของเธอ ถ้าอยู่ด้วยเกรงว่าจะอึดอัดซะเปล่า ๆ”
กลับเข้าห้องไปอ่านหนังสือเงียบ ๆ ยังดีกว่าคุยกับคนแปลกหน้าที่คุณไม่รู้จักแบบอึดอัดเป็นไหน ๆ
ดวงตาของกู้หนานขยับเล็กน้อย ก่อนจะหยั่งเชิงเธอด้วยสีหน้าลึกลับ “ฉันบอกก็ได้ เพื่อนสนิทของลู่ฮ่าวกำลังจะมาที่บ้านหลังนี้ เขาเป็นผู้ชายที่หล่อมาก ถ้าเธอเจอ จะได้ทำความรู้จักกับเขาไงล่ะ”