เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 - บทที่ 756 บาดเจ็บ
บทที่ 756 บาดเจ็บ
นี่เป็นครั้งแรกที่ ลู่ฮ่าว ผู้อำนวยการหวัง และคุณหมออีกสองคนได้เดินทางไปต่างประเทศเพื่อประชุมสัมมนา ในที่สุดพวกเขาก็ตกลงโควตาได้ โดยมีเดวิดเป็นผู้นำทีม โรงพยาบาลได้คัดเลือกหมอรุ่นใหม่ที่ชำนาญภาษาต่างประเทศมาร่วมคณะเป็นพิเศษ แต่หมอคนนั้นบอกว่า “ไม่แน่ใจว่าจะเข้าใจศัพท์เฉพาะทางที่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญฝั่งนั้นพูดหรือเปล่า”
ก่อนออกเดินทาง ลู่ฮ่าวกำชับกู้หนานให้ดูแลสุขภาพร่างกายของตัวเองที่บ้านให้ดี อย่าเที่ยวไปรอบ ๆ แต่กู้หนานบอกว่า “หลังเสร็จการประชุม อย่าลืมตามคุณพ่อไปเที่ยวเปิดหูเปิดตาดูโลกภายนอกด้วยนะคะ ใช้เวลาให้คุ้มค่า แล้วอย่าลืมถ่ายรูปกลับมาอวดเราด้วย”
ลู่ฮ่าวมองสีหน้าที่เต็มไปด้วยความคาดหวังบนใบหน้าน้อย ๆ ที่สดใสของกู้หนาน และพูดด้วยน้ำเสียงเสียดายอย่างสุดซึ้ง “ถ้ามีเธอไปด้วยคงดีกว่า ฉันออกไปท่องโลกกว้างคนเดียวไม่สนุกเอาซะเลย”
กู้หนานก้มมองดูท้องใหญ่ของตัวเอง แล้วถอนหายใจ “ถ้าฉันไม่ท้อง ฉันก็อยากเดินทางไปต่างประเทศกับคุณอยู่หรอกค่ะ”
ตอนที่เธอยังไม่ท้อง เธอเอาแต่นับวันตั้งตารอที่จะเป็นแม่คน แต่พอตั้งครรภ์แล้วก็ถูกเด็กในท้องผูกตัวเองเป็นบ่วง
ถึงตอนนี้เธอแทบนับวันคอยวันคลอดแล้ว
ลู่ฮ่าวกลัวว่ากู้หนานจะบ่นเกี่ยวกับลูกสาวในท้องของเขา จึงรีบปลอบใจเธอ “ฉันจะไปสำรวจเส้นทางก่อนก็แล้วกัน หลังจากเธอคลอดแล้ว ฉันจะลาพักร้อนเพื่อพาเธอไปเที่ยวนะ”
“อืม”
เพราะทุกคนนัดพบกันที่ทางเข้าโรงพยาบาล เฉินหย่าจือจึงขับรถพาเดวิดและคนอื่น ๆ ไปที่นั่น กู้หนานเองก็นั่งในรถเพื่อไปส่งพวกเขาด้วย
ส่วนผู้อำนวยการหวังและคนอื่น ๆ มารออยู่ที่ทางเข้าโรงพยาบาลเรียบร้อยแล้ว
ผู้อำนวยการหวังสวมแจ็กเกต ถือกระเป๋าเดินทางใบเล็ก เสื้อผ้าหน้าผมค่อนข้างภูมิฐานและเป็นทางการมาก ส่วนหมอหนุ่มอีกสองคนสวมชุดสูทและผูกเนกไทแบบเต็มยศ ดูหล่อเหลาสะดุดตา
กู้หนานอดไม่ได้ที่จะหันกลับมามองลู่ฮ่าวซึ่งสวมแค่เสื้อเชิ้ตสีขาว ก่อนจะเตือนเขาด้วยเสียงต่ำ “ดูสิคะว่าผู้อำนวยการหวังกับคนอื่น ๆ สวมเสื้อผ้าเป็นทางการขนาดไหน ถ้าคุณไปถึงต่างประเทศแล้วอย่าลืมใส่สูทด้วยล่ะ”
ลู่ฮ่าวตอบกลับ “อืม ฉันใส่ทุกอย่างไว้ในกระเป๋าแล้ว”
เดวิดที่นั่งข้างหน้า ได้ยินการสนทนาระหว่างคู่หนุ่มสาวที่อยู่เบาะหลัง ก็พูดด้วยรอยยิ้มว่า “หนานหน่าน ไม่ต้องเป็นห่วงนะ ถ้าฉันไปถึงบ้านพักที่นั่นเมื่อไหร่ จะรีบหาสูทตัวใหม่ให้เสี่ยวฮ่าวใส่เลย ที่นั่นมีช่างตัดเสื้อที่ฉันรู้จักอยู่คนหนึ่ง จัดการไม่ยาก”
กู้หนานตอบว่า “พ่อคะ บางทีลู่ฮ่าวอาจจะเคยชินกับการแต่งตัวสบาย ๆ ต้องฝากคุณพ่อเป็นธุระจัดการเรื่องนี้แทนแล้วค่ะ การไปประชุมแลกเปลี่ยนในนามของประเทศ ถือเป็นการแสดงถึงภาพลักษณ์ของคนทั้งประเทศตัวเอง ชาวต่างชาติจะได้ไม่หัวเราะเยาะเรา”
“หนานหน่านรอบคอบจริง ๆ ไม่ต้องกังวล ฉันจะจัดการให้”
จากนั้นก็ขับรถเข้าไปจอด ผู้อำนวยการหวังและคนอื่น ๆ เห็นเดวิดและลู่ฮ่าวลงจากรถ โดยมีสมาชิกตามมาส่งกันทั้งครอบครัว
ผู้อำนวยการหวังเห็นกู้หนานที่ท้องโตก็ทักทายด้วยรอยยิ้ม “เสี่ยวกู้ ร่างกายคุณไม่คล่องตัว ทำไมเสี่ยวลู่ยังปล่อยให้ตามมาส่งอีกล่ะเนี่ย?”
กู้หนานอธิบาย “ฉันขอตามทุกคนมาเองค่ะ”
“เสี่ยวกู้ ตอนนี้คุณจะออกไปไหนตามใจชอบไม่ได้แล้วนะ ต้องใส่ใจเรื่องความปลอดภัยเป็นอันดับหนึ่ง อย่าออกไปข้างนอกต่อให้ไม่มีอะไรทำ อยู่แต่บ้านก็พอ ออกจากบ้านแค่ไปหาหมอให้ทันเวลาถ้ารู้สึกไม่สบาย” ผู้อำนวยการหวังย้ำเตือนด้วยความใจดี
กู้หนานพยักหน้าอย่างสุภาพ “เข้าใจแล้วค่ะผู้อำนวยการหวัง”
ผู้อำนวยการหวังพูดกับเธอต่อไปว่า “จริงสิ ภรรยาผมกินยาครบแล้ว เธออาจจะไปหาคุณในหนึ่งหรือสองวันนี้แหละ จากนั้นคุณสามารถตรวจชีพจรและเขียนใบสั่งยาให้เธออีกครั้ง ยาครั้งที่แล้วค่อนข้างได้ผลดี พวกเราขอบคุณคุณจริง ๆ”
“ด้วยความยินดีค่ะผู้อำนวยการหวัง ตราบใดที่มันได้ผล ในฐานะหมอ สิ่งที่เราต้องการได้ยินมากที่สุดคือข่าวดีว่าหลังจากคนไข้กินยาแล้วอาการดีขึ้นค่ะ”
“ใช่แล้ว ภารกิจตลอดชีวิตของเราคือการรักษาผู้ป่วยทุกคนให้สุขภาพกลับมาแข็งแรง”
โรงพยาบาลได้ส่งรถพิเศษเพื่อรับพวกเขาไปที่สนามบิน เฉินหย่าจือจึงไม่ต้องขับรถไปส่ง
โรงพยาบาลส่งตัวแทนฝ่ายบริหารออกมากล่าวคำอวยพรสองสามคำ จากนั้นทุกคนก็ทยอยก้าวขึ้นรถกันไป
“ถ้าอย่างนั้นพวกเราขอตัวก่อนนะ”
แต่ลู่ฮ่าวยืนอยู่ตรงหน้ากู้หนาน ไม่เต็มใจที่จะจากไป “หนานหน่าน ฉันไปแล้วนะ”
เมื่อเห็นความอาลัยอาวรณ์ของลู่ฮ่าว กู้หนานก็เริ่มไม่เต็มใจให้เขาจากไปเหมือนกัน เธออยากร้องไห้ แต่ยังคงฝืนกลั้นน้ำตาเอาไว้ “ไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลังครอบครัวตัวเองนะคะ ตั้งใจทำหน้าที่และเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญที่ต่างประเทศให้ดี จะได้เอาเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาใช้ที่บ้านเรา”
“เข้าใจแล้ว”
เดวิดเดินนำคณะเดินทางออกไป เฉินหย่าจือจึงพูดกับกู้หนานซึ่งยืนอยู่ที่นั่นและเอาแต่โบกมือให้ลู่ฮ่าว “หนานหน่าน พวกเขาขึ้นรถแล้ว เรากลับกันเถอะจ้ะ”
เฉินหย่าจือช่วยกู้หนานให้ก้าวขึ้นรถ จากนั้นก็ขับกลับบ้าน
พอมีเวิงอิ่งอยู่ที่บ้านเป็นเพื่อนกู้หนาน เฉินหย่าจือก็ค่อยโล่งใจที่จะออกไปนอกบ้าน
เมื่อกลับมาถึงบ้านแล้ว เธอก็เดินเข้าไปในห้องแล้วหยิบกระเป๋าถือของตัวเองขึ้นมา พูดกับกู้หนานและคนอื่น ๆ ว่า “พวกเธอสองคนอยู่เฝ้าบ้านกันไปก่อนนะ แม่ขอเข้าไปที่บริษัทเพื่อตรวจสอบอะไรหน่อย ถ้าทุกอย่างเรียบร้อยดีแล้วจะรีบกลับมา”
“ค่ะแม่ ไปทำงานเถอะค่ะ ฉันกับเสี่ยวอิ่งว่าจะออกไปอาบแดดและอ่านหนังสือหน่อย”
หลังจากที่เฉินหย่าจือจากไปแล้ว กู้หนานและเวิงอิ่งออกไปนั่งบนเก้าอี้ในสวน เพื่อสูดอากาศบริสุทธิ์และชื่นชมดอกไม้นานาชนิดที่บานสะพรั่ง กู้หนานหยิบนิยายของเวิงอิ่งติดมือมาด้วย ตั้งใจว่าจะอ่านมันอีกครั้ง
เวิงอิ่งก็ถือสมุดบันทึกติดมือมา บอกว่าต้องการวางโครงร่างสำหรับหนังสือเล่มใหม่
สองสาวต่างคนต่างทำงาน ยุ่งอยู่กับเรื่องของตัวเอง
อย่างไรก็ตาม หลังจากที่กู้หนานอ่านหนังสือไปสักระยะหนึ่ง เธอก็ไม่สามารถสงบสติอารมณ์ได้
เพราะจิตใจสับสนวุ่นวาย
เธอจึงปิดหนังสือลง แล้วหันไปถามเวิงอิ่ง “เสี่ยวอิ่ง เธอคิดถึงซุนเฉิงบ้างไหม?”
ได้ยินแบบนี้ เวิงอิ่งก็ส่ายหน้าด้วยความเขินอาย “ยังหรอก เขาเพิ่งจากไปแค่สองวันเองนะ”
ที่จริงเธอเพิ่งจะคิดถึงเขาตอนพูดเรื่องนี้ขึ้นมานี่แหละ
กู้หนานถือหนังสือไว้ในมือ พูดด้วยน้ำเสียงหดหู่ว่า “ลู่ฮ่าวเพิ่งจากฉันไปไม่ถึงสองชั่วโมง ไม่ทันไรฉันก็คิดถึงเขาแล้ว”
ปกติหลังจากลู่ฮ่าวไปทำงานตั้งแต่เช้าจรดค่ำ เธอก็เหลียวซ้ายแลขวาไปไม่เห็นใคร แต่วันนี้เขาเพิ่งจะจากไปได้ไม่นาน เธอก็เริ่มคิดถึงเขาแล้ว
พอตัวเองเป็นแบบนี้ก็อดรำคาญไม่ได้
“ไม่รู้ว่าทำไม ตั้งแต่ท้องลูกมาอารมณ์ฉันก็อ่อนไหวมาก”
ดูเหมือนเธอจะโหยหาสามีมากขึ้นเรื่อย ๆ อีกทั้งอารมณ์ยังแปรปรวนได้ง่ายกับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ
เวิงอิ่งวางสมุดบันทึกลง แล้วจับมือเพื่อปลอบเธอ “คนท้องก็แบบนี้แหละ เดี๋ยวคลอดลูกแล้วก็คงดีขึ้น”
กู้หนานมองเวิงอิ่งที่กำลังปลอบโยนเธอราวกับตัวเองมีประสบการณ์มาก่อน จากนั้นก็หัวเราะเบา ๆ “เธอเป็นสาวแส้ยังไม่ได้แต่งงาน รู้ได้ยังไงว่าหลังคลอดแล้วจะดีขึ้น?”
เวิงอิ่งหน้าแดง พูดพึมพำ “ถึงไม่เคยกินเนื้อหมู ก็ใช่ว่าไม่เคยเห็นหมูวิ่งซะหน่อย ฉันได้ยินคนอื่นพูดมาอีกที”
ทั้งสองนั่งอยู่ในสวนด้านนอกจนถึงบ่าย กู้หนานบอกว่าจู่ ๆ เธอก็อยากกินบิสกิตขึ้นมา จึงตั้งใจว่าจะออกไปที่ร้านขายของใกล้ ๆ กับเวิงอิ่ง
เวิงอิ่งพูดว่า “หนานหน่าน ไม่ต้องออกไปหรอก ฉันไปคนเดียวได้ เธอท้องโตขนาดนี้เคลื่อนไหวขยับตัวก็ลำบาก ฉันรู้สึกเหมือนเธอพร้อมจะคลอดลูกตลอดเวลา ยิ่งออกไปข้างนอกยิ่งกังวล”
“เธอออกไปคนเดียวได้จริง ๆ หรือ?”
“ต้องได้อยู่แล้วสิ ไม่เห็นหรือ ตอนนี้ฉันสบายดีขึ้นมากแล้ว แค่ไปที่ร้านฝั่งตรงข้ามเอง คงไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับฉันหรอก อยู่อ่านหนังสือที่นี่ไปก่อนนะ ไม่เกินห้านาทีเดี๋ยวฉันกลับมา”
เวิงอิ่งหมุนตัวไปรอบ ๆ เพื่อให้กู้หนานเห็นขาและเท้าของตัวเอง ว่าเธอมีอะไรที่ผิดปกติตรงไหนกัน?
เมื่อวานพวกเขาไปที่ร้านค้าฝั่งตรงข้ามมาครั้งหนึ่ง จึงคุ้นเคยกับมันประมาณหนึ่ง ใช้เวลาไม่กี่นาทีก็กลับมาแล้ว
“ได้ งั้นค่อย ๆ เดินนะ”
เวิงอิ่งหยิบเงินแล้วออกจากบ้านไป
กู้หนานเปิดหนังสืออ่านอีกครั้ง รอเพื่อนสาวอยู่ในสวนเหมือนเดิม พอเพลิดเพลินกับเนื้อเรื่องก็ไม่ได้ใส่ใจเวลา กว่าจะรู้สึกตัวถึงรู้ว่าผ่านไปนานกว่าสิบนาทีแล้ว
ทำไมเวิงอิ่งยังไม่กลับมาอีก?
กู้หนานวางหนังสือลง แล้วมองไปทางประตูบ้าน เมื่อไม่เห็นวี่แววของใครเลย จึงตั้งใจว่าจะออกไปข้างนอกเพื่อดูซะหน่อย
ทันใดนั้นป้าหลิวก็ถือฝักบัวรดน้ำออกมารดน้ำต้นไม้แถวนั้นพอดี
เมื่อเห็นว่ากู้หนานกำลังจะออกไปข้างนอก จึงถามว่า “หนานหน่าน จะไปไหนคะ? ให้ฉันไปทำธุระแทนไหม?”
กู้หนานตอบว่า “เสี่ยวอิ่งออกไปซื้อของที่ร้านค้าฝั่งตรงข้ามสักพักหนึ่งแล้ว ตอนนี้เธอยังไม่กลับมาสักทีเลยค่ะ คุณป้าช่วยออกไปดูหน้าประตูให้หน่อยสิคะ”
“ค่ะ เดี๋ยวป้าไปดูให้”
ป้าหลิววางฝักบัวรดน้ำลง แล้วเดินออกไป
ทันทีที่เดินออกไปจากรั้วบ้าน ไม่รู้ว่าป้าหลิวเห็นอะไรเข้า แต่เธออุทานเสียงดังด้วยความตื่นตระหนก “คุณเวิง เกิดอะไรขึ้นคะ!?”
ภาพตรงหน้าคือหวังฉีที่กำลังประคองเวิงอิ่งและเร่งฝีเท้าเร็ว ๆ กลับมา โดยที่แขนของเธอได้รับบาดเจ็บ และมีอาจารย์หยางเดินตามหลังมาทางนี้แบบหน้าตาตื่นตระหนก