เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 - บทที่ 755 ไม่อยากกลับ
บทที่ 755 ไม่อยากกลับ
ตอนนั้นเขาตัดสินใจเช่าบ้านเพื่อดูแลเวิงอิ่ง ตอนนี้สุขภาพของเธอเริ่มกลับมาเป็นปกติแล้ว เดินขึ้นบันไดเองได้ ไม่ต้องมีผู้ช่วยประคองตลอดเวลา
“ค่ะ”
เวิงอิ่งบอกว่า “ฉันพอมีเงินที่ได้จากค่าต้นฉบับอยู่จำนวนหนึ่ง คุณกลับไปคราวนี้ก็เอาเงินนี่ไปด้วยสิ เอาไปซื้อหรือเช่าบ้านก็ได้ ฉันอยากมีส่วนร่วมเรื่องบ้านที่เราอาศัยอยู่บ้างเหมือนกัน”
ซุนเฉิงบีบมือเธอเบา ๆ และปฏิเสธโดยทันทีว่า “ไม่เป็นไร คุณแค่ดูแลตัวเองดี ๆ ก็พอ รอให้ผมจัดการทุกอย่างเสร็จ แล้วเราสองคนมาแต่งงานกันนะ ผมอยากเตรียมเรือนหอให้เราด้วยตัวเอง”
เวิงอิ่งพิงซบหน้าอกเขา มองเขาด้วยสายตาอ่อนโยน และพูดอย่างจริงใจว่า “พี่เฉิง ขอบคุณนะคะที่คอยดูแลฉันมาโดยตลอด ถ้าไม่มีคุณ ฉันจินตนาการไม่ออกว่าเลยตอนนี้ตัวเองจะมีชีวิตแบบไหน”
ถ้าไม่มีซุนเฉิงสักคน เธอคงไม่มีวันได้ย้ายไปอยู่ที่หลันเฉิง และคงไม่มีวันได้เจอกับหมอที่ดีอย่างกู้หนาน
เธออาจจะยังอยู่ในบ้านที่ทั้งมืดและอับชื้นในกั่งเฉิง ขยับเขยื้อนร่างกายได้ยากลำบาก แม้กระทั่งทุกครั้งที่เธอกินข้าว แม่หรือบรรดาพี่น้องก็จะดุด่า
ต่อให้เขียนบทความและต้องการส่งไปตีพิมพ์ ก็ต้องเดือดร้อนคนอื่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เมื่อย้อนคิดถึงชีวิตอันขมขื่นในอดีต แล้วกลับมามองดูตัวเองในตอนนี้ น้ำตาก็ไหลรินออกมา
ซุนเฉิงไม่เพียงแต่เป็นคนรักของเธอเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้มีพระคุณของเธอด้วย
“เสี่ยวอิ่ง ไม่ต้องขอบคุณผมหรอก ผมรักคุณ และยินดีที่จะทำงานอย่างหนักเพื่อสุขภาพของคุณและอนาคตของเรา”
เมื่อได้ยินคำสารภาพรักของเขา หัวใจของเวิงอิ่งก็เต้นรัว เธอยืนเขย่งปลายเท้าและจูบริมฝีปากของเขาอย่างแผ่วเบา
ขณะที่ริมฝีปากแดงเรื่ออ่อนนุ่มนั้นสัมผัสกับริมฝีปาก ชายหนุ่มก็ตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงรีบโอบแขนไว้รอบเอวของเธอ ความหวานเปลี่ยนจากนิ่งเฉยเป็นสั่นไหว…
ทั้งสองล้มลงบนเตียง เร่าร้อนเหมือนไฟลุกไหม้
ท้ายที่สุด ซุนเฉิงก็ควบคุมตัวเองได้
ถึงอย่างไรที่นี่ก็เป็นบ้านของคนอื่น มันไม่เหมาะที่จะทำอะไรแบบนี้
ตกกลางคืน ซุนเฉิงกอดหญิงสาวไว้ในอ้อมแขน แล้วพูดเบา ๆ ว่า “เสี่ยวอิ่ง ผมไม่อยากทิ้งคุณไว้ที่ปักกิ่งตามลำพังแล้ว”
โดยเฉพาะหลังจากที่เธอก้าวข้ามเส้นแบ่งระยะห่างระหว่างทั้งคู่ เขาก็ไม่อยากแยกจากเธออีก
“ทำไมล่ะคะ?” เวิงอิ่งเงยหน้าขึ้นและมองเขาอย่างสับสน
“ผมกลัวว่าถ้าเราแยกจากกัน ผมจะคิดถึงคุณจนทนไม่ได้”
เมื่อได้ยินคำพูดของเขา เวิงอิ่งก็ระเบิดหัวเราะออกมา “พี่เฉิง ทำไมถึงกลายเป็นคนได้คืบจะเอาศอกไปได้เนี่ย?”
ชายผู้เคยเป็นสุภาพบุรุษและจริงจังตลอดเวลา ดูเหมือนจะเปลี่ยนไป
ซุนเฉิง “เพราะนับวันผมยิ่งรักคุณมากขึ้นเรื่อย ๆ ไง”
…
พอมีแขกพิเศษมาเยี่ยมบ้าน บรรยากาศของครอบครัวก็เปลี่ยนไป ในคืนนี้สมองของเดวิดเต็มไปด้วยความคิดที่ซับซ้อน และนอนไม่หลับ
ก่อนกลับประเทศจีนเมื่อปีก่อน เขาไม่เคยคิดเลยว่าวันหนึ่งตัวเองจะมีญาติมากมายขนาดนี้
แม้กระทั่งก่อนที่พวกเขาจะเห็นประกาศคนหายในหนังสือพิมพ์ของประเทศ Y พวกเขาก็ไม่เคยคิดที่จะเดินทางกลับประเทศเลย
ในเวลานั้น เฉินหย่าจือยังไม่เต็มใจที่จะสานสัมพันธ์กับเขาต่อ ตัวเขาเองไม่กล้าเจาะทะลุหน้าต่างกระดาษนั้นเข้าไป พวกเขาทั้งสองรักษาความสัมพันธ์แค่ในฐานะหุ้นส่วนมาโดยตลอด
ถ้าเกิดเฉินหย่าจือไม่เจอลูกชายและต้องการกลับมา ชีวิตนี้เขาคงไม่คิดจะกลับจีนอีก
ตอนนี้พวกเขาไม่เพียงแต่แต่งงานกันแล้วเท่านั้น แต่ยังมีญาติพี่น้องคนรู้จักเพิ่มขึ้นมากมาย แถมอีกหนึ่งเดือนหลังจากนี้ ครอบครัวของพวกเขากำลังจะได้ต้อนรับชีวิตใหม่ และสถานะเขาจะเปลี่ยนไปอีกครั้งเมื่อถึงเวลานั้น
พวกเขากำลังจะกลายเป็นปู่กับย่าแล้ว
เดวิดรู้สึกว่าชีวิตที่รายล้อมไปด้วยคนที่รักเหมือนอย่างในตอนนี้ช่างมีความสุขเหลือเกิน
เมื่อก่อนเขาเอาแต่เที่ยวเตร่ ไม่ทำอะไร นอกเหนือจากทำงานหาเงิน ไม่กล้าแม้แต่จะลาพักร้อน เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่ไม่มีอะไรทำ ความเหงาจะแทรกซึม ชวนให้รู้สึกอึดอัด
“ทำไมจู่ ๆ คุณถึงตัดสินใจยอมรับเวิงอิ่งเป็นหลานสาวล่ะคะ?” คืนนี้ทั้งคู่นอนอยู่บนเตียง เฉินหย่าจือมองดูชายด้านข้างซึ่งกำลังจ้องมองเพดานพลางถอนหายใจ แล้วเอ่ยถาม
เดวิดถอนหายใจ “ตอนที่คุณโทรหาผม แล้วบอกว่าเวิงอิ่งมาเยี่ยมพวกเราที่ปักกิ่ง จู่ ๆ ก็มีความคิดผุดขึ้นในใจผม ผมคิดว่านี่อาจเป็นการชดเชยจากพระเจ้า สำหรับชีวิตที่เลวร้ายในอดีต ผมอดปลอบใจตัวเองไม่ได้ว่าบางทีพระเจ้าอาจเห็นว่าผมมีชีวิตที่เศร้าหมองมานานหลายสิบปี เลยส่งญาติคนหนึ่งมาให้ แล้วทำไมผมจะไม่ยอมรับเธอล่ะ?”
“ใช่ ฉันก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน เสี่ยวอิ่งเป็นเด็กดี เราควรภูมิใจที่มีหลานสาวแบบนี้”
เดวิดยอมรับหลานสาวคนนี้ได้จากก้นบึ้งของหัวใจ และเฉินหย่าจือเองก็ชอบเธอมากเช่นเดียวกัน
“สิ่งสำคัญที่สุด คือเธอมีความสัมพันธ์ที่ดีกับหนานหน่าน ถ้าสองคนอยู่ด้วยกันเราคงจะมีความสุขมาก”
วันรุ่งขึ้น ซุนเฉิงพาเวิงอิ่งไปเที่ยวรอบ ๆ เมืองปักกิ่ง แต่กู้หนานเดินเหินลำบาก จึงไม่ได้ติดตามพวกเขาไปด้วย
สมาชิกในครอบครัวที่เหลือก็ต้องแยกย้ายไปทำงาน ไม่มีเวลาว่าง ส่วนคู่รักหนุ่มสาวก็ออกไปช็อปปิงจนบ่ายคล้อยถึงกลับ
ตอนแรกเธอคิดว่าตัวเองคงจะอยู่ที่ปักกิ่งแค่ไม่กี่วัน เวิงอิ่งจึงไม่ได้เอาอะไรมาเลย วันนี้ซุนเฉิงเลยพาเธอออกไปซื้อข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นด้วยความเอาใจใส่ ทั้งของใช้ประจำวันและเสื้อผ้า
กั่งเฉิงมีอากาศอบอุ่น แต่เมื่อมาถึงปักกิ่ง อากาศเย็นลงอย่างเห็นได้ชัดในตอนเช้าหลังผ่านช่วงฤดูใบไม้ร่วง
เวิงอิ่งจำเป็นต้องทำร่างกายให้อบอุ่นอยู่เสมอ ซุนเฉิงจึงซื้อเสื้อสเวตเตอร์ถักและกางเกงลองจอนขายาวให้เธอ
ทั้งสองกลับมาพร้อมของมากมาย กู้หนานถึงกับอุทานออกมา “พวกคุณไปเหมาห้างกันมาหรือไงเนี่ย?”
เวิงอิ่งวางถุงในมือลง “พี่เฉิงกลัวฉันจะหนาว เลยซื้อเสื้อผ้ากันหนาวให้ฉันเพิ่ม”
เธอหยิบเสื้อผ้าออกมาจำนวนหนึ่ง จากนั้นเมื่อเจอถุงใส่ของใบหนึ่งก็ยื่นให้กู้หนาน “หนานหน่าน ฉันซื้อชุดคลุมท้องมาให้เธอด้วย ลองดูสิว่าชอบไหม?”
ชุดคลุมท้องดังกล่าวคือเสื้อคาร์ดิแกนตัวยาว เนื่องจากคนที่จะสวมใส่คือสตรีมีครรภ์ จึงเลือกไซซ์ที่หลวมกว่าตัวจริงเป็นพิเศษ
กู้หนานตอบกลับยิ้ม ๆ “ฉันใกล้คลอดเต็มทีแล้ว เธอก็ยังอุตส่าห์ซื้อชุดคลุมท้องให้ฉันอีกนะ”
“ถ้าไม่ทันได้ใส่จริง ๆ ก็เก็บไว้เผื่อตอนท้องลูกคนที่สองก็ได้”
กู้หนานหยิบเสื้อผ้ามาคลี่ดู แล้วพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม “อืม ขอบคุณนะ ไว้ฉันจะลองใส่ทีหลังนะ”
ซุนเฉิงยังซื้อขนมมามากมายเป็นถุงใหญ่ บอกว่ากู้หนานกับเวิงอิ่งจะได้กินเป็นของว่างเวลาไม่มีอะไรทำ
กู้หนานรู้ว่าซุนเฉิงเป็นคนที่ผ่านโลกมามาก และรู้จักเอาใจผู้คน การได้เห็นหลายสิ่งหลายอย่างที่เขาซื้อมาฝาก ทำให้เธอประทับใจในตัวชายคนนี้มาก
เขาไม่อยากให้เวิงอิ่งอยู่ที่นี่โดยกินดื่มอย่างฟรี ๆ
เขาเก็บข้าวของและถามกู้หนานว่า “หมอกู้ พรุ่งนี้ผมจะกลับไปที่หลันเฉิง มีอะไรที่คุณอยากให้ผมเอากลับมาหรือเปล่า?”
กู้หนานตอบว่า “ไม่มีค่ะ แต่ถ้าคุณไปเจอลูกพี่ลูกน้องของฉันและคนอื่น ๆ อย่าลืมแวะไปทักทายพวกเขาแทนฉันด้วยนะ”
“ได้ครับ”
เช้าวันรุ่งขึ้น ก่อนที่ซุนเฉิงจะจากไป เขาบอกลากับเวิงอิ่งด้วยความไม่เต็มใจ เพราะตั้งแต่ทั้งสองย้ายไปรับการรักษาอาการป่วยที่หลันเฉิง ถ้าไม่มีเหตุจำเป็นพวกเขาก็ไม่เคยแยกจากกันเลย
ซุนเฉิงยังเป็นห่วงกิจวัตรของเวิงอิ่งที่ต้องกินยาทุกวัน จึงวางยาของเวิงอิ่งไว้บนโต๊ะในห้อง แล้วเตือนเธอว่า “เสี่ยวอิ่ง กินยานี่มื้อละสามเม็ดนะ อย่ากินเกินขนาดล่ะ”
เขาย้ำเตือนประโยคนี้กับเธอไปแล้วสามหรือสี่ครั้ง เวิงอิ่งได้แต่ยิ้มและพูดว่า
“พี่เฉิง ฉันจำได้ค่ะ ฉันกินยาตัวละสามเม็ดมาตลอดอยู่แล้ว”
เธอกินยาติดต่อกันมาหลายเดือนแล้ว จะกินยาผิดหรือเกินขนาดได้ยังไง?
“คุณกำลังบอกว่าผมน่ารำคาญหรือ?” ซุนเฉิงมองเธอด้วยสีหน้าผิดหวัง น้ำเสียงเต็มไปด้วยความคับข้องใจ
เวิงอิ่งรีบส่ายหน้า “เปล่า เปล่าค่ะ”
ซุนเฉิงเพิ่งจะตระหนักก็ตอนนี้ว่าเขาดูจู้จี้จุกจิกเหมือนเป็นยายแก่ เวิงอิ่งสามารถทำสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้ได้ด้วยตัวเองอยู่แล้ว แต่เขาอดไม่ได้ที่จะย้ำเตือนกับเธอ
เขาถอนหายใจ “ผมไม่อยากแยกจากคุณจริง ๆ”
“พี่เฉิง คุณกลับไปก่อนเถอะค่ะ ฉันจะอยู่กับหนานหน่านที่นี่สักสองสามวัน จะได้ถือโอกาสปรับตัวด้วย”
เวิงอิ่งยังบอกเขาอีกว่า “ถ้าคนพวกนั้นไปที่หลันเฉิง อย่าลืมโทรเรียกตำรวจล่ะ”
“ไม่ต้องกังวล พวกเขาไม่กล้าไปหลันเฉิงแน่”
ซุนเฉิงมองหน้าเธอ ลูบศีรษะเบา ๆ พลางพูดว่า “ถ้าคุณเบื่อจะอยู่บ้านคุณลุงแล้ว ขอแค่โทรหาผม แล้วผมจะเดินทางมารับคุณทันที”
“ค่ะ”
วันที่สามหลังจากที่ซุนเฉิงกลับไป ลู่ฮ่าวและคนอื่น ๆ ก็ออกเดินทางไปยังประเทศ Y